คดี “เจ้าคุณเอื้อน” บานปลายพรุ่งนี้กลุ่มชาวพุทธบุกสภาร้องคณะกรรมาธิการศาสนา ฯ ตรวจสอบการทำงานสำนักงานพุทธ ฯ

            พรุ่งนี้ (9 ต.ค.63) เวลา 10.00 น. กลุ่มชาวพุทธนำโดย ส.ส.นิยม เวชกามา ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.สกลนคร,พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี นายกกิตติมศักดิ์ เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี,นายบำรุง พันธ์อุบล เลขาธิการเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  พร้อมคณะ จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร  ที่อาคารรัฐสภา พร้อมแถลงข่าว โดยในหนังสือมีรายละเอียดดังนี้

            ด้วยเกิดประเด็นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมจากการที่สำนักงานพระพุทธศาสนา เป็นผู้ยื่นฟ้อง อดีตพระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม ด้วยการรับเงินจากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่จากกรณีนี้มีการใช้เป็นประเด็นข่าวว่าเป็น “เงินทอนวัด” จากกรณีนี้ หากดูตามศีลของพระแล้วถือเป็นอาบัติขั้นรุนแรงเป็นอาบัติขาดจากการเป็นพระสงฆ์ หรือ ปาราชิก 4 ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่อดีตพระพรหมดิลก จะกระทำการที่ผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายเยี่ยงนั้น

            อนึ่ง การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากสำนักพระพุทธศาสนาแห้งชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่

      1. การจัดทำงบประมาณเพื่อให้วัด

      2. นำเงินหลวงมาถวายวัด

      3.ดำเนินคดีร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพระภิกษุผู้อ้างว่าร้องทุกข์กล่าวโทษ

      4.แถลงถึงความผิดต่อพระภิกษุที่อยู่ในระหว่างดำเนินคดีต่อสำนักข่าวสาธารณะ

      5.ดำเนินการแถลงถึงความผิดของพระภิกษุที่อยู่ในระหว่างดำเนินคดีต่อมหาเถรสมาคมและแชร์หนังสือต่อสาธารณะ

      6.เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ต่างเพิกเฉยในการรับผิดชอบ

            จากเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดกระแสสังคมที่มองว่า สำนักงานพระพุทธศาสนามีบุคคลที่อาจเป็นผู้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาที่เป็น 1ใน 3 สถาบันหลักของชาติ หรือไม่ ขอให้กรรมาธิการการศาสนาฯ ได้โปรดใช้อำนาจของท่านพิจารณาใน 3 ประเด็น คือ

      1. ขอให้คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ได้ใช้อำนาจของท่านพิจารณาตรวจสอบว่า การแถลงข่าวของนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต่อกรณีของอดีตเจ้าคุณพระพรหมดิลก โดยมิได้รู้เห็นและรับทราบถึงข้อเท็จจริงในการดำเนินการให้มีการลาสิกขาตามกฎหมาย ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 นั้น อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของอดีตท่านเจ้าคุณพระพรหมดิลกและต่อพระภิกษุรูปที่เหลือซึ่งถูกจับกุมในวันเดียวกัน เพราะในวันดังกล่าวนั้นไม่มีพระภิกษุรูปใดยินยอมเปล่งวาจาลาสิกขา และในเรื่องนี้มีพยานบุคคลผู้น่าเชื่อถือทั้งพระภิกษุและฆราวาสที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผู้ยืนยันได้ว่า ในวันดังกล่าวนั้นไม่มีการดำเนินการจัดให้มีการลาสิกขาต่อพระภิกษุผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ซึ่งการแถลงข่าวออกไปเช่นนั้น จะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามมาตรา 29 แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นสิทธิที่พระภิกษุเหล่านั้นจะพึงมีพึงได้ และการแถลงข่าวต่อสถานการณ์ดังกล่าวของผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนา จะเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมศรัทธาของพุทธบริษัท 4 หรือไม่

    2.  ขอให้คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ได้ใช้อำนาจของท่านพิจารณาดำเนินการว่า จะมีการกำหนดกรอบในการดำเนินการทางกฎหมายและกรอบทางพุทธบัญญัติ (พระวินัย) ต่อกรณีของอดีตท่านเจ้าคุณทั้ง 7 รูป ซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมิได้มีรูปใดเปล่งวาจาลาสิกขา และไม่ได้ถูกดำเนินการให้ลาสิกขานั้นอย่างไรให้เกิดความชอบธรรมและเหมาะสม ที่สามารถดำเนินการโดยไม่กระทบต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยและทั่วโลก

   3.  ขอให้คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ได้ใช้อำนาจของท่านพิจารณาดำเนินการต่อไปว่า หากคดีของอดีตท่านเจ้าคุณทั้ง 7 รูป ลุล่วงไปถึงศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำพากษายกฟ้อง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะโจทก์ผู้ฟ้องร้องพระภิกษุหรืออดีตท่านเจ้าคุณเหล่านั้น จะดำเนินการรับผิดชอบต่อความเสียหายต่อตัวปัจเจกซึ่งก็คืออดีตท่านเจ้าคุณที่ถูกจับเหล่านั้นและต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนอันเป็นส่วนสาธารณะอย่างไร

          จึงขอให้คณะกรรมาธิการได้โปรดใช้อำนาจพิจารณาดำเนินการตามข้อพิจารณาที่ระบุไว้ดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้เกิดข้อยุติต่อพุทธศาสนิกชนที่ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวและเป็นธรรมต่อพระภิกษุผู้ถูกดำเนินคดีต่อไป.

            สำหรับข้อเรียกร้องนี้เกิดขึ้นหลังอดีตพระพรหมดิลกหรือเจ้าคุณเอื้อนอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร  ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง แล้วท่านกลับมาห่มจีวรขึ้นมาใหม่

            ต่อมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเผยแพร่เอกสารมติประชุมมหาเถรถสมาคมที่ 541 /2563 เรื่อง อดีตพระพรหมดิลก “เจ้าคุณเอื้อน” กลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้ พร้อมกับแถลงความผิด 3 ข้อหา บางข้อหายกฟ้อง บางข้อกล่าวหาคดียังอยู่ในชั้นศาล และบางคดีสำนักงานพระพุทธศาสนามิใช่ผู้ร้องทุกข์เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับอธิบายการขาดจากความเป็นพระมี 2 หลักคือ

     1.  หลักพระธรรมวินัย สละสมณเพศด้วยการเปล่งวาจา ลาสิกขา และถอดจีวรออก เรียกว่า “สึกเอง” กับการขาดจากความเป็นพระเพราะอาบัติหนักคือ “ครุกาบัติ” ได้แก่ปาราชิก 4 ประกอบด้วย ฆ่าคน ลักทรัพย์ เสพเมถุน อวดอุตริมนุษยธรรม ถ้ากระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 อย่างนี้ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ ณ ขณะที่กระทำการนั้น ๆ เลย (ขาดโดยอัตโนมัติ)

      2. หลักกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2535 มี 2 มาตราที่เกี่ยวข้องคือ มาตรา 29 ถูกจับในคดีอาญาแล้วพนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก็ให้สละสมณเพศเสียก่อนจะนำตัวเข้าสู่ห้องขังกับมาตรา 30 เมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้จำคุกกักขังหรือขังพระภิกษุให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุนั่นสละสมณเพศ

     อดีตพระพรหมดิลก เคยไม่ได้รับรับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัว จึงขาดจากความเป็นพระตั้งแต่วันนั้น..

      สรุปคือ ตามมหาเถรสมาคมรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ) ได้เสนอว่าอดีตพระพรหมดิลก “เจ้าคุณเอื้อน” กลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้ เพราะถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว หากจะห่มจีวรก็ต้องกลับมาบวชใหม่โดยพระอุปัชฌาย์บวชให้ แต่หากไม่มีการบวชใหม่แล้วไปห่มจีวรก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ว่าด้วยการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์

        โปรดอ่านรายละเอียดดังเอกสารแนบ

********************************

ขอบคุณภาพ..คณะกรรมาธิการศาสนาฯ

Leave a Reply