“เจิมศักดิ์” แนะผ่าตัดโครงสร้างสงฆ์ไทย!!

วันที่ 25 เมษายน 2569  ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ความว่า Fake Monk ร้ายกว่า Fake News ผ่าตัดโครงสร้างสงฆ์ไทย : เมื่อศาสนจักรโรยรา อาณาจักรต้องไม่เพิกเฉย

วิกฤตศรัทธาจากกรณี “เงินทอนวัด” “พุทธพาณิชย์” และ “กามราคะ” ที่เกิดขึ้นกับอดีตพระเถระและพระคนดังหลายรูปในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา ปัจจุบันก็หายเงียบโดยไม่มีผู้ใดทราบว่าจะมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของคณะสงฆ์อย่างใด หรือไม่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีจำนวนมากมายกระจายทั่วทุกสารทิศ ไม่ใช่เพียงปัญหารายบุคคล แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับโครงสร้างที่บ่งบอกว่า “ระบบการปกครองสงฆ์ปัจจุบันล้มเหลวในการคัดกรองและขัดเกลา”

ในทางประวัติศาสตร์ เมื่อศาสนจักรอ่อนแอจนไม่อาจชำระตนเองได้ เป็นหน้าที่ของ “อาณาจักร” หรือรัฐบาลที่ต้องเข้ามาเป็น “ธรรมศาสตรา” เพื่อพยุงกงล้อแห่งธรรมให้หมุนไปในทางที่ถูกที่ควร

ดังข้อเสนอเชิงวิเคราะห์ 4 ประเด็นสำคัญที่จะขอให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และรองนายกฯปกรณ์ นิลประพันธ์ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนี้:

1. ยกระดับการ “คัดกรอง” ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

ปัจจุบันการบวชกลายเป็นเรื่องง่ายจนเกินไป บางคนใช้ผ้าเหลืองเป็นที่หลบภัยจากคดีความ หรือที่พักพิงยามตกงาน รัฐบาลควรออกระเบียบร่วมกับมหาเถรสมาคมเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่:
• ตรวจสอบประวัติเชิงลึก: ไม่ใช่เพียงแค่ใบรับรองความประพฤติ แต่ต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและสุขภาพจิตอย่างเข้มงวด
• ระบบ “พระพี่เลี้ยง” และ “ค่ายเตรียมบวช”: ผู้ประสงค์จะบวชต้องผ่านการอบรมพื้นฐานเพื่อทดสอบความตั้งใจ (Sincerity Test) ก่อนเข้าพิธีอุปสมบท เพื่อคัดแยกผู้ที่มาบวชเพื่อ “ลดกิเลส” ออกจากผู้ที่มาบวชเพื่อ “แสวงหาลาภสักการะ”
และเมื่อบวชแล้วพระอุปัชฌาย์ต้องดูแลอย่างน้อยห้าพรรษา

2. ฟื้นฟูระบบ “สอบไล่” และภาคบังคับการศึกษาพระธรรมวินัย

ในสมัยรัชกาลที่ 2 หากพระภิกษุไม่ศึกษาเล่าเรียนจนมีความรู้อันควร จะถูกคัดออกจากการเป็นพระ รัฐบาลควรรื้อฟื้นแนวคิดนี้ผ่านการใช้ “ใบรับรองผ่านการสอบความเป็นพระแท้“ (เทียบเคียงกับใบประกอบวิชาชีพ)
• เกณฑ์การอยู่ในสมณเพศ: บวชแล้วต้องเรียน หากไม่ผ่านการสอบนักธรรมหรือบาลีตามระยะเวลาที่กำหนด หรือไม่มีผลงานด้านการปฏิบัติธรรมที่จับต้องได้ ต้องให้ลาสิกขา
• การศึกษาต้องควบคู่การปฏิบัติ: ป้องกันไม่ให้พระสงฆ์กลายเป็นเพียง “นักพิธีการทางศาสนา” แต่ต้องเป็นผู้ฝึกตนเพื่อลดละกิเลสตามแนวทางวิปัสสนากรรมฐาน

3. ปฏิรูปทรัพย์สินสงฆ์: จาก “มรดกส่วนตัว” สู่ “สมบัติของศาสนา”

ช่องโหว่ทางกฎหมายที่อนุญาตให้พระสงฆ์มีทรัพย์สินส่วนตัวมหาศาล คือต้นเหตุของกิเลสและการฟ้องร้องแย่งชิงมรดกเมื่อมรณภาพ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ จำเป็นต้องมีการแก้ไข:
• ทรัพย์สินที่ได้มาขณะบวชต้องตกเป็นของวัด 100%: ไม่ว่าจะเป็นเงินจากกิจนิมนต์ หรือเงินบริจาค ห้ามมิให้โอนเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือนำไปปรนเปรอเครือญาติ
• อสรพิษในย่าม: รื้อฟื้นสิกขาบทที่ห้ามพระเกี่ยวข้องกับเงินทอง โดยให้มีระบบตัวแทน (ไวยาวัจกร) ที่มีธรรมาภิบาลจัดการแทนอย่างโปร่งใส

4. กระจายอำนาจการบริหาร: เปลี่ยนจาก CEO เป็น “ประธานจิตวิญญาณ”
การให้เจ้าอาวาสเป็นนิติบุคคลเพียงผู้เดียวในการจัดการทรัพย์สินวัด คือการผลักพระเข้าสู่กงจักรของกิเลส รัฐควรแก้กฎหมายเพื่อกระจายอำนาจสู่ “พุทธบริษัท 4”:
• คณะกรรมการบริหารวัด (Lay Management Board): ประกอบด้วยตัวแทนชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ามาดูแลบัญชีและทรัพย์สินในรูปแบบองค์กร
• พระสงฆ์กลับสู่หน้าที่หลัก: เมื่อมีผู้อื่นดูแลเรื่องตัวเลขและธุรการ พระสงฆ์จะได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้นำทางวิญญาณ” (Spiritual Leader) ศึกษาพระไตรปิฎกและเผยแผ่ธรรมะอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมาพะวงกับการบริหารจัดการเงินเหมือน CEO บริษัท

5. ขจัดสิ่งจูงใจให้พระสงฆ์หวังแต่ยศฐาสมณศักดิ์ จากองค์กรและอำนาจส่วนกลาง จนพระสงฆ์ไม่ให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นรอบวัด เน้นแต่สร้างวัตถุ สภาพแวดล้อมให้ตรงกับเกณฑ์ที่กำหนดจากส่วนกลาง

บทสรุป

การแก้ไขระยะสั้น เช่น การให้สำนักพระพุทธศาสนาซึ่งก็เคยโกงเงินวัดเป็นผู้ควบคุมดูแลจากส่วนกลาง การทำบัญชีออนไลน์หรือการโอนเงินผ่าน App เป็นเพียงการ “แก้ที่ปลายเหตุ”

ตราบใดที่พระยังรับเงินบริจาค มีอำนาจจ่ายเงินล้าน หรือสิทธิ์ในการหาประโยชน์ในทางธุรกิจกับที่ดินของวัด ความเสื่อมเสียย่อมเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม รัฐบาลอนุทินที่มีรองนายกฯปกรณ์ นิลประพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบ ในฐานะฝ่ายอาณาจักรต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการ “แก้กฎหมายคณะสงฆ์” และเสนอแนะต่อมหาเถระสมาคม ระดมความคิดความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่น กระจายอำนาจการจัดการบริหารเงินและทรัพย์สินของวัดให้องค์กรชุมชน เพื่อคืนพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ให้กับสังคมไทย ให้วัดกลับมาเป็นที่พึ่งทางใจ ไม่ใช่แหล่งแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน

Leave a Reply