หลังจาก “Thebuddh” ได้เปิดตัวเลขเงินอุดหนุน “นิตยภัต” ของพระสงฆ์ที่คาดการณ์ตัวเลขกลม ๆไว้ 1,200 ล้านบาท ภายใต้ต้องจ่ายให้กับ “พระสังฆาธิการ” ประมาณการ 50,000 รูป และเปิดตัวเลขอุดหนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ประมาณ 2,600 ล้านบาท โดยไม่ได้รวมการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ที่ขึ้นตรงกับ อว. อีกประมาณอีก 2,800 ล้านกว่าบาท
มีพระภิกษุสงฆ์จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทวงถามกันมาหลายรูปว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ “พศ.” มีเงินอุดหนุนคณะสงฆ์ที่ปฎิบัติศาสนกิจอยู่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งมีบางรูประบุว่ายังไม่ได้รับเงินอุดหนุน “ค่าเสี่ยงภัย” ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

โครงการเงินอุดหนุนพิเศษสำหรับพระภิกษุสงฆ์ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและสร้างขวัญกำลังใจจากสถานการณ์ความไม่สงบโดยรัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุน (เงินนิตยภัต) ให้พระภิกษุและสามเณรทุกอำเภอใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส, สงขลา และจังหวัด สตูล รูปละ 2,500 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งเงินพิเศษนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่พระภิกษุและสามเณรในพื้นที่เสี่ยงภัย จำนวน 4,675 รูป ด้วยอัตรา 2,500 บาท/รูป/เดือน โดยใช้งบประมาณรวมประมาณ 140.25 ล้านบาทต่อปี จุดที่น่าสังเกตคือ งบประมาณมากกว่าร้อยละ 71 กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดสงขลาเพียงจังหวัดเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับสัดส่วนของพื้นที่ที่มีความรุนแรงของสถานการณ์ความไม่สงบสูงสุด
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแยกตามหมวดหมู่
1.ที่มาและลักษณะของโครงการโครงการนี้เกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและสร้างขวัญกำลังใจจากสถานการณ์ความไม่สงบโดยรัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุน (เงินนิตยภัต) ให้พระภิกษุและสามเณรทุกอำเภอใน 5 จังหวัด (ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส, สงขลา, สตูล) รูปละ 2,500 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
2.โครงสร้างผู้รับเงินและการกระจายตัวของงบประมาณจากการวิเคราะห์จำนวนพระภิกษุและสามเณรในปัจจุบัน สามารถจัดลำดับความสำคัญของภาระงบประมาณได้ดังนี้:
ลำดับ |
จังหวัด |
จำนวนพระ (รูป) |
จำนวนเณร (รูป) |
รวมผู้รับสิทธิ (รูป) |
ประมาณการงบประมาณ (บาท/ปี)* |
สัดส่วน (%) |
1 |
สงขลา |
2,859 |
484 |
3,343 |
100,290,000 |
71.5% |
2 |
สตูล |
316 |
45 |
361 |
10,830,000 |
7.7% |
3 |
นราธิวาส |
338 |
12 |
350 |
10,500,000 |
7.5% |
4 |
ปัตตานี |
317 |
13 |
330 |
9,900,000 |
7.1% |
5 |
ยะลา |
261 |
30 |
291 |
8,730,000 |
6.2% |
รวม |
5 จังหวัด |
4,091 |
584 |
4,675 |
140,250,000 |
100% |
(หมายเหตุ: คำนวณจากอัตรา 2,500 บาท x 12 เดือน x จำนวนรูป) |
จุดสังเกต:จังหวัดสงขลาและสตูล ซึ่งมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบน้อยกว่า (เมื่อเทียบกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ตอนล่าง) กลับมีจำนวนพระภิกษุและสามเณรรับเงินอุดหนุนรวมกันเกือบ 80% ของโครงการ

3.ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการเบิกจ่าย
– กลไกการจ่ายเงิน:พศ. มีการโอนเงินตรงเข้าบัญชีธนาคารของพระภิกษุและสามเณรแต่ละรูปโดยตรง (Direct Credit) รูปละ 2,500 บาท วิธีการนี้ถือเป็นจุดแข็งทางวินัยการคลัง เพราะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดความเสี่ยงในการทุจริต
– การบริหารจัดการฐานข้อมูล:จากการนำฐานข้อมูลมาบริหารจัดการโครงการฯ พบว่าจำนวนผู้รับสิทธิมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน สะท้อนถึงการอัปเดตข้อมูลผู้บวช-ลาสิกขาที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณได้ดี
ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กำลังเผชิญภาวะ “งบประมาณขาดดุล (Budget Deficit)” ในโครงการนี้สูงถึงประมาณ 30 ล้านบาท เนื่องจากได้รับจัดสรรเพียง 110.18 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอสำหรับพระภิกษุสามเณรเพียง 3,672 รูป จากฐานข้อมูลที่มีอยู่จริงปัจจุบันของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีพระภิกษุสามเณรจำนวน 4,675 รูป หากไม่มีการบริหารจัดการแก้ไข จะส่งผลให้มีพระภิกษุและสามเณรกว่า 1,000 รูป ไม่ได้รับเงินเยียวยาตามสิทธิที่ระบุไว้ในมติ ครม.
จากการนำตัวเลขมาคำนวณเปรียบเทียบ จะเห็นภาพความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น
1) ความต้องการงบประมาณจริง พระ/เณร 4,675 รูป x 2,500 บาท x 12 เดือน = 140,250,000
บาท/ปี
2.) งบประมาณที่ได้รับจัดสรร ปี 2569 110,186,700 บาท
3) ส่วนต่างที่ขาดหายไป จำนวน 140,250,000 – 110,186,700 = 30,063,300 บาท
4.) จำนวนผู้ที่รองรับได้จริงจากงบประมาณ 110,186,700 บาท ÷ 30,000 บาท/รูปปี
ประมาณ 3,672 รูป
5.)จำนวนผู้ที่อาจตกหล่น 4,675 – 3,672 = ประมาณ 1,003 รูป
สาเหตุที่เป็นไปได้ของการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอ
1. การปรับลดงบประมาณในภาพรวม:สำนักงบประมาณอาจมีการตัดลด (Cut) หรือกำหนดเพดานงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำให้โครงการนี้ถูกปรับลดลงจากคำขอเดิม
2.การคำนวณจากค่าเฉลี่ยการลาสิกขา สำนักงบประมาณอาจประเมินจากสถิติในอดีตว่า ในระหว่างปีจะมีพระภิกษุหรือสามเณรลาสิกขา (เช่น การบวชชั่วคราวในช่วงเข้าพรรษา) ทำให้ยอดผู้รับสิทธิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอาจไม่ถึง 4,675 รูป
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหางบประมาณขาดดุล
เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของพระภิกษุสามเณรในพื้นที่เสี่ยงภัย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรเตรียมแผนรับมือล่วงหน้าดังนี้
1.เสนอขอรับการจัดสรรงบกลาง (Central Budget Request):เนื่องจากโครงการนี้ริเริ่มขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือเยียวยาจากเหตุความไม่สงบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงมีความชอบธรรมในการจัดทำรายละเอียดเสนอขอใช้ “งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” เพื่อมาโปะส่วนต่าง 30 ล้านบาทในช่วงกลางปีงบประมาณ เช่นเดียวกับที่เคยดำเนินการในอดีตช่วงเริ่มโครงการ
2.การบริหารโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณภายใน (Budget Reallocation) หากไม่สามารถของบ กลางได้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะต้องติดตามผลการเบิกจ่ายของโครงการอื่นๆ ภายในแผนงานยุทธศาสตร์เดียวกันอย่างใกล้ชิด หากมีโครงการใดที่เบิกจ่ายล่าช้า หรือมีเงินเหลือจ่าย (Savings) ให้ดำเนินการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณมาสมทบในหมวดเงินอุดหนุนนี้ทันที
3.ตรวจสอบและคลีนฐานข้อมูลแบบรายเดือน (Strict Monthly Database Audit) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องสั่งการให้ทั้ง 5 จังหวัด เข้มงวดในการตัดยอดพระภิกษุ-เณรที่ลาสิกขา- มรณภาพ หรือย้ายออกนอกพื้นที่ แบบเดือนต่อเดือนก่อนส่งรายชื่อให้ ธนาคารกรุงไทยทำ Direct Credit เพื่อรีดไขมันงบประมาณที่รั่วไหลให้เหลือน้อยที่สุด
4.กำหนด Priority กลุ่มเป้าหมายใหม่ (Target Restructuring) หากสุดท้ายแล้วงบประมาณมีจำกัดที่ 110 ล้านบาทจริงๆ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อาจต้องนำเสนอ ครม. เพื่อขอทบทวนหลักเกณฑ์ชั่วคราว โดยจัดลำดับความสำคัญ (Priority) จ่ายเงินเต็มจำนวนให้กับพระภิกษุในพื้นที่โซนสีแดง (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลาและรวมทั้ง 4 อำเภอสีแดงในจังหวัดสงขลา) เป็นอันดับแรก และอาจปรับเงื่อนไขสำหรับอำเภอที่ไม่ค่อยมีเหตุรุนแรงในจังหวัดสงขลา (ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนถึง 71.5% ของผู้รับสิทธิทั้งหมด) เพื่อให้เม็ดเงินที่มีจำกัดตรงกับวัตถุประสงค์การ “เยียวยาในพื้นที่เสี่ยง” มากที่สุด

ปัจจุบันมีตัวเลขจาก “วัดพระธรรมกาย” ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ที่วัดพระธรรมกายไป “ถวายสังฆทาน” เป็นประจำอยู่ประมาณ 232 วัด และโดยเฉลี่ยแต่ละวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยจะมีพระจำพรรษาอยู่วัดละประมาณ 2–5 รูป บางแห่งมีเพียง 1 รูป หรือเป็นวัดร้างชั่วคราวในบางช่วง ส่วน “ชาวพุทธ” ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ
ยุคหนึ่ง!! เพื่อแก้ไขปัญหา “ขาดแคลน” พระภิกษุในพื้นที่สำหรับให้ “ชาวพุทธ” ได้ร่วมทำบุญในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาหรือช่วงเทศกาลสำคัญ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เคยมีพระราชดำริ ส่งอาสาสมัครพระภิกษุจากภูมิภาคต่าง ๆ ลงไปจำพรรษาในวัด 5 ชายแดนใต้ และครั้งหนึ่งประมาณปี 2553 “สมเด็จเกี่ยว” สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เคยจัดตั้ง “เครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ดำเนินงานโดย สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้ขับเคลื่อนจัดอบรมพระสงฆ์ ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนดภาคใต้ ได้แก่ สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยร่วมกับคณะสงฆ์และเครือข่ายชาวพุทธในพื้นที่ พร้อมกับลงพื้นที่โครงการ “สาธารณะสงเคราะห์” เยี่ยมเยียนชาวพุทธในพื้นที่และพบปะกับ “แก่นนำ” ผู้นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่
ปัจจุบันทั้ง 2 โครงการไม่ปรากฎข่าวต่อสาธารณชนทั้ง ๆที่ยังมีงบที่ซ่อนอยู่ในการงบงานเผยแผ่และงบกิจการคณะสงฆ์ภาคใต้อีกหลายล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า โครงการ “พระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนใต้” ผนวกรวมเป็นระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วย “พระธรรมจาริก” ที่กำลังจะประกาศออกมาเร็ว ๆ นี้ รวมเป็นก้อนเดียวกัน..

Leave a Reply