“สมเด็จเอื้อน” ในมุมมอง “พระมหานรินทร์ นรินฺโท”

วันที่ 15 กรกฏาคม 2569  เฟชบุ๊ค พระมหานรินทร์ นรินฺโท วัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ถึง “พระพรหมดิลิก” หรือ พระมหาเอื้อน หาสธมฺโม หรือสมณศักดิ์โปรดเกล้า ฯ ล่าสุดคือ  สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ความว่า

เมื่ออาจารย์เอื้อนได้เป็นสมเด็จฯ พระมหานรินทร์ เข้าไปวัดสามพระยาเมื่อปี พ.ศ.2534 ขณะเป็นสามเณร เพื่อเรียนบาลีในชั้นประโยค ป.ธ.8 แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สังกัดวัดสามพระยา แต่ได้ไปอาศัยอยู่ที่วัดบางขุนเทียนกลางแทน ที่วัดบางขุนเทียนกลางนั้น ท่านอาจารย์เจ้าคุณบุญเลิศ (พระราชกิตติสุนทร) วัดเจดีย์งาม ได้นำสามเณรนรินทร์ไปฝากไว้กับท่านอาจารย์พระมหาสุนทร ซึ่งท่านเป็นรองเจ้าอาวาสอยู่ ก็อยู่ที่นั่่นปีหนึ่ง พอสอบได้ประโยค 8 แล้ว ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิตติสุนทร จึงนำไปฝากให้เรียนที่วัดสามพระยาอย่างเต็มตัว

ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิตติสุนทร (บุญเลิศ ธมฺมกาโม) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์งาม อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ศิษย์น้องของ “หลวงพี่พิมพ์-พระพรหมเสนาบดี” อดีตเจ้าคณะ 6 วัดปทุมคงคา ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาส และเพิ่งลาออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมไปเมื่อไม่นานมานี้

ท่านอาจารย์เจ้าคุณบุญเลิศ เรียกท่านอาจารย์เจ้าคุณเอื้อน (พระศรีปริยัติบดี) ว่า “หลวงพี่” อาจารย์เอื้อนท่านมีพื้นเพเป็นชาวพระนครศรีอยุธยา ส่วนอาจารย์บุญเลิศเป็นชาวพนมทวน กาญจนบุรี ก่อนขึ้นไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์งาม-ฝาง นั้น ท่านพำนักอยู่ที่คณะ 6 ของหลวงพี่พิมพ์

ท่านอาจารย์เอื้อนก็เมตตารับสามเณรนรินทร์ไว้ ให้ไปอยู่ที่ คณะ 3 ซึ่งเป็นคณะกลาง กันไว้สำหรับพระภิกษุสามเณรต่างจังหวัด ที่มุ่งหมายจะมาเรียนบาลีชั้นสูง (ป.ธ.7-8-9) แต่ยังคงสังกัดวัดเดิม เป็นนโยบายของหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธรมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาในสมัยนั้น และในช่วงนั้น อาจารย์เอื้อนก็เป็นทั้งรองเจ้าอาวาสและเลขานุการเจ้าอาวาส ของหลวงพ่อสมเด็จฟื้น ใครไปวัดสามพระยา ส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้าไปหาสมเด็จฯท่าน แต่จะไปพบและติดต่อกับอาจารย์เอื้อนแทน ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นั้น ท่านมีบารมียิ่งใหญ่ ได้รับการขนานนามว่า “สังฆราชแห่งมหานิกาย” เพราะทุกภาคทุกหนต้องมาหาท่าน ซึ่งก็จะต้องผ่าน “อาจารย์เอื้อน” เป็นผู้ปฏิการะ รับเรื่องราวเอาไว้ ก่อนจะนำถวายรายงานถึงสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

การเข้าไปอาศัยในวัดสามพระยาของสามเณรนรินทร์ จึงต้องเข้าไปตามระเบียบเช่นนี้  ในช่วงที่อยู่วัดสามพระยานั้น ทุกๆ เช้า ภายหลังจากบิณฑบาต สามเณรนรินทร์ก็จะคว้าเอาไม้กวาดไปช่วยหลวงพ่อหลวงพี่ในวัดสามพระยา รวมทั้งศิษย์วัด ช่วยกันกวาดและเก็บขยะ ถึงเวลาทำวัตรเช้า ก็จะครองผ้าไปยืนรออยู่ที่หน้าโบสถ์เป็นประจำ ทำให้อาจารย์เอื้อนจำได้ว่า เณรนรินทร์ จะร่วมกิจกรรมของวัด เหมือนอยู่ในสังกัดวัดสามพระยาโดยพฤตินัย วันไหนไม่ได้ไป ท่านก็จะถามหา

การกวาดวัดของสามเณรนรินทร์นั้น ปรากฏว่าได้ไปเข้าตา “หลวงตา” รูปหนึ่ง เป็นพระอาวุโสในวัด จำชื่อท่านไม่ได้เสียแล้ว ท่านเห็นสามเณรนรินทร์เดินไปกวาดถึงหน้ากุฏิของท่าน โดยที่ท่านไม่ได้ขอหรือสั่ง ท่านจึงถามชื่อเสียงเรียงนาม และปรากฏว่า หลวงตาท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โปรดฯ ถวายปิ่นโตพระราชทาน โดยถวายหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ชุดหนึ่ง และหลวงตาท่านก็ได้รับถวายมาอีกชุดหนึ่ง ท่านก็จะเมตตาสั่งลูกศิษย์ว่า “เอาปิ่นโตไปถวายสามเณรนรินทร์ คนเชียงใหม่ ซักหนึ่งเถา” สามเณรนรินทร์จึงได้ฉันภัตตาหารพระราชทานตั้งแต่อยู่วัดสามพระยา ด้วยอานิสงส์ของการช่วยงานวัด ตามคติโบราณ “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกหลานท่านเล่น” คืออย่าเกียจคร้าน มีอะไรพอจะช่วยท่านก็ได้ให้ทำ

ออกพรรษา จะกลับเชียงใหม่ ไปกราบลาท่าน ท่านอาจารย์เอื้อน ก็จะเมตตาหยิบยื่นปัจจัยให้เป็นค่ารถ พอคุยกันนานๆ เหมือนถูกอัธยาศัย ท่านก็จะเดินไปที่โต๊ะ มีผ้าไตรจีวรสีเหลือง ซึ่งตรงกับสีของสามเณรนรินทร์ แต่วัดสามพระยานั้นท่านใช้สีพระราชนิยม อาจารย์เอื้อนก็จะหยิบจีวรมาพระราชทานแก่สามเณรนรินทร์ว่า “สีนี้ข้าไม่ใช้ เอ็งเอาไปใช้ก็แล้วกัน” หวานคอแร้งสิครับ จีวรดีๆ ราคาแพงๆ หาได้ง่ายซะที่หน ห่มกลับเชียงใหม่ เหมือนถูกหวยเลยเชียว

มีเกร็ดอีกนิดว่า บางวัน ขณะท่องหนังสืออยู่ในกุฏิคณะ 3 ก็จะมีศิษย์วัด มาตะโกนเรียกว่า “มีพระอยู่ไหมครับ หลวงพ่อสมเด็จฯ ให้เอาผลไม้มาแจก” พอเปิดประตูรับ ก็จะได้ผลไม้อย่างมากมาย มีคนนำมาถวายหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านก็จะเมตตาให้ลูกศิษย์นำมาแจกจ่ายพระเณรได้ฉันกันทั่วทั้งวัด กินแล้วก็ยังไม่ลืมคุณท่านจนบัดนี้

ตอนที่อาจารย์เอื้อน ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่ “พระราชปริยัติบดี” ในปี พ.ศ.2537 ซึ่งพระมหานรินทร์ ในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ วัดบางนาใน ก็ได้ไปถวายมุทิตาสักการะ

พ.ศ.2540 เข้ารับการอบรมเป็นพระธรรมทูต รุ่นที่ 3 เดินทางมาสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงติดตามข่าวคราวทางเมืองไทยอยู่ไม่ห่าง จนกระทั่งปี 2542 เกิดกรณีธรรมกาย ส่งผลให้เกิดความโกลาหลในสังฆมณฑลไทยอย่างรุนแรง และหนึ่งในผู้ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากมายก็คือ “อาจารย์เอื้อน” ของมหานรินทร์
อาจารย์เอื้อนในขณะนั้น ท่านทำตัวเป็นทนายหน้าหอ ออกรับออกสู้แทนธรรมกายในหลายเรื่อง พระมหานรินทร์เห็นว่าเป็นการเปลืองตัว จึงเขียนเตือนสติท่าน แต่ท่านคงจะไม่ฟัง เพราะเห็นว่ามหานรินทร์เป็นแค่เด็กวานซืน ริอ่านจะสอนสังฆราช

ครั้งหนึ่ง มีงานประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สมัยวิสามัญ ที่วัดพุทธิชิโน่ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อาจารย์เอื้อนก็เขียนจดหมายส่งให้เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสมัยนั้นอ่านให้ที่ประชุมฟัง ท่านเท้าความหลังว่า พระมหานรินทร์นี่ เป็นศิษย์รัก เคยให้ความเมตตามาก่อน พอเดี๋ยวนี้มาอยู่อเมริกาแล้ว เหมือนลืมครูบาอาจารย์ เขียนหนังสือไม่เคารพ ฯลฯ กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ขอให้ไปหาด้วยนะ จะมีรางวัลให้ ว่าซั่น

ที่ประชุม ซึ่งมีหลวงพ่อพระเทพพุทธวิเทศ (ประชัน ชุตินฺโธ) วัดพุทธาวาส ฮิวส์ตัน เป็นประธาน ได้ฟังพระมหาถนัดท่านอ่าน ก็ฮากลิ้ง ถูกอกถูกใจใน “อาจารย์กับศิษย์” คู่นี้ ว่ารักกันจริง ถึงกับเขียนจดหมายบรรยายกลางที่ประชุม

แต่ก็จริง ในช่วงที่อาจารย์เอื้อนกำลังรุ่ง เป็นเจ้าคณะภาค 14 และภาค 1 จนกระทั่งมาเป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และกรรมการมหาเถรสมาคม ถือว่าใหญ่คับฟ้า บรรดาศิษย์หลายท่านก็จะแวะเวียนไปหา ไปสนองงานบ้าง ไปเสนอหน้าบ้าง อยากได้อะไรก็ไปเพ็ดทูล แต่สำหรับพระมหานรินทร์ “ไม่เคยไปขออะไรอีกเลย จนกระทั่งบัดนี้” เพราะมิใช่วิสัยหรือนิสัยประจบสอพลอเพื่อจะเอาตำแหน่งหรือลาภยศมาใส่ตน

จนกระทั่งอาจารย์เอื้อนโดนจับเข้าคุก พร้อมๆ กับพระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ ในสมัยรัฐบาลทหาร คสช. พระมหานรินทร์มีโอกาสได้กลับเมืองไทย ก็พยายามจะหาโอกาสเข้าไปเยี่ยมท่านถึงในคุก แต่ติดต่อยาก ถามหลวงพ่อที่มีบารมีบางรูป ท่านก็บอกว่า “ช่วงนี้ยังอันตราย อย่าเพิ่งเข้าไป ไว้รอท่านออกมาค่อยว่ากัน”

แต่กระนั้น พระมหานรินทร์ ก็ยังเข้าไปเยี่ยมเยือนวัดสามพระยา ในช่วงที่ขาดหัว คือเจ้าอาวาสติดคุก อาจารย์เอียดขึ้นรั้งทัพแทน แต่บารมีก็ไม่เหมือนอาจารย์เอื้อน วัดสามพระยาแทบร้าง พระมหานรินทร์เห็นแล้วก็น้ำตาซึม ไปนั่งคุยกับพระมหาอรรณพในอาคารร่มธรรมชั้นล่าง คุยกันนานสองนาน จากตอนบ่ายถึงเกือบเย็น จึงลากลับ

ครั้นอาจารย์เอื้อนออกคุกมาแล้ว พอดีพระมหานรินทร์กลับเมืองไทย จึงได้จังหวะจะไปกราบท่าน แต่ช่วงนั้นท่านไม่ค่อยสบาย จึงงดรับแขก

ก็เป็นอันว่า พระมหานรินทร์ จะไปหาครูบาอาจารย์ก็ในตอนลำบาก ป่วยไข้ไม่สบาย แต่ตอนที่ท่านสบาย มีอำนาจวาสนาบารมีล้นฟ้านั้น มีคนดูแลท่านเยอะแล้ว พระมหานรินทร์จะคอยดูอยู่ห่างๆ จะไม่ไปรบกวนท่าน เป็นอย่างนี้มานาน

แน่นอนว่า ช่วงที่อาจารย์เอื้อนติดคุกในคดีเงินทอนวัดนั้น พระมหานรินทร์อยู่ทางนี้ ก็ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ เขียนเรียกร้องรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่าขอให้ใช้ความยุติธรรมอย่างเสมอหน้า อย่าลำเอียง เพราะมีหลักฐานว่า มีวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนตั้ง 10 วัด ซึ่งหลายวัดก็ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมเหมือนกัน แต่ทำไมรัฐบาล คสช. จึงเจาะจงเอาผิดเฉพาะวัดสระเกศกับวัดสามพระยาเท่านั้น จะเข้ามาสร้างความยุติธรรม หรือว่าจะมาทำลายความยุติธรรมเสียเอง โดย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของคดีความอาจารย์เอื้่อนและท่านเจ้าคุณพระพรหมสิทธิ ในขณะนั้น ต้องถูกตีครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ได้ความจริงว่า สิ่งที่พวกท่านทำไปนั้น ทำไปด้วยความยุติธรรมจริงหรือไม่

วันนี้ คดีความต่างๆ ของอาจารย์เอื้อน และท่านเจ้าคุณพระพรหมสิทธิ สิ้นสุดลงไปอย่างใสสะอาด แต่การที่ท่านถูกจับกุมคุมขังนานถึงปีกว่า กลับยังไม่เห็นรัฐบาลไทยคนไหนออกมากล่าวคำขอโทษแม้แต่คำเดียว หวาดเสียวเหมือนในสมัยหลวงพ่ออาจ (พระพิมลธรรม-วัดมหาธาตุ) ว่า อาจจะมีคนไม่ได้ตายดี นี่ไม่ได้แช่ง แต่เรื่องเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

วันนี้ อาจารย์เอื้อน ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก” อันเป็นฐานันดรสูงสุดสำหรับพระสงฆ์ไทย พระมหานรินทร์ ในฐานะศิษย์รักของอาจารย์เอื้อนก็ย่อมจะดีใจไม่น้อยไปกว่าใคร

แปลกใจ ก่อนหน้านั้นวันเดียว คือวันที่ 13 กรกฎาคม เป็นวัดทำบุญอายุวัฒนมงคล 81 ปี ของอาจารย์เอื้อน พระมหานรินทร์ไม่มีอะไรจะถวาย จึงได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า “ไม่ขออะไร ขอให้อาจารย์เอื้อนได้เป็นสมเด็จ ก็พอ”  พอตกรุ่งเช้า ก็มีข่าว สถาปนาสมเด็จใหม่ จำนวน 8 รูป หนึ่งในนั้นคือ พระพรหมดิลก วัดสามพระยา หรืออาจารย์เอื้อนของมหานรินทร์  เป็นสิ่งเกินความคาดหมายที่เกิดขึ้นแล้ว  ปาเจราจริยา โหนฺติ คุณุตฺตรานุสาสกา

ขออาจารย์เอื้อนจงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ของศิษยานุศิษย์ไปนานๆ ถึง 100 ปี

Leave a Reply