วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากเมื่อวานนี้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผลการเลือกตั้ง แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรองเป็นทางการ แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย ได้รับเจตจำนงค์วางใจจาก ประชาชนชาวไทยให้บริหารประเทศต่อ ขณะที่มีนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางสังคม รวมทั้งประชาสังคม แสดงความคิดเห็นออกมาต่าง ๆ จากผลการเลือกตั้งในครั้งนี้
ด้าน พระเทพวัชรสารบัณฑิต หรือ “เจ้าคุณประสาร” พระภิกษุ ในอดีตเป็นพระนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ได้แสดงความคิดเห็นผลการเลือกตั้งดังกล่าวว่า

ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ การเลือกตั้งทั่วไปของไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาประชาชนเจ้าของ Voter ทั้งประเทศได้แสดงประชามติผ่านการกากบาทเป็นผลปรากฎออกมาแล้ว
การเลือกตั้งของประชาชนในครั้งนี้มีบทเรียน มีนัยยะ บ่งบอกและสะท้อนอะไรหลายๆอย่างไม่ว่าจะด้าน อุดมการณ์ ทัศนคติ แรงหรือพลังดึงดูด พลังแห่งการขับเคลื่อน ความมั่นคง (ในหลายๆด้าน) โดยเฉพาะความมั่นคงภายในรัฐบาล ความมีเสถียรภาพทางการเมืองที่จะทำให้งานการเมืองสามารถเดินหน้าไปได้ ส่วนเศรษฐกิจและปากท้องของประชาขนที่ดูว่าจะเป็นไม้เด็ดของพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งการลด แลก แจก แถมนั้นมันอาจจะเป็นปัจจัยท้ายๆด้วยซ้ำไปในการเลือกตั้งในครั้งนี้
ส่วนเสียงสะท้อนของคน Gen z ที่ผ่านพรรคการเมืองบางพรรคนั้นก็ยิ่งน่าสนใจยิ่งเพราะการตอบรับนักการเมืองในท่วงทำนองและลีลาแบบนี้จะทำให้เห็นบุคลิก แนวคิด แนวปฎิบัติหรือยุทธศาสตร์ในฝ่ายจารีตเดิมที่มองว่าไม่เหมาะ ไม่ควร แต่ฝ่ายที่บอกว่าเปลี่ยน หรือบอกว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้าจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ฐานะต่อจากนี้ไปพวกเขาจะมองและกระทำที่ต่างไปจากแนวทางเดิม(ของกลุ่มอนุรักษ์)จะกลายเป็นการเพิ่มแรงขับเฉพาะทางให้คนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้นเพราะถ้วยรางวัลเกียรติยศแชมเปี้ยนจากคนเมืองหลวงแล้วก็ยิ่งเป็นการผลัก Driving force หรือ Motivation ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ในฝ่ายอนุรักษ์นิยมนั้นมีค่านิยม ความกลัวและแรงดึงดูดเป็นหมุดหมาย การเลือกตั้งครั้งนี้ตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์ได้ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายเดียว พวกเขามีเอกภาพจึงกุมเสียงฝั่งนี้เอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จและยังเป็นภาพสะท้อนสังคมไทยว่าคนกลุ่มนี้นั้นยังมีอยู่อีกมากในสังคมไทยและจากนี้ไปนโยบายของรัฐบาลใหม่ก็จะมีน้ำหนักมาทางนี้อย่างมากมาย
ในฝ่ายเจ้าของที่นั่งเดิมนั้นในกว่า 20 ปีที่ผ่านมาเพิ่งจะแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกก็ยังพอที่จะสืบสาวราวเรื่องได้ว่า แพ้เพราะอะไร มีเหตุมาจากอะไร พอเข้าใจได้ แต่มาคราวนี้นั้นดูเหมือนจะมึนงงกันไปหมดทั้งพรรคและกองเชียร์ ตัวเลขต่ำกว่าเป้าหมายมาก ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้แบบไม่น่าเชื่อและยังต่ำกว่าโพลในมืออีกมากมาย ทั้งที่กระแส และ momentum แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคมาแบบเต็มลำ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการถอดบทเรียนอย่างจริงจัง ไม่เข้าข้างตัวเอง ใช้บทเรียนนี้ ประสบการณ์นี้ ให้เป็นประโยชน์ในอนาคต อุดมการณ์ที่มั่นคงไม่กวัดแกว่ง ทัศนะ และจุดยืนที่ชัดเจน อ่านสถานการณ์และอารมณ์อันอ่อนไหวของสังคมให้ขาด ไม่ใช่มัวแต่ไปปลุกผีเรื่องการปฎิวัติรัฐประหาร (ทำได้พอประมาณ) ปลุกสีเสื้อให้มายืนเคียงข้างตนเอง (ทั้งที่สีเสื้อเขาอยู่ด้วยเกินร้อย) โดยมองว่าสีเสื้อในประเทศนี้ยังมีอยู่หลายสิบล้านคน การตอกย้ำสีเสื้อโดยเฉพาะในโค้งสุดท้ายมากเกินงามของการเลือกตั้ง ก็ยิ่งเป็นการแยกคนกรุงเทพ คนกลางๆและคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ให้เขาเหล่านั้นตัดสินใจได้ง่ายขึ้น อย่าลืมว่าสังคมไทยยังหวาดผวา ต่อการขัดแย้งอย่างรุนแรงในอดีตที่ผ่านมา นอกจากนั้นพลังจากส่วนกลางของพรรคยังขาดสายป่านที่เป็นแรงดึงดูดที่จำเป็นของสนามเลือกตั้งอีกด้วย จากนี้ไปไม่ว่าพรรคจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ยาก ยากถ้าเป็นรัฐบาลก็จะอยู่ในฐานะที่ไม่ใช่พรรคร่วมสำคัญที่ขาดไม่ได้ เช่น พรรคเขียว เป็นต้น ถ้าจะเป็นฝ่ายค้านอีกฝ่ายก็มีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะเสนอกฎหมายได้ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเองได้ สามารถเล่นบทฝ่ายค้านเฉพาะตน และเป็นพระเอกได้โดยไม่ต้องแบ่งแสงหรือบทบาทมาให้ ในขณะที่พรรคมีเสียงไม่เพียงพอที่จะทำการแบบนี้ และในวันนี้ต้องระวัง สส.ส่วนหนึ่งที่คิดจะไหลไปในอยู่ในที่ ที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนในอนาคตนั้น ธรรมชาติของนักการเมืองก็ต้องมองว่าไปใหนแล้วได้ (ทุกอย่าง) อยู่ตรงไหนตก พรรคจะเผชิญปัญหานี้อย่างจริงจัง ในรอบกว่า 20 ปี ที่ผ่านมาในอดีตสรรพกำลัง อำนาจรัฐ พรรคนี้ก็เคยเผชิญมาแล้วแต่ทำไมจึงไม่มีวันตาย ยิ่งตีก็ยิ่งโต ยิ่งรังแกยิ่งโดดเด่นก็เพราะท่านเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่แสวงหาความยุติธรรมร่วมกับมวลชนคนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่บัดนี้กาลและเวลามันเบนหนีเป้าหมายนี้ไปแล้ว มันอาจจะไปเล็งจุดอื่นที่ไม่ใช่จุดหมายเดิมแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเลือกตั้งและหมากเกมส์นี้มันยังไม่จบ มันยังไม่จบครับนาย ถ้านายยังยืนหยัดและตั้งใจที่จะ Reform มันจึงยังไม่จบ


Leave a Reply