พระมหานริทร์!! ซัด “ยุ่งตายห่า” ฆราวาสปกครองพระ??

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากค่ำวานนี้ราชกิจจานุเบกษาประกาศแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน  7 คน ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง มีประสบการณ์ แต่หลายฝ่ายมอง ว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการคุ้มรองพระพุทธศาสนาล้วนเป็นอดีตข้าราชการ มีอายุมาก แนวคิดทัศนคติไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมทั้งอาจกลายเป็นองค์กรคฤหัสถ์ที่มีอำนาจเหนือ “มหาเถรสมาคม” ก่อให้เกิดคำถาม “ฆราวาสปกครองพระ”  หรือไม่!!

เกี่ยวกับประเด็นนี้ “พระมหานรินทร์ นรินฺโท”  ได้เสนอมุมมองไว้ ดังนี้  มหาเถรสมาคม จากองค์กรปกครองสงฆ์ ถูกลดฐานะลงมาเป็นเพียง “องค์กรที่ถูกปกครอง” โดยคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง โดยไม่ต้องผ่านสำนักพระราชวัง

เป็นดัง “หอคอยคู่” ที่ทำการค้ำจุนบัลลังก์พระพุทธศาสนาในเวลานี้ หอคอยแห่งแรกก็คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทั้งทรงดำรงตำแหน่งองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกและทรงเป็นพุทธมามกะ ทั้งยังทรงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะพระสังฆาธิการระดับสูง เจ้าอาวาสพระอารามหลวง อีกทั้งยังทรงมีพระราชอำนาจในการพระราชทานสมณศักดิ์ เรียกว่าครอบจักรวาลแล้ว แต่พระราชอำนาจทั้งหมดนี้ดูทีว่า “ยังไม่เพียงพอ” ต่อการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา จึงก่อให้เกิดคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งขึ้นมาเป็นหอคอยแห่งที่สอง

แห่งที่สอง ก็คือ คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา (คพช.) ซึ่งก่อกำเนิดในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2568 โดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค กระจายทุกจังหวัด เป้าหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา “อย่างมีประสิทธิภาพ”

คำว่า “อย่างมีประสิทธิภาพ” นั้น ย่อมบ่งบอกความหมายด้วยว่า ที่ผ่านมานั้น การคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยสำนักพระราชวังก็ดี โดยมหาเถรสมาคมก็ดี ยังไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ

แล้วถามว่า คำว่าประสิทธิภาพคืออะไร ? ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ มันเป็นคำถามที่กว้างเกินไป ซึ่งถ้าจะโฟกัสไปในกรณีที่มีพระทุจริตเงินวัดก็ดี มีความสัมพันธ์กับสีกาก็ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องเก่าเสาโย้ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และจะไม่มีวันหมดไปจากโลกใบนี้ ตราบใดที่ยังมีพระพุทธศาสนา และมีสิกขาบทห้ามปรามไว้ เพราะว่ามันเกิดมาแต่สมัยพุทธกาลแล้ว สิกขาบทเหล่านี้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น มิได้เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับไหน ถ้านำเอาเรื่องความประพฤติผิดของพระภิกษุมาเป็นตัวประเมินว่า “สำนักพระราชวังและมหาเถรสมาคมย่อหย่อน ไม่สามารถจะทำการบริหารปกครองคณะสงฆ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องตั้งคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพิ่ม” แบบนี้ก็แสดงว่านายกรัฐมนตรีเก่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราช จึงเห็นว่าหน่วยงานทั้งสองทำงานไม่ได้ผล ไม่งั้นก็ไม่ต้องตั้งกรรมาการชุดนี้ขึ้นมา จริงไหม

ว่ากันตามความเป็นจริงนะ พระมหานรินทร์ ก็ชื่นชอบ “นโยบาย” หลายข้อ โดยเฉพาะข้อเกี่ยวกับสัทธรรมปฏิรูป คือมีทั้งพระทั้งโยม สุมหัวกันปลอมแปลงพระสัทธรรม ตัดลัดเอาพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทยไปขายกิน แล้วก็ทำการย่ำยีพระไตรปิฎก กล่าวหาคณะสงฆ์ไทยว่าไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก

กรณีนี้ ต้องยอมรับว่า ไม่มีท่าทีใดๆ จากมหาเถรสมาคม ที่จะตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง หรือลงโทษ ผู้ที่กระทำอย่างเป็นทางการ หนำซ้ำ เรากลับได้เห็น เจ้าสำนักพุทธวจน เดินสายเข้าถวายสักการะพระมหาเถระผู้ปกครองระดับสูงในมหาเถรสมาคม ผ่านพิธีกรรมที่เรียกว่า สามีจิกรรม ตำหูตำตา แต่ว่าสำนักพระราชวังซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแต่งตั้งเจ้าคณะเหล่านั้นโดยตรง กลับเหมือนมองไม่เห็น ปล่อยให้คนนินทากันทั่่วเมือง เป็นเรื่องแปลกแต่จริง พักหลังมานี้ ดูเหมือนสำนักพระราชวังจะให้ความสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ ธรรมนาวาวัง อย่างอื่นแทบจะไม่สนใจอีกแล้ว

ครั้นเกิดปัญหาว่าด้วยสัทธรรมปฏิรูปขึ้นมา บรรดาเจ้าคณะพระสังฆาธิการระดับล่าง ก็ไม่กล้าที่จะขยับดำเนินการอะไร เพราะเห็นว่าเจ้าสำนักดังกล่าวสามารถเข้าหาพระผู้ใหญ่ได้ ดังคำกล่าวว่า อยู่กับสังฆราชย่อมไม่กลัวเณรน้อย ฉันใดก็ฉันนั้น

นั่นจึงเกิดปรากฏการณ์ “น้ำท่วมปาก” ไปทั่วสังฆมณฑล

อีกวัด คือ วัดพระธรรมกาย นับตั้งแต่รัฐบาล คสช. สั่งดำเนินคดีกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อหายักยอกและฟอกเงิน จากสหกรณ์คลองจั่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 และหลังจากนั้นพระธัมมชโยก็หายตัวไป จวบจนบัดนี้ นับได้ถึง 10 ปีแล้ว ที่ยังไร้วี่แววว่าทางการจะสามารถนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้ ซึ่งตามกฎมหาเถรสมาคมแล้ว การที่พระภิกษุสามเณรรูปใด ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เจ้าคณะผู้ปกครองมีอำนาจสั่งให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ กรณีพระธัมมชโย หายตัวไปกว่า 10 ปี กลับไม่มีใครดำเนินการอะไร เหมือนบ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อมีแป และไร้ผู้ปกครอง

แต่อีกทางหนึ่งนั้น กลับปรากฏว่า วัดพระธรรมกาย ได้ฟื้นคืนศรัทธา สามารถขยายโครงการให้ใหญ่โตไปทั่วประเทศ โดยการถวายสังฆทาน 30,000 วัด ถวายกฐิน 30,000 วัด และอีกสารพัด เรียกว่าทั้งแจกทั้งแถม จนแทบไม่มีพระเณรวัดไหนในประเทศไทยที่ไม่เคยไปรับซองจากธรรมกาย แม้แต่วัดราชบพิธของสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังรับซองจากธรรมกายด้วย

ที่เหลือเชื่อก็คือ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้รับอาราธนาให้เดินทางไปร่วมกิจกรรมโครงการ “ธรรมนาวาวัง” ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ครั้นเสร็จแล้วได้รับพระกระแสขอบพระทัยจากในหลวงด้วย แต่กลับไม่มีใครถามไถ่ว่า พระธัมมชโยไปไหน ในฐานะพระสังฆาธิการของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะตอบปัญหาธรรมนาวาวังว่าอย่างไร หรือจะปล่อยไปอย่างนี้แหละ ที่หนีคดีก็หนีไป ที่ทำงานร่วมกันก็ร่วมกันไป ไม่มีผิดไม่มีถูก หรือผิดๆ ถูกๆ ส่วนหนึ่งโกง ส่วนหนึ่งทำบุญ ก็ไปด้วยกันได้แบบไทยๆ

กรณีล่าสุด มีข่าวทุจริตในห้องสอบบาลีสนามหลวงวัดสามพระยา พระเณรซุบซิบนินทากันทั่วโลกว่า “พระเณรวัดใหญ่ทำทุจริต” ซึ่งวัดใหญ่แห่งนั้นหมายถึง วัดพระธรรมกาย และสหพันธ์มหาเปรียญวัดพระธรรมกายก็ออกมายอมรับว่า มีสามเณร ป.ธ.7 ในสังกัดวัดพระธรรมกาย ถูกจับได้ว่าทำผิดระเบียบแม่กองบาลีสนามหลวง จริง

แต่กลับปรากฏว่า สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงก็ดี มหาเถรสมาคมก็ดี ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ที่จะทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ใครถูกก็ว่าไปตามถูก เมื่อไม่มีใครทำอะไร สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า เรามีแม่กองบาลีสนามหลวงไว้ทำอะไร เรามีมหาเถรสมาคมไว้ทำอะไร ?

การมาของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา จึงดูเหมือนว่าจะมาถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง อยากเห็นคณะกรรมการชุดนี้แสดงฤทธิ์ สมดังสมญานาม “เจ็ดอรหันต์” ที่ว่าคัดเฉพาะโคตรเซียนในวงการข้าราชการไทย ให้มาช่วยงานวัด ปัดกวาดวัดวาอารามที่รกเรื้องรุงรุงมานาน พระสังฆราชท่านชราภาพแล้ว อายุยืนถึง 100 ปี เป็นคนแก่คนหนึ่ง ย่อมไม่สามารถจะดูแลสังฆมณฑลไทยได้ทั่วถึง จึงต้องมีผู้ช่วย

นั่นคือการมองในเนื้อหาของงาน และเป็นเพียงบางงานเท่านั้น งานอื่นๆ เกี่ยวกับการเงินก็ดี การกระจายกำลังพลออกไปทั่วประเทศ คือให้มีคณะกรรมการ คพช. ระดับจังหวัดก็ดี ยังไม่รู้ว่าจะดีจริงไหม เผลอมีการสอดไส้เข้าไปเป็นกรรมการ และนานไปก็กลายเป็นคณะกรรมการกินศาสนาเสียเอง แบบนี้ก็ยุ่งตายห่า ไอ้ที่จะหวังให้เข้ามาช่วย นอกจากจะทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็ยังเป็นเสียเอง แต่ถึงตอนนั้นนายกอนุทินก็คงโบยบินไปไกลแล้ว ได้เป็นนายกฯสมใจแล้ว อื่่นใดก็แล้วแต่เวรแต่กรรม

ทีนี้ถ้ามองว่า มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรบริหารปกครองคณะสงฆ์ มีอำนาจทั้งบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ มาตั้งแต่โบราณ ถ้ายังไม่สามารถจะทำงานได้ ก็น่าหนักใจแทนประเทศไทยยิ่งแล้ว

แต่ทีนี้ว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แก่ไข พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มอบโอนอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูง (หน-ภาค-รองภาค-จังหวัด-รองจังหวัด) ไปจนถึงเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ทั่วประเทศ ให้เป็นพระราชอำนาจโดยเด็ดขาด บวกกับพระราชอำนาจเดิมที่สามารถพระราชทานสมณศักดิ์ได้ ก็เหมือนติดอาวุธให้แก่สำนักพระราชวัง ขณะเดียวกันก็เหมือนกับการ “ยึดอำนาจมหาเถรสมาคม” เพราะหลังจากนั้น มหาเถรสมาคมต้องรอรับฟัง “พระราชดำริ” จากสำนักพระราชวัง ว่าจะทรงโปรดให้มหาเถรสมาคมทำอย่างไรบ้าง จึงนำเอาพระราชดำริสนอง ออกเป็นมติมหาเถรสมาคมรับรอง ขณะที่มติมหาเถรสมาคมนั้น แทบไม่มีใครให้ความสำคัญอีกต่อไป

และกรณีที่สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระดำริให้มหาเถรสมาคมนำไปดำเนินการ ว่าด้วยเรื่องพระธรรมวินัยมากมายหลายเรื่อง ก็คล้ายๆ กับนโยบายของคณะกรรมการ คพช. นั่นแหละ และเพิ่งจะออกมาสดๆ ร้อนๆ มหาเถรสมาคมยังไม่ทันจะได้ปฏิบัติตามซักข้อด้วยซ้ำไป คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ คพช. ก็ตามมาอีกแล้ว กรรมการเยอะเกินไป เอะอะอะไรก็ตั้งกรรมการ

วันนี้ รัฐบาลไทย ยังไม่พอใจในการบริหาร “ตามพระราชดำริ” ของมหาเถรสมาคม จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เขียนโยงให้สมเด็จพระสังฆราชและมหาเถรสมาคม ต้องรับเอาคำสั่งของคณะกรรมการชุดนี้ไปดำเนินการ ในฐานะ 7 อรหันต์

ที่น่าแปลกใจก็คือ มีการใช้ “พระราชกิจจานุเบกษา” เป็นที่ประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ด้วย โดยให้มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากันกับพระบรมราชโองการเลยทีเดียว ก็เลยทำให้มองเห็นว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีกับพระบรมราชโองการ มีฐานะเท่าเทียมกันในราชกิจจานุเบกษา

ในอดีตที่เคยพูดกันหนาหูว่า “ฆราวาสปกครองพระ” นั้น ก็เป็นเพียงคำพูด คืออาจจะมีโดยพฤตินัย แต่ไม่ชัดเจน แบบว่ามาๆ ไปๆ ไม่เป็นตัวตน แต่วันนี้ภาพปรากฏชัดแล้ว ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งคณะกรรมการ คพช. จำนวน 7 คน เป็นฆราวาสล้วน ให้มีอำนาจเหนือมหาเถรสมาคม และเหนือกว่าพระสงฆ์ทั่วประเทศไทยกว่า 3 แสนรูป คำที่ว่า “ฆราวาสปกครองพระ” จึงชัดเจนและแจ่มแจ้งแดงแจ๋

ทั้งสำนักพระราชวัง (โดยพระราชดำริ) และสำนักนายกรัฐมนตรี (โดยคณะกรรมการ คพช.) กลายเป็นเครื่องยนต์ระบบสองสูบ TwinCam Engine ที่ฉีดคำสั่งลงมายังมหาเถรสมาคม พร้อมๆ กันทั้งซ้าย-ขวา ให้ต้องปฏิบัติตาม ตามกฎหมาย หมายถึงว่า มีอำนาจเหนือกว่ามหาเถรสมาคม

หรืออีกนัยหนึ่ง มหาเถรสมาคมวันนี้ มีฐานะเป็นเพียง “สำนักงานเลขาพระราชวัง และสำนักงานเลขานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา” เท่านั้นเอง

ก็ไม่แน่นะ ต่อไปทางรัฐบาลไทยอาจจะเห็นว่า มหาเถรสมาคมเชื่องช้า ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ทันการณ์ จึงออกมตินายกรัฐมนตรี ปรับลดฐานะมหาเถรสมาคมให้เป็นเพียง “สมาคมคนแก่” กินแต่บำนาญ ไม่ต้องทำงานอีกต่อไป เพราะอยู่ไปก็ไลฟ์บอย แต่ถึงตอนนั้นก็คงชุลมุนถึงขั้นวุ่นวาย กลายเป็นฆราวาสปกครองพระเต็มร้อย พลอยให้นึกถึงคำของ “โคว้ ตง หมง – ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์” อดีตประธานรัฐสภาว่า “ยุ่งตายห่า”

Leave a Reply