ลูกพระพุทธเจ้า??

“เปรียญสิบ” มักเล่าอยู่เสมอว่าเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ยุคที่ยังครองสมณเพศเป็นสามเณร จำพรรษาอยู่วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ได้ยิน “เด็กวัดคนหนึ่ง” ซึ่งปกติเป็นคนพูดจาดีเรียบร้อย วันหนึ่งไม่รู้แกคิดอย่างไร เราสองคุยกันเรื่องพระเณรอะไรสักอย่างนี่แหละ แกพูดออกมาว่า พระภิกษุ-สามเณร เป็น “กาฝากสังคม” ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไร

ตอนบวชพระติดตามอยู่กับ “พระอุปัชฌาย์” พระมงคลสิทธิคุณ หรือ “หลวงพ่อลำใย ปิยวณฺโณ” วัดทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี ท่านเป็นพระเกจิ คนมาขอพึ่งทุกระดับชั้น คนยากจนมาขอเงินค่านมลูก เจ้าหน้าที่รัฐมาของบสร้างโรงพยาบาล สร้างถนน หลวงพ่อให้หมด โดยตัวหลวงพ่อเอง ท่านสร้างทั้งถนน โรงพยาบาล ห้องสมุด สะพาน บ้านพักคนชราและรวมทั้งโรงเรียน ทุกวันท่านตื่นตี 3-4 เพื่อไปกิจนิมนต์

หากอยู่วัดญาติโยมก็มาขอพบ ไม่ได้พัก กลางคืนกว่าจะได้จำวัด เที่ยงคืน เพราะหลวงพ่อจะนับเงินและแจกจ่ายเงินมัดไว้เป็นซองๆ เป็นค่าใช้จ่ายในวันรุ่งขึ้น วาระสุดท้ายของหลวงพ่อ “มรณภาพคาธรรมาสน์” อันเนื่องมาจากถอนฟันแล้วคงเพลียอ่อนแรง..แต่ท่านบำเพ็ญตนสมเป็นสาวกสมณโคดม. สมเป็น “ลูกพระพุทธเจ้า”

“เปรียญสิบ” ยกพระอุปัชฌาย์ของตนมาเล่า..เพื่อให้พระภิกษุ-สามเณร รวมทั้งเยาวชนยุคนี้ได้ทราบว่า พระไม่ได้เป็นกาฝากสังคม..บางคนทำงานอุทิศกายและใจเยี่ยง “พระโพธิสัตว์” ดัง “หลวงพ่อลำใย”

“เปรียญสิบ” สึกออกมาทำงานอยู่ช่อง 11 ตลอดเวลาทำสื่อโทรทัศน์ 15-16  ปี เกาะติดสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไม่ได้ตามข่าว “กิจการคณะสงฆ์” จะนิมนต์พระสงฆ์มาบ้างก็ตอน “วิกฤติการเมือง” และเทศกาล “วันสำคัญทางศาสนา”

“ยุคนี้” ความคิดคนไปไกลและขยายวงกว้าง มองไกลกว่า “เด็กวัด” ที่เคยมองเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มองไกลถึงขนาดว่า “พระต้องเสียภาษี” เจ้าอาวาสต้องดำรงตำแหน่งเป็นวาระ ซ้ำสังคมส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไปมองว่า “พระบวชแล้วรวย” พระบวชแล้วไม่ได้ทำอะไรแก่สังคมมองเสมือนว่า “พระเอาเปรียบสังคม”

ตลอดระยะเวลา 1-2 ปีมานี้ “เปรียญสิบ” เปิดเว็บไซต์ข่าวศาสนาขึ้น มีบทความออกสู่สังคมต่อเนื่อง เพื่อกระตุกจีวรพระเพื่อเปิดกุฎิพระคุณเจ้าให้มองว่า “สังคมเขาคิดอะไร” พยายามกระตุกต่อเนื่องว่า ต้องพูดบ้าง ต้องประชาสัมพันธ์กันบ้างว่า คณะสงฆ์ทำอะไรให้แก่สังคมและประเทศชาติ??

ความคิดของเด็กวัดที่ว่า หรือคนยุคปัจจุบันที่มองว่า พระสงฆ์ไม่ทำอะไร บวชแล้วรวย ถือว่าเป็น..ภัยร้ายแรงต่อพระพุทธศาสนา

ภัยความคิดนี้..ไม่ได้มาจากคนต่างศาสนาแต่ “เกิดจากเนื้อใน” เกิดจากผู้สนับสนุนหรือมวลชนของเราเอง..หากปล่อยให้ “กัดกร่อน” แบบนี้ในระยะยาว..อย่าว่าแต่จำนวนพระภิกษุ-สามเณรจะลดลง จำนวนวัดจะร้างเพิ่มมากขึ้นด้วย…พระกรุงเทพไม่มีปัญหา..เพราะวัดมีรายได้จากการจอดรถการท่องเที่ยว แต่ระยะยาวพระต่างจังหวัดจะอดตายหมด..

ปัจจุบันคณะสงฆ์มีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำเพื่อสังคม เช่น โครงการวัดประชารัฐสร้างสุข, โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5, โครงการหน่อยอบรมประชาชน, โครงการที่เรียกว่า “กุฏิชีวาภิบาล” อำเภอละแห่ง จัดอบรมดูแลพระอาพาธติดเตียงและรวมทั้งชาวบ้านรอบวัดด้วย

“โรงเรียนการกุศลของวัด” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของคณะสงฆ์ที่ทำเกือบ 100 ปีแล้วชื่อนี้เชื่อว่าคนในสังคมส่วนใหญ่ไม่รู้จัก “เปรียญสิบ” ถามนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเบอร์ต้นๆ ของประเทศท่านบอกว่า “ไม่เคยได้ยิน” ซ้ำถามกลับว่า มันเป็นอย่างไร พระเราเข้าไปมีบทบาทอะไรบ้าง

“เปรียญสิบ” พูดคุยกับ “พระคุณเจ้ารูปหนึ่ง” ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ท่านเล่าว่า ปัจจุบันโรงเรียนในลักษณะนี้มีประมาณ 160 โรงเรียน มีจำนวนผู้บริหารที่เป็นพระสงฆ์ ครูและบุคลากรกว่า 5,000 รูป/คน มีจำนวนนักเรียนประมาณ 100,000 แสนคน โรงเรียนแบบนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ โรงเรียนวัดใหม่กรงทอง จ.ปราจีนบุรี มีนักเรียนกว่า 5,800 คน โรงเรียนวินิตศึกษามีนักเรียนประมาณ 4,800 คน โรงเรียนการกุศลวัดหนองแวง จ.ขอนแก่น 3,000 คน โรงเรียนวัดบ้านโป่ง “สามัคคีคุณูปถัมภ์” จ.ราชบุรี มีประมาณ 3,000 คน หรือแม้กระทั่งโรงเรียนอนุบาลวัดโชติทายการามสงเคราะห์ จ.ราชบุรี ของ พระมหาประกอบ โชติปุญโญ รองเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี มีนักเรียนเกือบ 2,000 คน โรงเรียนธรรมราชศึกษา วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ก็หลายพันคน อันนี้คือ “ลูกของพระพุทธเจ้า” ทั้งหมด

คำว่า “ลูกพระพุทธเจ้า” เป็นคำที่ “สมเด็จเกี่ยว” ท่านพูดไว้ในคราวไปเปิดการสัมมนาโรงเรียนการกุศลของวัด ณ โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ อ.เมือง จ.ลพบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2552 ว่า  “โรงเรียนการกุศลของวัดเป็นโรงเรียนของพระพุทธเจ้า นักเรียนทุกคนจึงเป็นลูกของพระพุทธเจ้า มีพระเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ที่นำคำสอนสู่นักเรียน ยิ่งนักเรียนมีความเข้าเรื่องหลักธรรม นำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามากใช้เท่าไร จะนำมาซึ่งความมั่นคงของสถาบันหลักทั้ง 3 สถาบัน ไม่เฉพาะแต่สถาบันพระพุทธศาสนาเท่านั้น ทำอย่างไรโรงเรียนการกุศลของวัดที่มีอยู่เกือบ 100 แห่ง จะประสานการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้แนวความคิดที่ว่า โรงเรียนการกุศลของวัด เป็นโรงเรียนของพระพุทธเจ้า”

“มหาเถรสมาคม” โดยเฉพาะผู้กุมชะตากรรมคณะสงฆ์และทิศทางกิจการพระพุทธศาสนา ทั้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ ทั้ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ทั้ง สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี รวมทั้ง พระพรหมบัณฑิต และ พระพรหมโมลี ในฐานะที่ดูด้าน “การเผยแผ่-การศึกษาสังเคราะห์” ต้องร่วมกันคิดว่า จะทำอย่างไร “ทุนมนุษย์” ของคณะสงฆ์ ที่มีจำนวนนับแสนคนแบบนี้ เมื่อพวกเธอเติบโตขึ้นให้กลายเป็น “ลูกของพระพุทธเจ้า” จริงๆ เป็นฐานเสียงเป็นมวลชนในการขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนา กิจการคณะสงฆ์ได้

“เปรียญสิบ” ของฝากต่อถึง “สมเด็จสนิท” สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ในฐานะประธานมหาคณิสสร เปรียบเสมือน “สมเด็จพระสังฆราช” ฝ่ายมหานิกาย ว่าโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็น “ฐานใหญ่” เป็นมวลชนให้กับคณะสงฆ์ได้เป็นอย่างดี คิดไปคิดมา ฐานมวลชนมากกว่าโรงเรียนพระปริยัติสามัญที่มีไม่ถึง 40,000 รูป/คนด้วยซ้ำไป

หลายรูป “ปิดทอง” หลังพระมาหลายสิบปี อุทิศตนเยี่ยงดังพระโพธิสัตว์ เจริญรอยตามพระบาท “สมณโคดม” เพื่อสร้างศาสนทายาทอย่างเข้มข้นมาอันยาวนาน..สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ..ขวัญและกำลังใจครับ!!

…………………………………….

คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง

โดย…“เปรียญสิบ”: [email protected]

Leave a Reply