“นิยม เวชกามา” ไม่เห็นด้วยหลักเกณฑ์พระ 5 รูปต้องอยู่ประจำ 5 ปี จึงขอตั้งวัดได้!! ถาม มส.-พศ. เคยลงไปดูวัดบ้านนอกหรือยัง

วันที่ 6 ตุลาคม 2569  ดร.นิยม เวชกามา อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่เห็นด้วยกับมติมหาเถรสมาคม ที่กำหนดให้การขอตั้งวัดใหม่ต้องมี พระภิกษุประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี ระบุไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมคณะสงฆ์ต่างจังหวัดโดยระบุว่า ขอค้านเกณฑ์ 5 รูป 5 ปี ถาม มส.-พศ. เคยลงไปดูวัดบ้านนอกหรือยัง  ชี้คิดจากส่วนกลางง่าย แต่พื้นที่จริงพระรูปเดียวยังหาแทบไม่ได้ เตือนอย่าเอา “จำนวน” มาวัดความมั่นคงพระศาสนา

ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นกรณีมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 มติที่ 33/2569 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งเห็นชอบการตั้งวัด 180 วัด พร้อมมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวงเกี่ยวกับการตั้งวัด โดยมีข้อเสนอให้ปรับเงื่อนไขจากเดิมที่มีพระภิกษุจำพรรษาไม่น้อยกว่า 1 รูป เป็น มีพระภิกษุประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี

ดร.นิยม กล่าวว่า หากมองเพียงผิวเผิน แนวคิดนี้อาจดูดี เพราะต้องการให้วัดมีความพร้อม มีพระสงฆ์เพียงพอ และช่วยควบคุมการเกิดขึ้นของที่พักสงฆ์ แต่เมื่อมองสภาพความเป็นจริง โดยเฉพาะในชนบท กลับเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยากอย่างยิ่ง

ถ้าอยู่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ คุณอาจพูดได้ว่าวัดหนึ่งต้องมีพระ 5 รูป แต่ลองไปดูวัดบ้านนอกทุกวันนี้ บางแห่งพระรูปเดียวยังหาไม่ได้ แล้วจะเอาพระที่ไหนมาให้ครบ 5 รูป และต้องอยู่ต่อเนื่องถึง 5 ปี”

ดร.นิยม กล่าวว่า สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว เด็กเกิดน้อยลง โรงเรียนมีนักเรียนน้อยลง คนหนุ่มสาวในชนบทลดลง จำนวนผู้เข้ามาบวชก็ลดลงตามไปด้วย การออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจึงต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายที่ดูดีบนกระดาษแต่ทำไม่ได้ในพื้นที่

“กฎหมายก็ดี ระเบียบก็ดี มติก็ดี ถ้าออกมาแล้วปฏิบัติไม่ได้ ก็ต้องถามว่าจะออกมาเพื่ออะไร”

ดร.นิยม กล่าวว่า สิ่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือการนำ “จำนวนพระ” มาเป็นตัวชี้วัดความพร้อมของวัด เพราะวัดในกรุงเทพฯ วัดในเมือง วัดชนบท วัดป่า หรือที่พักสงฆ์ตามภูเขาและพื้นที่ห่างไกล มีบริบทต่างกัน จะใช้ไม้บรรทัดอันเดียววัดทั้งหมดไม่ได้

“วัดที่มีพระ 20 รูป ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพกว่าวัดที่มีพระ 2 รูป วัดป่าบางแห่งมีพระไม่กี่รูป แต่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน แล้วเราจะบอกว่าเขาไม่มีมาตรฐานเพียงเพราะพระไม่ครบ 5 รูปหรือ”

11,000 ที่พักสงฆ์จะไปทางไหน?

ดร.นิยม ยังตั้งข้อสังเกตถึงที่พักสงฆ์และวัดในที่ดินของรัฐทั่วประเทศ ซึ่งบทความต้นเรื่องระบุข้อมูลเชิงสำรวจที่ไม่เป็นทางการว่ามีประมาณ 11,000 แห่ง ขณะที่เรื่องขอตั้งวัดซึ่งค้างอยู่กับกองพุทธศาสนสถานมีไม่น้อยกว่า 600 เรื่อง หากเพิ่มเงื่อนไข 5 รูป 5 ปีเข้าไปอีก โดยไม่แยกแยะสภาพพื้นที่ ปัญหาที่มีอยู่เดิมอาจยิ่งแก้ยากขึ้น

“ของเก่ายังแก้ไม่หมด ที่พักสงฆ์อีกเป็นหมื่นยังรอทางออก เรื่องขอตั้งวัดก็ค้างอยู่เป็นร้อย แล้วจะเพิ่มเงื่อนไขให้ยากขึ้นอีกทำไม”

ดร.นิยม กล่าวด้วยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีภารกิจสำคัญอีกมาก ทั้งการสนองงานคณะสงฆ์ การส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม การเผยแผ่ การปฏิบัติธรรม การดูแลศาสนสมบัติ ตลอดจนการช่วยเหลือวัดและพระสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกล สิ่งเหล่านี้ควรได้รับความสำคัญมากกว่าการมุ่งกำหนดจำนวนพระเป็นตัวเลข

“ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเกณฑ์ 5 รูป 5 ปีแบบเหมารวม และอยากถามผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า ก่อนคิดเรื่องนี้ เคยลงไปดูหรือยังว่าวัดบ้านนอกวันนี้เขาอยู่กันอย่างไร พระเหลือกี่รูป ชาวบ้านเหลือกี่ครัวเรือน”

ดร.นิยม เสนอว่า หากต้องการป้องกันปัญหาที่พักสงฆ์เกิดขึ้นโดยไม่มีความพร้อม หรือป้องกันพระบางรูปแยกตัวไปตั้งสำนักโดยไม่มีระบบกำกับ สามารถเพิ่มมาตรการตรวจสอบได้ แต่ควร แยกหลักเกณฑ์ตามสภาพพื้นที่ และพิจารณาบทเฉพาะกาลสำหรับที่พักสงฆ์ที่ดำเนินการหรือยื่นเรื่องไว้ก่อนแล้ว ไม่ควรใช้เงื่อนไขเดียวกันทั่วประเทศ

พร้อมทิ้งท้ายว่า

“ถ้าจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อย่ามุ่งแต่จำนวน ต้องมุ่งคุณภาพของพระ การศึกษา การปฏิบัติธรรม การเผยแผ่ และทำให้วัดเป็นที่พึ่งของประชาชน”

“อย่าฝันถึงตัวเลขสวย ๆ บนกระดาษ แต่ทำไม่ได้ในชีวิตจริง พระพุทธศาสนาจะมั่นคงไม่ได้อยู่ที่วัดหนึ่งมีพระครบ 5 รูป แต่อยู่ที่พระปฏิบัติดี วัดเป็นที่พึ่งของชุมชน และพระศาสนามีคนสืบทอดหรือไม่ นั่นต่างหากคือเรื่องที่ พศ. และ มส. ควรให้ความสำคัญ”

Share:

Leave a Reply