สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) กับคำพยากรณ์สุดแม่น “ฉันยังไม่ตายหรอก ต้องเป็นสังฆราชเสียก่อน”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทโย) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ปัจจุบันกรุงรัตนโกสินทร์มีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร)

นอกจากสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15 จะทรงได้รับการยกย่องยอมรับนับถือว่า เป็นพระอริยสงฆ์ที่ศึกษาพระธรรมจนแตกฉานแล้ว พระองค์ยังทรงเชี่ยวชาญเรื่องโหราศาสตร์อีกด้วย

เปรียญ 9 ประโยครูปแรกในรัชกาลที่ 5

สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) ประสูติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2417 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่เรือนแพหน้าวัดกัลยาณมิตร บางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี วัยเยาว์ทรงศึกษาเล่าเรียนกับบิดา ต่อมาทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ที่สำนักพระอาจารย์ช้าง วัดสระเกศ

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 12 พรรษา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร และศึกษาภาษาบาลีที่วัดสระเกศ ก่อนจะทรงศึกษาธรรมในสำนักต่าง ๆ อาทิ สํานักพระธรรมกิตติ (เม่น พฺรหฺมสโร) วัดสระเกศ, สํานักสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) วัดสุทัศน์เทพวราราม รวมถึงสํานักพระยาธรรมปรีชา (ทิม) เป็นต้น ซึ่งระหว่างนั้นพระองค์ก็ทรงศึกษาตำราโหราศาสตร์ไปด้วย

พ.ศ. 2433 ขณะพระองค์มีพระชนมายุได้ 16 พรรษา ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นครั้งแรก คราวนั้นทรงได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค จากนั้น พ.ศ. 2436 ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมจนทรงได้เปรียญ 4 ประโยค

จวบจน พ.ศ. 2437 เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา ซึ่งเป็นอายุครบอุปสมบท ทรงอุปสมบท ณ วัดสระเกศ โดยมีสมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นพระอุปัชฌาย์

ความทราบถึงรัชกาลที่ 5 พระองค์มีพระราชดำรัสขอให้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีก ทรงสนองพระราชดำรัสของสมเด็จบรมบพิตร จึงทรงเข้าแปลต่อ ๆ มา จนทรงได้เป็นเปรียญ 7 ประโยค และ 8 ประโยคตามลำดับ

พ.ศ. 2445 ทรงเข้าแปลอีกครั้ง และทรงได้เป็นเปรียญ 9 ประโยค ทำให้ทรงเป็นเปรียญ 9 ประโยครูปแรกในรัชกาลที่ 5

สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) กับคำพยากรณ์สุดแม่นราวตาเห็น

พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา กระทั่ง พ.ศ. 2467 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

ล่วงเข้ารัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง ที่ “พระธรรมวโรดม” เข้าสู่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พระองค์โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์”

เมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราช (อยู่) ทรงเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านเคยตรัสว่า “ฉันยังไม่ตายหรอก ต้องเป็นสังฆราชเสียก่อน” ทำเอาญาติโยมที่ได้ฟังต่างพากันขบขัน ด้วยไม่คิดว่าจะเป็นไปได้

เหตุเพราะขณะนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ปลด กิตฺติโสภโณ) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 14 สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร ยังมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และอายุน้อยกว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถึง 16 ปี

แล้วเหตุการณ์ที่เป็นจุดพลิกผันก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2505

คณะแพทย์ลงความเห็นว่า สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคเส้นโลหิตใหญ่ในพระสมองแตก สิริพระชนมายุ 73 พรรษา ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช 2 ปี 1 เดือน 18 วัน

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่) เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อครั้งทรงได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีพระชนมายุเกือบ 90 พรรษา ถึงอย่างนั้นก็มีพระพลานามัยสมบูรณ์มาตลอด แต่ด้วยทรงชราภาพ จึงมีพระโรค เช่น โรคพระหทัย ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508 พระองค์ประทับ ณ โรงพยาบาลได้เพียง 4 วัน ก็เสด็จกลับมาประทับ ณ วัดสระเกศ และพระอาการดีขึ้นโดยลำดับ

อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 เกิดพระโลหิตอุดตันในสมอง ด้วยเวลานั้นทรงเจริญพระชนมายุกว่า 90 พรรษา พระอาการเกินกว่าที่คณะแพทย์จะถวายการรักษาพยาบาล ที่สุดพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 สิริพระชนมายุ 90 พรรษา 5 เดือน 14 วัน ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็นเวลา 2 ปี 11 วัน

การดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชของพระองค์ นับเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวหลังกำเนิด “ธรรมยุติกนิกาย” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ที่พระสงฆ์จาก “มหานิกาย” 2 พระองค์ ได้ครองตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชติดต่อกัน

นอกจากนี้ ทั้ง 2 พระองค์ยังทรงเป็นตำนานมหาเปรียญเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะสมเด็จพระสังฆราช (ปลด) คือ “สามเณรเปรียญ 9 ประโยค” รูปแรกแห่งแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และพระสังฆราช (อยู่) คือ “พระเปรียญ 9 ประโยค” รูปแรกในรัชสมัยเดียวกัน.

 

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/uncategorized/article_160991

Leave a Reply