จับผิดหมอดู ย้อนคำทำนายใคร “แม่น” หรือ “มั่ว”

2,076 Views

เริ่มกันที่คนแรกกับเจ้าของฉายา “นอสตราดามุสเมืองไทย” อย่างโหร “โสรัจจะ นวลอยู่” ที่เมื่อตอนปลายปีเคยทำนายเกี่ยวกับโรคระบาดที่จะเกิดขึ้นในปี 63 เอาไว้แม่นราวกับตาเห็น ดังนี้

“จะมีข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ว่า ได้มีการพบเชื้อโรคใหม่ที่แพร่เข้ามายังไทย คือ ไวรัส หากเกิดแก่ใครเข้าแล้ว จะประสบชะตากรรมอันร้ายแรงมาก ด้วยเจ้าไวรัสชนิดนี้จะทำลายเนื้อเยื่อของมนุษย์ ให้ตายภายใน 24 ชั่วโมง เป็นที่ตื่นตระหนกกันมาก”

เห็นได้ชัดว่า คำพยากรณ์ดังกล่าว ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คือ วิกฤตการระบาดหนักของไวรัส “โควิด-19” ที่มาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งร้ายแรงถึงขั้นมีคนติดเชื้อทั่วโลกกว่าแสนราย รวมไปถึงเสียชีวิตอีกมากมามาก

                                          โสรัจจะ นวลอยู่

ส่วนวิกฤตด้านเศรษฐกิจนั้น โหรรายนี้ก็ได้ทำนายไว้ใกล้เคียงความเป็นจริงเช่นกัน เพราะปัจจุบันทุกอย่างดิ่งลงเหว ไม่เว้นแม้แต่ตลาดหุ้นไทยหลุดไปถึง 1200 จุด คือ ร่วงต่ำสุดในรอบ 7 ปี!! โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัว ไม่เว้นแม้แต่บริษัทใหญ่ๆ และบรรทัดต่อจากนี้ คือ คำพยากรณ์ที่โสรัจจะเคยฝากไว้ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 62

      “แรงมากด้านเศรษฐกิจชัดมาก จะเห็นปัญหาหนักๆ ระบบการเงินเป็นอัมพาต ขอเตือนทุกฝ่ายอย่าประมาท ถ้าเศรษฐกิจเราพังทุกหย่อมหญ้าไปหมด นายทุน กลุ่มใหญ่ตกไปหายไป หนี้สินต่างประเทศเยอะมาก
 ผู้คนตกงานมากมาย โรงงานปิดตัว ทุนใหญ่ล้ม ที่ออกมาบอกว่าตัวเลขต่างๆ ดี จะได้เห็นของจริงปีหน้า ส่งผลการเมืองเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมช่วงกลางปีเป็นต้นไป อาจยุบสภา หรือเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”


“อรรถวิโรจน์” ขอเตือน “ดวงไทย-ดวงโลก” แรงพอกัน!!

นักพยากรณ์ดวงชะตาอีกราย ที่ดูเหมือนว่าคำทำนาย จะเป็นไปในทิศทาง “แม่น” มากกว่า “มั่ว” นั่นก็คือ นักพยากรณ์ชื่อดัง ผู้ตรวจชะตามุมกว้างทั้งดวงเมืองและดวงโลก อย่าง พ.ต.อ.ดร.อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา ที่พยากรณ์เอาไว้ชัดเจนว่า “ดวงเมือง” ของไทย กับ “ดวงโลก” จะเกิดเหตุร้ายๆ ที่สอดคล้องกัน

“ดวงประเทศไทยก็เหมือนดวงโลก ดวงโลกเป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างจะรุนแรง เหมือนกับมีปัญหาเยอะไปมาก ประเทศไทยเราก็ตรงกับดวงเมืองพอดี ดาวมฤตยูเข้าดวงโลกก็เหมือนกับว่าคนทั้งโลกต้องตาย ดวงแต่คนจะตายต้องขึ้นอยู่กับดวงเมือง ดวงประเทศไม่เหมือนกัน

ดวงเมืองต้องดูตามวันเกิดผู้นำด้วย นายกฯเกิดเดือนมีนาคม คือ ราศีเมษ ดาวมฤตยูทับดวงเมือง จะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน จะเกิดภัยพิบัติ เกิดน้ำท่วมแผ่นดิน คนสูญหายตายจาก จะมีตลอด 14 ปี ผ่านไปแล้ว 2 ปี จะมีคนสำคัญสูญหาย มีคนตายเป็นหมู่คณะ”

เมื่อลองหยิบคำทำนายดังกล่าวขึ้นมาเทียบ กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญคนไทย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียของผู้คนเป็นจำนวนมาก นั่นก็คือ เหตุการณ์ของ “ทหารคลั่ง” ที่กราดยิงไปทั่วห้างฯ ดังประจำ จ.นครราชสีมา จนเป็นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตถึง 30 ราย ซึ่งสอดคล้องกับคำทำนายที่ว่า จะเกิดการสูญเสีย “มีคนตายเป็นหมู่คณะ”

อีกประเด็นที่ยังคงต้องพิสูจน์ความแม่นกันต่อไป คือ คำทำนายเรื่อง “การเมือง” ที่ระบุชัดว่า ดวงเมืองปีนี้จะทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ และเกิดการแตกแยก รวมถึงวิกฤตทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกด้วย

“ตั้งแต่ 2 มี.ค.พระเสาร์จะทับกับราศีมังกร อันนี้ก็น่ากลัว ราศีมังกรเป็นราศีการงาน ราศีบริหาร เพราะฉะนั้นปัญหาการแตกแยกจะเกิดขึ้นในหมู่นักบริหารด้วยกัน มีการปรับเปลี่ยน โยกย้าย ปรับคณะรัฐมนตรี ปรับอะไรต่างๆ ก็ได้

ช่วงที่รุนแรงที่สุด คือ 10 ก.ย.- พ.ย. ปลายปีจะรุนแรงมาก ต่อไปราหูยกไปอยู่ราศีเมษ ประมาณปีครึ่ง เป็นทั่วโลกเลย มีไฟไหม้ มีแผ่นดินไหว มีระเบิด ฯลฯ และดวงดาวจะอยู่อย่างนี้ไปอีก 14 ปี เพราะดาวมฤตยูอยู่อย่างนี้มาแล้ว 2-3 ปี จะอยู่ไปอีก 12 ปี ทางที่ดีให้ระวังตัว”


“เก่งกาจ” ทายการเมืองแม่น แต่เศรษฐกิจมั่ว


อีกหนึ่งคำทำนายที่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ถ้อยคำจากโหรอย่าง “เก่งกาจ จงใจพระ” ประธานมูลนิธิจงใจธรรม ที่ฟันธงล่วงหน้าเอาไว้ว่า พรรคอนาคตใหม่จะต้องโดนยุบพรรคแน่นอน

“ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ รู้ตัวพร้อมจะไปหายไปครึ่ง ใครก็อยากไปอยู่พรรครัฐบาล พรรคอนาคตใหม่ โดนยุบพรรคแน่นอน พรรคร่วมรัฐบาลจะมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ส่วนฝ่ายค้านอ่อนแอลง คดีเก่าๆ ถูกศาลตัดสินเด็ดขาด ติดคุกกันไป เมื่อรัฐบาลอยู่รอดไปได้ ต่างชาติเริ่มหันมาสนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะภูมิประเทศ เราดีกว่าประเทศเวียดนามที่ค่าแรงถูกเท่านั้น”

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีส่วนคำพยากรณ์ที่ดูไม่ตรงตามสิ่งที่เกิดขึ้นนัก คือ คำทำนายที่ว่า ประเทศไทยในปีนี้ จะเป็นยุคศิวิไลซ์ จะทำการใดๆ ก็เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ที่อัดแน่นไปด้วย ปัญหาเศรษฐกิจและโรคระบาด

“เป็นยุคศิวิไลซ์เต็มตัว โดยดวงเมืองอยู่ในลักษณะเดียวกันกับเมื่อครั้งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ และมีอิทธิพลของดาวพลูโต ซึ่งเป็นดาวแห่งการประยุกต์ ปฏิรูป เปลี่ยนแปลง เริ่มต้นใหม่

เศรษฐกิจจะต้องเริ่มใหม่ ต้องเปลี่ยนระบบการทำมาหากินใหม่ เศรษฐกิจไม่แย่ไปกว่าเดิมแต่อยู่ที่ตัวเราเอง อย่างไรก็ตาม ต้องระวังภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยแล้งที่จะหนักมาก”

                              “วารินทร์” พยากรณ์ อวยจนไม่ตรงความจริง


เจอคำทำนายทายทักที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมามากแล้ว ย้อนมาวิเคราะห์แบบที่ไม่สู้จะสอดคล้องกับสิ่งที่เห็นมากนัก อย่างคำพยากรณ์ของ “วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ” หรือ “โหร คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ)” กันบ้าง ที่ดูจะหนักไปในทิศทางอวยคณะรัฐมนตรี จนไม่ค่อยตรงกับความจริงวันนี้เท่าใดนัก

โดยเฉพาะคำทำนายที่ว่า จะมีเรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นเพียง 2 เดือนแรกเท่านั้น แล้วจากนั้น เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่จนถึงตอนนี้ ถึงเดือนที่ 3 เกือบจะขึ้นเดือนที่ 4 ของปีอยู่แล้ว ก็ยังมองไม่เห็นวี่แววดีขึ้นเลย

“แม้ตามระบอบประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นต่างทำได้อิสระ แต่ขออยู่ในกรอบของกฎหมาย เพราะปัญหาบ้านเมืองน่าจะคุยแก้ในสภา มากกว่าเคลื่อนไหวข้างนอก สร้างให้คนเกลียดชังกันซึ่งไม่เป็นผลดี

ทั้งทางเศรษฐกิจและประชาชน บทเรียนในอดีตทุกคนก็เห็นแล้ว สุดท้ายความจริงจะถูกเปิดออกมา ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีอะไรน่าหนักใจ

ดวงของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีหน้าที่ต้องทำต่อไปและอยู่ครบเทอม เพียงแต่ต้นปี 1-2 เดือนอาจมีเรื่องยุ่งอยู่บ้างทั้งกับตัวนายกฯ และคณะรัฐบาล ทั้งการทำงานหรือปัญหาสุขภาพ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากเป็นตามวัย และหลังจากมรสุมผ่านพ้นไปทุกอย่างจะค่อยดีขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจ”

                         สวนทางความจริง!! “ภาณุวัฒน์” ทาย “เศรษฐกิจสะพัด”


อีกหนึ่งคำทำนาย ที่ดูจะไปในทิศทาง “มั่ว” มากกว่า “แม่น” คือคำพยากรณ์ของ “ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล” ซินแสชื่อดัง ผู้เป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มองเห็นผลทำนายต่างจากโหรรายอื่นๆ ราวฟ้ากับเหว จนถึงกับคอนเฟิร์มว่าเงินทองจะไหลมาเทมาในปีนี้!!

“พอเข้า 2563 การเงินจะเริ่มเดิน และพอเข้าสู่ปี 2564 ปีฉลูธาตุทอง การเงินจะเริ่มเดินสะพัด และเศรษฐกิจจะไปดีมากๆ ช่วงปี 2565-2566 เพราะเป็นปีที่ดวงสมพงศ์กับบ้านเมือง เป็นช่วงปีของธาตุน้ำซึ่ง เกี่ยวข้องกับเงินทอง

เศรษฐกิจของไทยจะค่อยๆ ก้าวเดิน เพราะรัฐบาลคอยอัดฉีดทุกระดับ แต่ว่าฝ่ายที่อยากกลับสู่อำนาจพยายามขวาง พวกกวนเมืองกวนไม่ได้หยุด สร้างเรื่องจนรัฐบาลแต่ละคนไม่มีกำลังใจทำงาน อยากให้ทุกคนให้เวลารัฐบาลทำงาน

เชื่อว่า ในปี 2563 หลายอย่างจะเริ่มดีขึ้น แต่จะเป็นปีแห่งความสับสนด้วยข่าวลือทำให้มีความตึงเครียด ในช่วงต้นปีจะมีความวุ่นวายมากๆ แต่กลางปีไปแล้วหลายอย่างจะนิ่งขึ้น และจะก้าวเดินไปได้”

เมื่อนำคำนายมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ถือว่ายังอยู่ในสภาวะที่แย่พอสมควร เห็นได้จากข่าวการประท้วงของแม่ค้าตามห้าง ที่ขายของไม่ได้ เพราะไม่มีคนเดิน จนต้องขอให้เจ้าของกิจการลดราคาพื้นที่เช่า

“บุศรินทร์” เตือนจากดวง “ปลายปีถังแตก!!”

บุศรินทร์ ปัทมาคม นักโหราศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง คือ นักพยากรณ์อีกรายที่มองเห็นอนาคตไปใน “เชิงลบ” มากกว่า จึงเตือนเรื่องความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย รวมถึงความยากจนถึงขั้นสุดของบ้านเมืองเรา ซึ่งเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่พูดถึง จะพิสูจน์ได้ว่า “มั่ว” หรือ “แม่น” ก็คงต้องรอให้ถึงช่วงกลางปี ถึงปลายปีนี้เป็นต้นไป

“ดวงเมืองปี 2563 เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจากดาวพระเคราะห์หลัก คือ ดาวพฤหัสฯ และดาวเสาร์ โคจรเดินหน้าและถอยหลังอยู่ในราศีธนู เรือนชะตาที่เกี่ยวกับความสุข และราศีมังกร หรือเรือนกัมมะ การงานของบ้านเมือง

ดาวพฤหัสฯ โคจรร่วมราศีเดียวกับดาวเสาร์ เป็นสัญลักษณ์ความแตกแยก ขัดแย้งอย่างไม่ลดราวาศอก บ้านเมือง จึงสงบยาก 17 มี.ค. ถึง 12 ก.ค. 2563 เป็นช่วงที่รัฐบาลต้องเจอกับงานหนักที่ยุ่งยากยิ่งขึ้น เพราะอำนาจที่มีอ่อนตัวลง

ประชาชนส่วนใหญ่เกรงกลัวรัฐบาลน้อยลง ปลายปีบรรยากาศทางสังคมจะปั่นป่วนวุ่นวายและสับสนอีกครั้งบรรยากาศของความแตกแยกก็จะเหมือนอย่างปลายปี 2562

ด้านเศรษฐกิจไทยจะทรุดหนัก และปลายปีจะตกต่ำลงหนักขึ้นจนถึงขั้นถังแตก ใครเป็นรัฐบาลต้องพบปัญหากับเงินที่ไม่พอจ่าย ประชาชนจะลำบาก ซึ่งรัฐบาลจะเหน็ดเหนื่อยและยุ่งยากในเรื่องของเศรษฐกิจ

รัฐต้องเตรียมงบประมาณไว้แจกตลอดปี โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เรียกร้องผลประโยชน์ ต้องระวังเรื่องเศรษฐกิจในช่วงปลายปี และจะเกิดเหตุการณ์ ข้าวยากหมากแพงทั้งปี”

“ยุบสภา-รัฐประหาร” คำทำนาย “ภิญโญ” ที่ต้องรอพิสูจน์

ปิดท้ายด้วยคำพยากรณ์ของ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติอย่าง “ภิญโญ พงศ์เจริญ” ที่คำทำนายบางส่วนเรื่อง “ความขัดแย้ง” ดูเหมือนจะเริ่มตรงตามที่คาดคะเนเอาไว้บ้างแล้ว

โดยเฉพาะการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ของกลุ่มนักศึกษา-วัยรุ่นที่เกิดขึ้น แต่ความไม่ลงรอยดังกล่าว จะดำเนินไปถึงจุดสิ้นสุด จนถึงขั้นแตกหักอย่างรุนแรงเลยหรือไม่ คงต้องปล่อยให้เวลาช่วยพิสูจน์ความจริง

“ดาวมฤตยูยังโคจรมาสัมพันธ์กับดาวอังคารเทพแห่งสงคราม อุบัติเหตุ ความขัดแย้ง พระอังคารช่วงปลายปีจะโคจรวิปริตตรงราศีเมษ

การเงิน การคลัง เศรษฐกิจตำราเรียก “ราหูค้นทรัพย์” คือ การค้นเอางบประมาณของชาติมาใช้จำนวนมาก เอาทรัพย์สินเงินทองมาใช้จนเกิดปัญหา มีการกู้ยืม เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำชัดเจน

เกิดเป็นการรวมตัวของสองฝ่ายตรงกันข้าม เช่น ฝ่ายดี-ร้าย คนจน-รวย คนมีการศึกษา-ด้อยการศึกษา คนชั้นสูง-ชั้นต่ำ เป็นต้น อาจแปลได้ว่าจะมีการชุมนุมเกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงใหญ่จะเกิดช่วง 2563-2565 แต่จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดปี 2563 การเมืองร้อนรุ่มถึงขีดสุด

มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาจไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญเดือน การเมืองจะร้อนรุ่มจนถึงขีดสุด ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน หรือคณะรัฐมนตรีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าทุกครั้ง อาจถึงขั้นยุบสภา หรือถึงขั้นวิกฤติแบบรัฐประหาร

********************************

ขอบคุณภาพข้อมูล :  ผู้จัดการออนไลน์

Leave a Reply