นักวิชาการศาสนา”ฟันธง” บวชโดย “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ขัดต่อหลักพระวินัยปิฎกและพุทธานุญาตอย่างสิ้นเชิง!!

วันที่ 4 ตุลาคม 2569 จากกรณีที่มีการแชร์หนังสือขอลาออกจากราชการของผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลแพ่งธนบุรี โดยระบุเหตุผลว่าเป็นการบวชตามที่พระอรหันต์ขีณาสพ 3 องค์กล่าวให้มาเป็นภิกษุ (เอหิภิกขุ) นั้น รองศาสตราจารย์ ดร.อำพล บุดดาสาร อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์คม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้เสนอ มุมมองเชิงพระพุทธศาสนาและพระวินัยปิฎก ต่อกรณีหนังสือลาออกของผู้พิพากษาเพื่อรับการบวชแบบ “เอหิภิกขุ”  มีประเด็นเชิงพระธรรมวินัยและหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนาที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง 3 มิติหลัก ดังนี้

1. ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่อง “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

ตามหลักพระวินัยปิฎก (มหาวรรค) วิธีการอุปสมบทในพระพุทธศาสนามีวิวัฒนาการตามลำดับ โดย “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”เป็นการบวชที่เกิดขึ้นจากพระดำรัสของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

พระพุทธองค์จะตรัสว่า “เอหิ ภิกฺขุ…” (เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด)

พระสาวก แม้จะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้ทรงอภิญญาเพียงใด ก็ไม่มีพุทธานุญาตให้บวชผู้อื่นด้วยวิธีเอหิภิกขุได้เลย ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระสาวกไปเผยแผ่ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตวิธี “ติสรณคมนูปสัมปทา” (บวชด้วยการรับไตรสรณคมน์) และต่อมาทรงยกเลิก แล้วเปลี่ยนมาเป็น “ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา” (การบวชโดยสงฆ์ประชุมทำสังฆกรรม มีพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวด) ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ใช้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น การอ้างว่าพระอรหันต์ขีณาสพ 3 องค์มาบอกให้บวชแบบเอหิภิกขุ จึงขัดต่อหลักพระวินัยปิฎกและพุทธานุญาตอย่างสิ้นเชิง

2. นิมิต สัญชาตญาณภายใน และสัจธรรมแห่งการบวช

ในเชิงจิตตภาวนาและปรัชญาพุทธศาสนา ปรากฏการณ์ที่บุคคลเห็นหรือได้ยินเสียงครูบาอาจารย์/พระอรหันต์มาเรียกให้ไปบวช มักจัดอยู่ในกลุ่ม **“มโนภาพ” หรือ “นิมิต”** ที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกที่มีความศรัทธาแรงกล้า (สัทธาธิโมกข์) ผนวกกับความเหนื่อยหน่ายในชีวิตทางโลก (นิพพิทาญาณส่วนตน)

แม้เจตนาตั้งต้นของการสละเรือน (เนกขัมมะ) จะเป็นกุศลจิตอันน่ายกย่อง

แต่การนำเอานิมิตส่วนบุคคลมาผูกโยงเป็นข้อยุติเชิงพระวินัย ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดความหลงในอารมณ์กรรมฐาน (วิปัสสนูปกิเลส) และทำให้เข้าใจผิดในเรื่องสถานะความเป็นภิกษุที่ถูกต้องตามกฎหมายคณะสงฆ์และพระวินัย

3. ผลในทางนิตินัยและสังฆกรรม

หากบุคคลใดต้องการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างแท้จริง ทางธรรม

ต้องผ่านพิธี “ญัตติจตุตถกรรม” จากคณะสงฆ์ที่มีพระอุปัชฌาย์และพระกรรมวาจาจารย์ถูกต้องครบองค์สงฆ์ หากถือเอาเพียงเสียงเรียกหรือนิมิตแล้วห่มผ้าเหลืองเอง ย่อมไม่ถือว่าเป็นภิกษุในพระธรรมวินัย (เข้าข่ายอุปสมบทไม่สมบูรณ์ หรือถือเพศเอง)

ทางโลกและทางราชการ

การขอลาออกเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ แต่การให้เหตุผลเชิงอภินิหารในหนังสือราชการ อาจสะท้อนถึงสภาวะความพร้อมทางจิตใจและการใช้วิจารณญาณ ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดย่อมต้องพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

บทวิเคราะห์ส่งท้าย

การตัดสินใจสละตำแหน่งหน้าที่ ลาภยศ สรรเสริญ เพื่อมุ่งสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ นับเป็น “จาคะ” ที่น่ายกย่องในเชิงอุดมคติ แต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเป็นศาสนาแห่งปัญญาและพระธรรมวินัย มิใช่ศาสนาแห่งนิมิตบัญชา การก้าวสู่เพศบรรพชิตที่แท้จริงต้องดำเนินไปตามกรอบ “พระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว” เพื่อมิให้เกิดความคลาดเคลื่อนต่อหลักสัทธรรมปฏิกูลในสังคมวงกว้าง

 

แหล่งที่มา..เฟชบุ๊ค อำพล บุดดาสาร

Share:

Leave a Reply