พระภาสกร ภาวิไล นักการศาสนาชื่อดัง”มรณภาพกะทันหัน”

15,635 Views

              ค่ำวานนี้ (14 มี.ค.64) เวลา 19.58 น. พระภาสกร ภูริวัฑฒโน (ภาวิไล) อายุ 60 ปี มรณภาพกะทันหัน (หัวใจล้มเหลว) ณ รพ.จุฬาลงกรณ์, พระภาสกรเกิด พ.ศ. 2504 ที่ประเทศออสเตรเลีย, อุปสมบท พ.ศ. 2538, อดีตผอ. ธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จำพรรษาวัดฝายหิน อ.เมือง จ.เชียงใหม่, เป็นนักเผยแพร่พระพุทธศาสนาชื่อดัง, ลูกชาย ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ศิลปินแห่งชาติ ด้านดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของไทย

             ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดเล่าผ่าานเฟชบุ๊คว่า เมื่อวานนี้เวลา  14.00 น. หลวงพี่อาการงง ๆ เดินเซ ตอนออกจากห้องสรงน้ำ และบอกโยมว่า เซจริง ๆ “ไม่ได้แกล้ง” และมีอาการปวดหัว ท่านสงสัยว่าจะเป็นอาการเกี่ยวกับสมอง จึงขอให้โยมเค้าช่วยจำเวลา และให้รีบนำส่ง รพ.จุฬา เพราะเชื่อว่า มีเครื่องมือ ที่ทันสมัย … โยมจึงทำตามประสงค์ ในขณะที่นั่งรถ ท่านเกิดอาการ มือชา และหลังจากถึง รพ.จุฬานั้น ท่านมีอาการจะอาเจียน…

              จากนั้น ท่านเข้าห้องฉุกเฉิน โดยโยมที่นำส่ง เล่าอาการให้แพทย์ฟัง และแพทย์จึงให้กินยาสลายลิ่มเลือดไป จากนั้น หมอจึงแจ้งแนวทางรักษาให้กับท่าน ซึ่งตอนนั้น ท่านยังมีสติดี แถมยังติดเล่นกับหมอ ตามStyle ท่าน … ในขณะที่หมอตรวจฟิลม์X-Ray ก็ไม่พบอาการผิดปกติที่สมอง แต่แล้วปรากฏว่า ความดันท่านตก และเกิดภาวะช้อค จนหัวใจหยุดเต้น แพทย์พยายามปั๊มหัวใจท่านนานถึง 40 นาที แต่ก็ไม่กลับมา จนต้องปล่อยท่านไป

          พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน ภาวิไล เคยโพสต์เฟชบุ๊คส่วนตัว เล่าชีวิตของ พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล) ไว้ว่า

                เริ่มต้นจากพระเครื่อง แล้วหันเหชีวิตมาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

               ท่านเล่าว่า เมื่อก่อนทำสตูดิโอถ่ายรูปโฆษณา อยู่แถวเอกมัย เช่าตึกแถวทำ ปรากฎว่า เจ้าของตึกเป็นลูกศิษย์ของแม่ชีเพียงเดือน ธนสารพิพิธ ซึ่งอยู่เชียงใหม่ วันหนึ่งเขาก็พาแม่ชีมาปรึกษา เรื่องที่ท่านจะทำแผ่นพับ เราก็ช่วยบริการทำให้ วันนั้นท่านแม่ชี เห็นอาตมาแขวนพระปากน้ำรุ่นหนึ่ง ท่านก็ว่า ขอดูพระหน่อยสิ จึงถอดให้ท่านดู ท่านบอกว่า ปากน้ำนะคะ รุ่นแรกค่ะ รักษาให้ดีนะคะ

              “เราก็ เอ๊ะ รู้ได้อย่างไร พระเราถูกน้ำเละเป็นก้อนแป้งเลย รู้ได้อย่างไรว่าเป็นของแท้ รุ่นหนึ่งด้วย เราก็ถาม แม่ชีสัมผัสพลังพระได้หรือ แม่ชีบอกว่า พอสัมผัสได้ค่ะ เราก็บอกว่า ดีจัง ยังมีอีกเยอะเลย พระของคุณพ่อมีเต็มถาดเลย ขออนุญาตนะ คราวหน้าถ้าแม่ชีมา ขออนุญาตไปเอามาให้ตรวจบ้าง

            “ผ่านไปไม่นาน ท่านแม่ชีเพียงเดือนลงมากรุงเทพฯ อีกครั้ง ท่านก็โทรศัพท์เข้ามา บอกว่าจะมาหา เราก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์ ซิ่งกลับไปบ้านพ่อ รวบเอาพระเครื่องในถาด กลับมาถึง ท่านก็มานั่งรออยู่แล้ว เอาพระให้ดู ท่านเห็นยังเขรอะฝุ่นอยู่ ก็ให้เอาไปสรงน้ำเสียก่อน แล้วปูผ้าขาว เอาพระกว่า 300 องค์นั้น วางเรียงไว้บนโต๊ะ แล้วท่านก็เมตตาตรวจให้ องค์นี้หลวงพ่อเงียบ ไม่มีพลัง องค์นี้มีติ๊ดๆ ส่วนองค์นี้ พลังเยอะค่ะ เราก็เริ่มจำแนก เห็นว่า พระที่หนีบมากับหนังสือพระเครื่องส่วนใหญ่ไม่มีพลัง เป็นหลวงพ่อเงียบ ส่วนพวกมีพลังติ๊ดๆ คือพระเครื่องที่มีพิธีใหญ่ มีพระสงฆ์ที่เข้าร่วมพิธีเป็นร้อย แต่ส่วนมากเป็นพระบวชใหม่ คุณธรรมงั้นๆ ไม่สูงส่งอะไรนักหนา อาศัยจำนวนพระสงฆ์มากรูป มาร่วมกันปลุกเสก ส่วนพระเครื่องที่มีพลังเยอะ ส่วนใหญ่เป็นพระจากสายปฏิบัติ สายพระป่า ที่ลูกศิษย์สร้างแล้วไปให้ท่านอธิษฐาน ซึ่งมักจะไม่ทำรูปตัวเอง แต่จะเป็นรูปพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์ของท่าน”

            หลังจากดูพระวันนั้น พระภาสกรเล่าต่อว่า แม่ชีท่านก็หายเงียบไปเลย ไม่โทรมา วันหนึ่งท่านก็โทรเข้ามา บอกว่าจะมาอีก

          “เราบอกว่า หลวงแม่ พระเครื่องผมยังมีอีกเยอะเลย หลวงแม่ช่วยตรวจอีกได้มั้ย ท่านบอกว่า ไม่เอาแล้วค่ะ ยังไงก็ไม่เอา คราวที่แล้วกลับไป คางบวม ไข้ขึ้น ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่หลายวัน ท่านบอกว่า ไม่เคยตรวจพระมากมายถึงขนาดนั้นมาก่อน อย่างมากก็สิบกว่าองค์ นี่เจอไปสามร้อยกว่าองค์ สู้แรงปะทะไม่ไหว ทรุดเลย หลวงพี่ก็ขอต่อรองว่า งั้นเอาไปทีละน้อยๆ ได้ไหมครับ ต่อรองกับท่าน จากนั้นก็ค่อยๆ เอาพระไปทีละน้อยๆ ไปให้ท่านตรวจ ระหว่างที่เอาพระไปให้ท่านตรวจ ก็จะมีลูกศิษย์ลูกหาของท่าน มาฟัง มาสนทนาธรรม โดยมารยาทก็ต้องนั่งฟัง รอไปก่อน ตอนนั้นไม่ได้สนใจเรื่องฟังธรรม สนใจแต่เรื่องพระเครื่องนั่นแหละ แต่ฟังไปฟังมาเอ๊ะเข้าท่า ฟังไปฟังมา เริ่มมีเหตุมีผล ในที่สุด ศรัทธาก็เพิ่มขึ้น พระเครื่องกลายเป็นเรื่องรอง เริ่มสนุกกับการฟังธรรม ถึงขนาดขับมอร์เตอร์ไซค์ จากกรุงเทพฯ ไปฟังธรรมกับท่านที่จันทบุรี ท่านไปถวายธรรมทานกับพระสงฆ์ ที่อยู่ที่นั่น ก็ไปฟังธรรมกับท่าน สนุก ตื่นเต้นมากๆ”

        “ทุกอย่างที่เราสงสัย ได้รับคำตอบ จนวันหนึ่ง ใจมันก็ เอ๊ะ! คนอะไร เรามีคำถาม 100 ข้อ ตอบเราได้หมดทั้ง 100 ข้อ มีอยู่สองอย่าง คือ ถ้าไม่จริงทั้งหมด ก็ต้องโกหกทั้งหมด เอ… แต่ท่านจะโกหกเราไป เพื่อประโยชน์อะไร ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร ที่จะมาโกหกเรา ศรัทธาก็ยิ่งทวีมากขึ้น ตามไปฟังธรรมอุตลุด แม่ชีท่านอายุเท่ากับโยมแม่ของอาตมา (อุไรวรรณ ภาวิไล) เกิดปีฉลู อาตมาก็ปีฉลู หลวงพี่เกิดตอนโยมแม่อายุ 24 ปี เกิดที่ออสเตรเลีย ตอนนี้หลวงพี่อายุ 48 ปี (พ.ศ. 2552) แม่ชีก็อายุ 72 พอดี

       “แม่ชีเพียงเดือน ต้องถือว่าท่านเป็นต้นสาย ท่านปฏิบัติตรงไปตรงมา ท่านเคยพูดอันหนึ่ง ที่เป็นตัวหลักจริงๆ ว่า คุณภาสกร ถ้าอยากปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้ารวดเร็ว ให้เขียนบารมี 10 สังโยชน์ 10 พร้อมกับคำแปล ติดไว้ที่ข้างฝา แล้วตรวจมันทุกวัน อาตมาไม่เชื่อ ธรรมะมีตั้งเยอะแยะ ให้ใช้แค่สองอย่างนี้เท่านั้นหรือ มันไม่ง่ายเกินไปหรือ แต่ก็ปรากฏว่าได้ผลจริงๆ การจะได้ผลจริงๆ ก็คือต้องปฏิบัติ และนี่คือแก่นธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี 10 มายาวนานมาก และบารมี 10 นี่เอง ที่แก้สมการแล้ว สามารถพลิกกลายมาเป็น “อริยมรรคมีองค์ 8” ได้ อย่างน่าอัศจรรย์

         “วันหนึ่งท่านแม่ชี บอกกับหลวงพี่ว่า คุณภาสกร ต่อไปนี้ ไม่ต้องมาถามคำถามอะไรกับแม่ชีอีกแล้วนะ อ้าวทำไมล่ะ กำลังสนุก ทำไมจึงมาห้ามถาม แม่ชีบอกว่า ถ้าคุณภาสกร “รู้” มากไปกว่านี้ จะอยู่ที่เดิมไม่ได้ อยู่ในสถานะเดิมไม่ได้ ท่านเตือนย้ำถึง 3 ครั้ง เราไม่เชื่อ กำลังสนุกมาก ที่ผ่านมา เรายิ่งรู้ เราก็ยิ่งเบิกบานใจ ท่านบอกว่า เตือนแล้วนะ เตือนครบ 3 ครั้ง แล้วจะไม่เตือนอีก ซึ่งก็เป็นจริงตามคำของท่าน เพราะหลวงพี่ถามตนเองว่า ที่ผ่านนี่ มาเราเจอใคร เรากำลังเจอโคตรเพชรที่ลอยมาอยู่ตรงหน้า โคตรเพชรลูกเท่ามะพร้าว ซึ่งแม้แต่พระพุทธองค์ ก็ทรงสละราชสมบัติ สละความสุขทุกอย่างที่โลกยกย่อง แล้วไปไขว่คว้า ขุดค้นเอาโคตรเพชรนี้ขึ้นมา

           “โคตรเพชรนี้คืออะไร คือ “สมบัติพระนิพพาน” แล้วเรามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน ที่จะหยิบ จะไขว่คว้าเอามาครอบครอง ก็คะเนว่า 50-50 แล้วจะหยิบดีไหมล่ะ แต่ในมือเรา เราก็ถือพลอยเก๊ พลอยหุงอยู่ ถ้าไม่วางพลอยหุง ก็หยิบโคตรเพชรไม่ได้ เพราะมือไม่ว่างพอที่จะไปหยิบ เอาอย่างไรดี ในโลกนี้ จะมีสักกี่คน ที่มีโคตรเพชรมาลอยอยู่ตรงข้างหน้า คิดไปคิดมา ลงทุนไปก็เยอะแยะ ลงทุนทำกิจการของตัวเอง เราทำธุรกิจเสี่ยงภัยอยู่ตลอดเวลา ไอ้นี่ เสี่ยงก็ไม่มาก แต่ต้องเอาชีวิตลงทุน แต่ถ้าได้ มันเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ ก็เอาวะ สู้ตาย ลุย”

          ท่านเลยตัดสินใจลุย วันนั้นแม่ชีบอกท่านว่า จะขึ้นมาเชียงใหม่ นั่งรถทัวร์มา ท่านภาสกรเมื่อยังเป็นฆราวาสอยู่ ก็บอกว่า ขอไปด้วย

         “อาตมาก็กระโดดขึ้นรถตามมา พอถึงกำแพงเพชร เขาจอดรถรับประทานข้าวกลางคืน ท่านแม่ชีนั่งอยู่ในรถ ช่วงกลางรถ หลวงพี่ลุกจากที่นั่งข้างท้าย เดินไปหาท่าน แล้วบอกว่า “ผมอยากรอดครับ ผมตัดสินใจแล้วครับ” แม่ชีถามว่า คุณภาสกร มั่นใจแล้วหรือ ถ้าอย่างนั้นไปเชียงใหม่ ไปเจอพระอาจารย์นพพร จะขอให้ท่านช่วยเสริมกำลังอธิษฐานให้”

         หลังจากนั้น ก็มีโอกาสได้ไปกราบ ไปเจอครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน เรียกว่าเป็นระยะ “ชมบุญ” คือไปกราบ ไปดูปฏิปทา แนวทางของครูบาอาจารย์ท่านต่างๆ ว่าถูกจริต กับเราหรือไม่ เที่ยวไปดูชาวบ้านเขา ก่อนที่จะกลับมาพัฒนา เสริมบุญของตัวเอง จนกระทั่งพึ่งพาตนเองได้”

        จากนั้น ชื่อของนิรันดร์ ภาวิไล นักฟิสิกส์ และช่างภาพโฆษณา ที่มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง ลูกชายของ ศ.ดร.ระวี ภาวิไล นักดาราศาสตร์ของเมืองไทย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2549 ก็ได้หันหน้า เดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ และไม่หวนกลับมาสู่ทางโลกอีก ในฉายา พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน พร้อมมีวงเล็บข้างท้ายว่า (ภาวิไล)

         ท่านบอกว่า “ชีวิตคือความท้าทายและการเรียนรู้ โลกใบนี้เป็นเหมือนเวทีให้เราทดลองใช้ชีวิต แต่เมื่อทดลองแล้ว ก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบ ต่อผลที่จะตามมาด้วย” เพราะฉะนั้น “อย่าได้ประมาท”

        เมื่อค่ำวานนี้  พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน ได้มรณภาพลงแล้วใน 19.58 น. สิริอายุ 29 ปี 26 พรรษา.

        นับว่าสถาบันสงฆ์ได้สูญเสียงเปลวเทียนที่ส่องแสงสว่างสังคมไปอีกดวงหนึ่ง เหลือไว้แต่ผลงานด้านวิชาการและคำสอนที่พวกเราสาธุชนพึงปฎิบัติตาม..

****************

ภาพและข้อมูลเฟชบุ๊ค :  พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน ภาวิไล

Leave a Reply