ป.ธ.9 รุ่นเก๋าออกโรง!! โต้ทนายดังเสนอกฎหมายให้พระมีเมียได้ ซัดแค่ภาพประกอบก็เลวทราม

วันที่ 6 มกราคม 2569 หลังจากเพจThebuddh ได้โพสต์ข้อความแนวคิดของทนายชื่อดังคนหนึ่งที่เสนอแนวคิดแก้กฎหมายเพื่อให้พระแต่งงานได้ แก้ปัญหาสีกาตบทรัพย์ ข้อเสนอดังกล่าวแม้จะแพร่หลายในโซเซียลหลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่รับรู้ในสังคมคณะสงฆ์และชาวพุทธ จึงเกิดการวิพากษ์ไปต่าง ๆ นานา ล่าสุดค่ำวันนี้ พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.๙ ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า

เรื่องที่ต้องเข้าใจให้ถูก (๑)เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้มาจากภาพประกอบภาพประกอบนำมาจากโพสต์ที่มีผู้นำมาเผยแพร่ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรพูดควรชี้แจง จึงเขียนเรื่องนี้ สาระในภาพประกอบมี ๒ ส่วน คือ ภาพพระกับสตรีที่เป็นภาพเล็ก ๒ ภาพส่วนหนึ่ง และข้อความในภาพอีกส่วนหนึ่ง

ข้อความในภาพอ่านได้ดังนี้ -เสนอกฎหมาย พระแต่งงานได้แก้ปัญหาสีกาตบทรัพย์ จะขอพูดเรื่องภาพพระกับสตรีก่อน แล้วจะพูดถึงข้อความในภาพทีหลัง

ภาพพระกับสตรี ผมแยกที่มาของภาพออกเป็น ๓ ทาง ๑ เป็นภาพจากเหตุการณ์จริง ๒ เป็นภาพที่จัดฉากขึ้นเพื่อการแสดงหรือด้วยเจตนาบางอย่าง ๓ เป็นภาพปัญญาประดิษฐ์ (ภาพ AI)

ขอสรุปไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ไม่ว่าจะเป็นภาพมาจากทางไหน ล้วนเป็นภาพที่เลวทราม บอกถึงความเลวทรามของผู้ที่เป็นต้นคิดทำให้เกิดภาพเช่นนี้ขึ้นมา

ที่ว่า “เป็นภาพที่เลวทราม” หมายความว่า มีความเลวทรามอยู่ในตัวภาพนั้นเอง ยังไม่ต้องรู้ ยังไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนทำ เห็นภาพก็บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องเลวทราม เพราะพระกับสตรีสัมผัสใกล้ชิดกันตามภาพนั้น เป็นการกระทำที่ผิดพระวินัยอย่างร้ายแรง และน่ารังเกียจอย่างยิ่ง

ในบรรดาศีลที่เป็นพื้นรองรับความเป็นพระ ๒๒๗ ข้อ (ยังมีศีลส่วนอื่นอีก ไม่ใช่มีเฉพาะ ๒๒๗ ข้อ แต่ ๒๒๗ ข้อนี้เป็นพื้นฐานหรือเป็น “เบื้องต้นของความเป็นพระ” จะเป็นพระอยู่ได้ต้องปฏิบัติตาม ๒๒๗ ข้อนี้) มีข้อหนึ่งที่บัญญัติไว้ว่า

โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคาเมน สทฺธึ กายสํสคฺคํ สมาปชฺเชยฺย หตฺถคาหํ วา เวณิคาหํ วา อญฺญตรสฺส วา อญฺญตรสฺส วา องฺคสฺส ปรามสนํ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ อนึ่ง ภิกษุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม จับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส

ที่มา: คำบาลี: สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๗๗ คำแปล: วินัยมุข เล่ม ๑ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

สรุปสั้น ๆ ว่า พระกับสตรีห้ามจับต้องตัวกัน ศีลข้อนี้ เป็นที่รู้กันในหมู่วิญญูชนผู้มีสามัญสำนึก
การที่สตรีส่งของให้พระ ที่เรียกว่า “ประเคน” พระไทยใช้ผ้ารอง จับผ้าไว้ ให้สตรีวางของสิ่งนั้นบนผ้า ก็เนื่องมาจากเป็นการป้องกันแบบ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ไม่ให้มีโอกาสที่พระกับสตรีจะถูกตัวกันนั่นเอง

และอย่าว่าถึงจับต้องตัวกันเลย แม้อยู่ด้วยกันตามลำพังในที่ลับหูลับตา ก็มีบทบัญญัติห้ามพระทำ ทั้งพระทั้งสตรีผู้มีสามัญสำนึกย่อมจะไม่ทำ เพราะการอยู่ด้วยกันตามลำพังในที่ลับหูลับตา เป็นการจูงใจให้มีการพูดจาเกี้ยวพาราสีและสัมผัสเนื้อตัวกันได้ง่าย นำไปสู่การประพฤติผิดในทางเพศเป็นที่สุด
พระกับสตรีสัมผัสใกล้ชิดกันตามภาพ จึงเป็นการกระทำที่เลวทราม

ทีนี้ว่าถึงที่มาของภาพ

๑. ถ้าเป็นภาพจากเหตุการณ์จริง คือพระจริง สตรีจริง สัมผัสใกล้ชิดกันจริง ๆ ตามภาพ ถ้าเป็นอย่างนี้ ทั้งพระทั้งสตรีก็คือคนเลวทราม เพราะทำผิดกฎของพระทั้งที่รู้ว่าผิด ถ้าอ้างว่าไม่รู้ว่าพระกับสตรีสัมผัสใกล้ชิดกันเป็นการผิดพระวินัย ก็แสดงถึงความโง่เขลาเบาปัญญา

สำหรับพระ บวชเข้ามาในพระศาสนาแล้ว พระอุปัชฌาย์อาจารย์จะต้องแนะนำสั่งสอนอบรมให้รู้สิ่งที่ควรและไม่ควรแก่เพศสมณะไปตั้งแต่ต้น พระกับสตรีเป็นเรื่องที่พระไทยระมัดระวังกวดขันมาแต่ไหนแต่ไร จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้เลย

สำหรับสตรี พระมีอยู่ในสังคมไทยมานานนักหนา ทุกคนเห็นพระมาตั้งแต่เด็ก วิธีปฏิบัติตัวระหว่างสตรีกับพระย่อมจะต้องมีผู้ใหญ่ทำให้เห็นมาตั้งแต่เด็กว่าทำได้แค่ไหนอย่างไร

ถ้าอ้างว่าไม่รู้ว่าพระกับสตรีสัมผัสใกล้ชิดกันเป็นการผิดพระวินัย ทั้งพระทั้งสตรีก็คือก็คนโง่เขลาเบาปัญญา

อนึ่ง ตามมารยาทไทย บุรุษกับสตรีจะสัมผัสตัวกันในเชิงชู้สาว ย่อมทำอย่างมิดชิด ไม่ประเจิดประเจ้อ ไม่ต้องการให้ใครเห็น สตรีกับบุรุษธรรมดายังระมัดระวังกันทั่วไป นี่สตรีกับพระซึ่งไม่ใช่บุรุษธรรมดา ทำสิ่งที่ไม่เหมาะแก่มารยาท ซ้ำเป็นการกระทำที่ผิดพระวินัย ดูลักษณะท่าทางในภาพเป็นการวางท่าหรือ “ตั้งท่า” ให้ถ่ายภาพ ส่อเจตนาว่าต้องการให้คนรู้เห็น นอกจากเลวทรามและโง่เขลาเบาปัญญาแล้ว ยังหน้าด้านไร้ยางอายอย่างที่สุดอีกด้วย

๒. ถ้าเป็นภาพที่จัดฉากขึ้นเพื่อการแสดงหรือด้วยเจตนาบางอย่าง ก็เป็นการแสดงถึงความเลวทรามของคนจัดฉาก และความเลวทรามของคนแสดงที่เห็นแก่สินจ้างรางวัล (ตามปกติ ถ้าเป็นการแสดงก็ต้องมี “ค่าตัว”) เห็นแก่เงิน แต่มองไม่เห็นความถูกต้องดีงาม

การมีภาพที่เป็นความเลวทรามประกอบอยู่ในการแสดง ย่อมฟ้องอยู่ในตัวว่า การแสดงนั้นต้องเป็นการแสดงที่เลวทราม  มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องจัดให้มีการแสดงที่เลวทราม?

ถ้าการแสดงนั้นไม่ใช่การแสดงที่เลวทราม ก็ต้องถามต่อไปว่า มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมีฉากที่เลวทรามอยู่ในการแสดงนั้นด้วย?

มีผู้ที่เชื่อได้ว่ารู้เบื้องหลังของภาพ บอกว่า ภาพพระกับสตรีนั้น เป็นการจัดฉากถ่ายภาพเพื่อเผยแพร่ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา ถ้าจริงตามนี้ก็นับว่าเป็นสุดยอดของความเลวทราม คนที่คิดทำเช่นนี้ได้ต้องถือว่าเป็นโรคจิตชนิดจิตทรามสุด ๆ

พระพุทธศาสนาไปทำความเจ็บช้ำน้ำใจอะไรให้หรือจึงจะต้องพยายามสร้างความเสื่อมเสียกันถึงอย่างนี้?

๓. ถ้าเป็นภาพปัญญาประดิษฐ์หรือที่นิยมเรียกกันว่า ภาพ AI ก็คือความเลวทรามของคนที่เขียนโปรแกรมให้ AI ทำภาพแบบนี้ขึ้นมา

AI เป็นสิ่งไม่มีชีวิต คิดทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องป้อนโปรแกรมเข้าไปจึงจะทำอะไรได้ตามโปรแกรม เวลานี้เราพากันพูดว่า “AI ทำ” เหมือนกับจะให้เชื่อว่า AI เป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจ คิดทำอะไร ๆ ขึ้นได้เอง “คน” ซึ่งเป็นผู้คิดโปรแกรมจึงลอยตัวอยู่เหนือความรับผิดชอบ

ลองไปถามคนที่ป้อนโปรแกรมดูเถิด เขาจะปฏิเสธพัลวันว่า ภาพพระกับสตรีที่เห็นนั้นเขาไม่ได้ทำ AI มันทำ

เวลานี้เราเริ่มจะหลงทางว่า ภาพอะไรที่วิจิตรผิดประหลาด เหนือความสามารถที่มือมนุษย์จะวาดเขียนออกมาได้นั้น “AI ทำ” ส่วนคน (ระยำ) ที่เขียนโปรแกรมสั่ง AI ไม่มีตัวตน ไม่มีคนตรวจสอบ และไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลงานของตัวเอง

คนที่เขียนโปรแกรมให้ AI ทำภาพพระกับสตรีตามที่เห็นนั้น ท่านบอกอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่ถูกต้องดีงามได้ไหมว่า ทำภาพที่เลวทรามอย่างนี้ขึ้นมาทำไม?

ตอนหน้า จะพูดถึงข้อความในภาพครับ

Leave a Reply