กก.วัดประชารัฐสร้างสุขลงพื้นที่ “วัดพรหมคุณาราม” สมุทรสาคร ภาครัฐชื่นชม “วัด” คือที่พึ่งของชุนชนได้อย่างแท้จริง

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลา 8.30 น. ที่วัดพรหมคุณาราม ต.ชัยมงคล อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร คณะกรรมการโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข นำโดย พระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ใประธานกรรมการ ฯ หนกลาง พระราชวัชรญาณรังษี เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการ วัดประชารัฐสร้างสุข ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข โดยมี พระราชวชิรโมลี เจ้าคณะภาค 14 พระราชวัชรสาครคณี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร พระรามัญมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร (ธ.) พระครูศรีปริยัติสาคร เจ้าอาวาสวัดพรหมคุณาราม พระสังฆาธิการในจังหวัด และ นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่น ร่วมถวายการต้อนรับ

พระราชวัชรญาณรังษี ได้กล่าวเปิดตอนหนึ่งว่า โครงการวัดประชารัฐสร้างสุข สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม เป็นประธานอำนวยการ การลงพื้นที่ของคณะกรรมการวันนี้นอกจากเป็นการถวายงานให้กับประธานอำนวยการแล้ว ถวายงานให้กับมหาเถรสมาคมทุกรูปแล้ว ถือว่าเป็นการเดินทางมาให้กำลังใจให้กับคณะสงฆ์ในพื้นที่ รวมทั้งท่านเจ้าอาวาสและชุมชนที่คงเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายคน ในที่ประชุมนี้เป็นการรวมตัวกันหลายภาคส่วน หลากหลายภาคีเครือข่ายมีทั้งภาครัฐ ประชาชน และภาคชน จึงได้ชื่อว่าโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข

พระมหาวิเชียร ชาตวชิโร ป.ธ. 9 ผู้ประสานงานโครงการ ฯ   เผยว่า โครงการวัดประชารัฐสร้างสุข เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มีดำริดำเนินโครงการนี้ก็เพื่อให้วัดเกิดเป็นสถานที่ สัปปายะ เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเน้น 5 ส. เป็นหลัก ได้แก่ สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย มีการเซ็นต์ MOU กับกระทรวงมหาดไทยและหลายหน่วยงานเพื่อให้มีส่วนร่วมในการช่วยกันรักษาและพัฒนาวัด ซึ่งที่ผ่านมาทุกพื้นที่ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกันมาก

“สำหรับการลงพื้นที่ของคณะกรรมการจะมีการประเมิน 5 หมวดด้วยกัน ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพการดำเนินโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข ซึ่งในหมวดนี้จะมีการประเมินย่อยลงไปอีก 7 ข้อ เช่น การตั้งคณะกรรมการ การอบรมให้ความรู้ 5 ส. การทำแผนปรับปรุงภยในวัดและชุมชน เป็นต้น หมวด 2 ซึ่งเป็นหมวดสำคัญ คือการพัฒนาพื้นที่ภายในวัด 9 แห่ง เช่น ห้องน้ำ การจัดการขยะ ระบบไฟฟ้าป้องกันอัคคีภัย โรงครัว ป้ายแสดงจุดสำคัญต่าง ๆ ภายในวัด หมวด 3 หมวดนี้เน้นการส่งเสริมสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดีภายในวัด เช่น  การพัฒนาสุขภาพของพระภิกษุสามเณร การทำให้วัดมีตู้ยาสามัญประจำวัด มีห้องพยาบาล  ทำให้วัดเป็นเขตปลอดบุหรี่ สุราและอบายมุขทุกชนิด  หมวด 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดงานของเก่าของดีภายในวัด การส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์ภายในวัด ปูชนียวัตถุ โบราณวัตถุ รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนหมวด 5 เป็นเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านจิตใจและปัญญา เป็นเรื่องเกี่ยวกับปฎิบัติธรรม ทำวัตรสวดมนต์ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมแนวทางพระพุทธศาสนา..”

ขณะที่ภาครัฐประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ร่วมทั้งหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ต่างกล่าวชื่นชมคณะสงฆ์และวัดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่พึ่งของภาครัฐและชุมชนได้อย่างแท้จริง โดยยกตัวอย่างวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา คณะสงฆ์และเจ้าอาวาสวัดพรหมคุณารามเปิดวัดให้เป็นศูนย์พักพิง พร้อมทั้งจัดโรงทานให้ประชาชนไว้เป็นที่พึ่งพายากทุกข์ยากด้วยความเรียบร้อย

“วัดพรหมคุณาราม” เดิมชื่อ วัดบางตะคอย เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ในตำบลบ้านบ่อ (ต่อมา แยกตำบลออกมาเป็นตำบลชัยมงคล) สภาพที่ตั้งเดิม อยู่กลางป่าไม้ เช่น ป่าแสม ป่าโกงกาง ป่าจาก เป็นต้น การสัญจร ต้องเดินทางโดยใช้เรือพายเป็นหลัก แต่ก่อนไม่มีสิ่งปลูกสร้าง มีแต่ต้นไม้ใหญ่ โดยมีชากอิฐเก่าโบราณ ซึ่งเป็นอิฐดินเผาก้อนใหญ่สมัยเก่า กระจัดกระจายทั่วไป หลักฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นวัด คือ มีพระพุทธรูปยืน สภาพชำรุด ตั้งอยู่กลางป่า พบฐานเจดีย์เก่า ผู้สูงอายุเล่าว่า เวลาพายเรือผ่านที่ตรงนั้น เมื่อมองขึ้นไป จะมองเห็นพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีผู้พบ ตอม่อเสาไม้ ตั้งเรียงเสมอพื้นดิน ในสภาพเป็นศาลา อยู่ในบริเวณใกล้กับพระพุทธรูปยืน ที่สำคัญ ชาวบ้านที่เข้าไปตัดไม้ พบพระพุทธรูปดินเผาเป็นเจำนวนมากในบริเวณนี้ ต่อมาชาวบ้านทราบว่า ที่ตรงนี้ เป็นวัดร้างเก่า จึงรวบรวมผู้คนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมปรีกษากับพระครูโอภาสธรรมสาคร เจ้าอาวาสวัดเจษฎาราม เจ้าคณะอำเภอเมืองสมุทรสาคร ในขณะนั้น (ต่อมา เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชสาครมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร) ประมาณ พ.ศ.2510 – 2511 โดยการนำของพระครูโอภาสธรรมสาคร พร้อมด้วยชาวบ้านจำนวนมาก ได้ช่วยกันหักร้างถางป่าบริเวณตังกล่าว แล้วสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้น หลังหนึ่ง แล้วไปนิมนต์ พระครูเดี๋ย สุวณฺณโชโต จากวัดน่วมกานนท์ (เดิมจำพรรษาอยู่วัดใด้บ้านน่อ) มาจำพรรษา เพื่อดูแลสถานที่วัดร้างนี้ ต่อมา รัฐบาลได้สร้าง ถนนธนบุรี – ปากท่อ ขึ้น จึงตัดผ่าที่ ซึ่งเป็นอาณาเขตของวัดร้าง ทำให้สถานที่ตั้งวัดพรหมคุณาราม (บางตะคอย) อยู่ติดถนนพระรามที่ 2ในปัจจุบัน

Share:

Leave a Reply