วันนี้!! เมื่อ 7 ปีที่แล้ว บันทึกพระเถระวัดสระเกศฯ วันที่ “ได้ประกันตัว” คดีเงินทอนวัด!!

เนื่องจากวันนี้เป็นวันครบรอบ ๗  ปีที่คณะพระเถระวัดสระเกศ ที่ถูกกล่าวหาคดีเงินทอนวัด ได้รับการประกันตัว “Thebuddh” ขอข้ามมายังบทที่  ๑๔ ที่ได้เล่าถึงบรรยากาศความรู้สึกวันที่ได้รับการประกันตัว

ทำไม!!  พระพรหมสิทธิ พระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ จึงมีปัญหากันประกัน แล้ว ออกมาได้อย่างไร ก่อนหน้าวันประกันตัวมีการ “ต่อรอง” และติดขัดอะไรบ้าง คณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ ไปขอพึ่ง “ผู้ใหญ่” คนหนึ่ง ท่านกล่าวว่าอย่างไร  ติดตามรายละเอียดได้ดังนี้

บันทึกเมื่อ ณ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๒

ท้าวก้าวแรกสัมผัสพื้นดินนอกเรือนจำ ฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างประหลาด บรรยากาศเหมือนกับวันแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนจำ วันนั้น ฝนกระหน่ำลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน แม้เป็นธรรมชาติของดิน ฟ้า อากาศ แต่ก็เป็นธรรมชาติที่ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ผิดธรรมชาติ

หลังตื่นนอนของเช้าวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๒ ทุกรูปทำกิจวัตรตามปกติเช่นเดียวกับทุกวันที่ผ่านมา  แต่ต่างก็เงียบขรึมจนดูผิดปกติไปจากทุก ๆ เช้าที่ผ่านมา คงด้วยในใจจดจ่ออยู่กับการเฝ้ารอข่าวการได้รับการประกันตัว

ครั้นตกสาย ได้เวลาเปิดเยี่ยม ก็ทราบข่าวว่า ข้างนอกดำเนินการยื่นเรื่องขอประกันตัวไปแล้ว ขณะนี้กำลังรอฟังคำสั่งศาล เวลาประมาณ ๑๐ โมงเช้า ศาลก็จะมีคำสั่งลงมา

ก่อนฉันเพล ก็ได้รับแจ้งว่า การประกันตัวผ่านไปเรียบร้อยแล้ว คำสั่งจะมาถึงเรือนจำในบ่ายวันนี้

หลังฉันเพลเสร็จ จึงช่วยกันจัดเก็บสิ่งของเข้าที่ให้เรียบร้อย ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่าง แจกจ่ายให้กับผู้ต้องขังคนอื่นจนหมด เด็ก ๆ ที่ดูแลต่างดีอกดีใจ รอถึงราว ๔ โมงเย็น ก็จะปล่อยตัว

ครั้นถึงราว ๔ โมงเย็น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แจ้งว่า หมายปล่อยตัวมาถึงเรือนจำแล้ว อีกไม่นานก็จะปล่อยตัว ขณะนี้รอเพียงขั้นตอนบางอย่างตามระเบียบของทางเรือนจำเท่านั้น รวมถึงการตัดยอดเงินจากบัญชีที่ญาติฝากให้ผู้ต้องขังใช้ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนดูผิดปกติ ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จากดีใจอยู่หลัด ๆ ในช่วงบ่าย กลับกลายเป็นความกระวนกระวาย รอจนถึงค่ำราว ๑ ทุ่ม จึงได้ข่าวจากเจ้าหน้าที่ว่า มีหนังสืออายัดตัวพระไว้ ๓  รูป คือ พระพรหมสิทธิ พระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ ส่วนพระ ๒ รูป คือ พระศรีคุณาภรณ์ และพระครูสิริวิหารการ ได้รับการปล่อยตัว เพราะไม่มีหนังสืออายัดตัวไว้

เหมือนฟ้าผ่าลงกลางความหวังสุดท้าย

พอรู้ข่าวว่า พระจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดตัวต่อเท่านั้น ความโกลาหลก็เกิดขึ้น พวกเด็ก ๆ ที่ดูแลคอยเอาใจช่วยอยากให้พระอาจารย์ได้รับการประกันตัว ต่างกอดคอกันร้องไห้ระงมห้องผู้ต้องขัง

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อธิบายขั้นตอนให้ฟังว่า เมื่อออกไปด้านหน้าเรือนจำแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอายัดตัวต่ออีกครั้ง เพราะยังมีหมายจับอีกใบ ต้องไปนอนในห้องขังที่กองปราบ ฯ จนกว่าจะถูกนำไปขออำนาจศาลฝากขังอีกรอบหนึ่ง ซึ่งก็จะเข้าสู่กระบวนการเดิมเช่นเดียวกับวันแรกที่ถูกจับกุมมาคุมขังไว้

เวลาจะผ่านไปดึกเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ในสมองยังเต็มไปด้วยคำถามมากมาย สุดท้ายก็ได้ความคิดว่า  “ไม่ว่า วันพรุ่งนี้มันจะเป็นอย่างไร ไม่ว่า ชะตาจะลากชีวิตไปถึงไหน ไม่ว่า จะเป็นวิบากของกรรมอะไร ให้มันเป็นไปจนถึงที่สุด เราผู้ชื่อว่า เป็นบุตรของพระพุทธองค์ จะเผชิญกับมัน ชะตาชีวิต !

เมื่อปลงใจลงได้ดังนี้ ความหนักในสมองก็คลายออก ในอกก็โล่งเต็มไปด้วยความปลอดโปร่ง พร้อมที่จะเผชิญกับอะไรก็ตามในวันข้างหน้า

แต่แล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มาแจ้งว่า ตำรวจมีหนังสือถอนอายัดแล้ว เนื่องจากเป็นอายัดในคดีเดิม ที่ทำไว้ตั้งแต่การถูกจับกุมครั้งแรก โดยยังไม่ได้มีการถอนอายัดหลังมีการจับกุมแล้ว ตอนนี้ตำรวจถอนอายัดให้แล้ว

เท้าก้าวแรกได้สัมผัสพื้นดินแห่งอิสรภาพนอกกำแพงสูงแล้ว แม้จะรับรู้ว่า มันเป็นแค่อิสรภาพเพียงชั่วคราว แต่ก็เป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การต่อสู้เพื่ออิสรภาพที่แท้จริง และมันจะเป็นก้าวแห่งการคืนความเป็นธรรมให้กับพระศาสนา

นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จะเป็นวินาทีแห่งการต่อสู้แบบเต็มกำลังศักยภาพมันสมองของเรา

ย้อนกลับไปเหตุการณ์หลังวันเลือกตั้งทั่วไป หลายเดือนก่อนหน้าจะถึงวันได้รับการประกันตัว (มีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒)

การดำเนินการขอประกันตัวครั้งใหม่ เริ่มมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน โดยผู้ประสานงานได้นำเอกสารเกี่ยวกับคดีไปปรึกษาผู้ใหญ่ทางกฎหมายท่านหนึ่ง (-สงวนนาม) เพื่อชี้ให้เห็นว่า พระไม่ได้ทุจริต มีความผิดปกติบางอย่าง นำมาซึ่งความไม่เป็นธรรมกับพระสงฆ์

ผู้ใหญ่คนดังกล่าว ปรารภว่า “พระทำผิดก็ต้องรับโทษเหมือนคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นพระ ถ้าทำผิดก็ต้องได้รับโทษเหมือนกันหมด

ผู้ประสานงานเปิดเอกสารเกี่ยวกับคดีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและตำรวจนำเช็คผิดฉบับ  ผิดปีงบประมาณ ผิดโครงการ มาดำเนินคดีกับพระ ให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นดู ซึ่งเราเรียกคดีนี้ว่า คดี อท. ๒๐๕/๒๕๖๑

ผู้ใหญ่คนดังกล่าว ถึงกับนิ่งอึ้ง ตกใจกับข้อเท็จจริงที่เห็น ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อมูลที่ปรากฏทางสื่อมวลชนอย่างสิ้นเชิง ท่านจึงปรารภว่า “ทำกับพระกันได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ” ท่านขอเวลาศึกษาข้อมูลประมาณหนึ่งอาทิตย์ จึงจะให้คำตอบว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป

อาทิตย์ต่อมา ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่คนดังกล่าวว่า ได้ศึกษาข้อมูลแล้ว จะต้องช่วยกันให้ความเป็นธรรมกับพระสงฆ์  อย่างน้อยก็ให้ท่านได้รับการประกันตัวออกไปก่อน ให้ดำเนินการทำเอกสารยื่นขอประกันตัวในช่วงประมาณวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒

คุณจอย จิดาภา นารายณ์ทอง ในฐานะนายประกัน จึงเตรียมความพร้อมเอาไว้ทั้งหลักทรัพย์และเงินสดที่จะใช้ในการค้ำประกัน โดยแยกตามคดีที่ถูกฟ้อง แต่พอใกล้จะถึงวันดังกล่าว กลับมีการแจ้งขอให้เลื่อนการยื่นประกันตัวออกไปก่อน เพราะผู้ที่จะดำเนินการประกันตัว ขอเวลาหารือเรื่องบางอย่างเพิ่มเติมอีกครั้ง

ในการพบกันครั้งนี้ ผู้ประสานงานได้นำเอกสารของทางราชการบางอย่างให้ดูเพิ่มเติมอีกด้วย โดยเอกสารดังกล่าว เป็นรายการอนุมัติงบอุดหนุนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน่วยงานนอกสังกัดอีกหลายหน่วยงานได้รับงบประมาณก้อนเดียวกันกับวัดสระเกศ ในใบอนุมัติคราวเดียวกัน ในงบประมาณปีเดียวกัน คือ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการ และสำนักงาน ป.ป.ช.

นอกจากนั้น ยังมีวัดต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ที่ได้รับงบประมาณเช่นเดียวกันกับวัดสระเกศ, วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศาราม แต่ก็ไม่มีวัดใดถูกดำเนินคดี

ผู้ใหญ่คนดังกล่าว เห็นเอกสาร ถึงกับปรารภว่า “แบบนี้ กระบวนการยุติธรรมฉิบหายกันหมดแล้ว  อย่าว่าแต่ทำอย่างนี้กับพระสงฆ์เลย ต่อให้เป็นคนทั่วไป ก็ทำแบบนี้ไม่ได้ เอาเอกสารผิดมาฟ้องเพื่อต้องการให้พระติดคุก มันต้องปล่อย ส่วนจะมีหลักฐานใหม่ ก็แจ้งความกันใหม่ เป็นเรื่องใหม่ไป ไม่ใช่จับพระสงฆ์ขังคุกไว้เปล่า ๆ แบบนี้

จึงกำหนดวันดำเนินการยื่นขอประกันตัวใหม่อีกครั้ง ในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒

แต่พอถึงวันดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถประกันตัวได้ ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจึงนัดหารือกันอีกครั้ง โดยได้เปิดเอกสารสำคัญบางอย่างออกดูร่วมกัน ในท้ายข้อกล่าวหาจากเอกสารดังกล่าว ได้ทำเป็นตัวหนาสีดำเอาไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลของการจับกุม นำมาสู่คำว่า “คดีนโยบาย” โดยนำเรื่องเงินทอนวัดมาเป็นข้ออ้าง แต่ในการสั่งฟ้องถูกตัดเหตุผลนั้นทิ้งไป เป็นข้อกล่าวหานอกสำนวน

หากใส่เข้าไปในสำนวน อาจทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องเงินทอนวัดอ่อน แต่ก็ไม่ทราบว่า เป็นเอกสารอะไร   ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันว่า ถ้าจะช่วยกันทำบุญใหญ่ให้พระได้ออกมาตลอดรอดฝั่ง เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม ต้องให้พระอดทนกันไปก่อน ในระหว่างนี้ ยังอยู่ในอำนาจของคณะปฏิวัติ (คสช.) ยังมีมาตรา ๔๔ ครอบอยู่ หากประกันตัวออกไปในเวลานี้ เกิดความผิดพลาดขึ้นมา ถูกถอนประกัน กลับเข้าไปอีกครั้ง อาจไม่ได้รับการประกันตัวอีกเลย

อีกอย่าง ยังมีพระผู้ใหญ่บางรูป คอยกำกับเรื่องนี้อยู่ ทั้งยังถูกแทรกแซงจากกลุ่มคนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากภายในวัดสระเกศเอง หากประกันตัวออกไปในระหว่างนี้ เชื่อว่า จะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก อย่างแน่นอน และอาจมีความพยายามจับกุมพระให้กลับเข้าไปในเรือนจำอีกครั้ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ในครั้งต่อไป จะเป็นการยากที่จะได้รับการประกันตัวออกมา

การประกันตัว จึงต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะกรณีคดีของพระสงฆ์ เป็นกรณีมีความผิดปกติมาตั้งแต่ต้น ทั้งยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีการแอบอ้างบุคคลสำคัญ เกี่ยวข้องผูกโยงกับบุคคลหลายฝ่าย

ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจึงหารือร่วมกัน เลื่อนการยื่นขอประกันตัวออกไปราวกลางเดือนสิงหาคม รอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้าทำหน้าที่บริหารไปสักระยะหนึ่ง จึงค่อยดำเนินการต่อไป

ในระหว่างนี้ จึงขอให้นำความดังกล่าวไปแจ้งพระสงฆ์ทั้ง ๕ รูป ที่อยู่ในเรือนจำให้อดทนไปก่อน

ก้าวเข้าสู่อาทิตย์สุดท้าย ก่อนได้รับการประกันตัว ข่าวคราวที่พระสงฆ์กำลังดำเนินการยื่นขอประกันตัวถูกแพร่งพรายออกไปสู่บุคคลภายนอก ความพยายามที่จะกล่อมให้พระยอมรับสารภาพ กลับมามีบทบาทอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความพยายามที่เป็นไปอย่างจริงจัง

แม้จะถูกคุมขังมาปีกว่า แต่ญาติโยมก็ยังตามให้ความอุปถัมภ์ ดังนั้น พระทุกรูปจะตัดสินใจฝ่ายเดียวไม่ได้ การจะตัดสินใจใด ๆ ต้องผ่านความเห็นชอบจากญาติโยมของวัดสระเกศด้วย

วันที่ ๙ (วันศุกร์) สิงหาคม ๒๕๖๒

ตกลงเป็นที่ยุติว่า ได้เวลาทำเรื่องประกันตัว โดยผู้ประสานงานนัดกันว่า วันนี้จะทำหนังสือขอประกันตัวมาให้ลงนาม แต่หนังสือที่เข้ามา กลับกลายเป็นหนังสือให้รับสารภาพ จึงยังไม่เซ็น ขอเวลาได้หารือกันก่อน   โดยข้อความในตอนท้ายหนังสือรับสารภาพ บรรยายว่า เนื่องจากเป็นพระภิกษุ บวชมาตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่รู้เรื่องทางโลก ทำไปด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา จึงรับสารภาพ เพื่อจะได้รับความเมตตาจากศาล

ขณะที่อาจารย์ผู้เฒ่า ยืนยันให้เซ็นรับสารภาพตามที่เขาแนะนำมา ถ้าไม่รับสารภาพจะต้องติดคุกยาวนานนับ ๕๐ ปี ตามที่ได้ยินมาจากนายตำรวจยศนายพล และ อดีตอัยการอาวุโสท่านหนึ่ง (-สงวนนาม) แต่ถ้ารับสารภาพ เชื่อว่า จะได้รับเมตตาลดหย่อนให้เหลือรอลงอาญา ได้ตอบอาจารย์ผู้เฒ่าซึ่งนายตำรวจยศนายพลคนดังกล่าวใช้ให้มาสื่อสารไปว่า

อิสรภาพย่อมมาพร้อมกับความบริสุทธิ์ เพราะอิสรภาพของผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ การพิสูจน์ความบริสุทธิ์จะต้องผ่านการต่อสู้ และการต่อสู้อย่างยุติธรรมนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม

การให้ประกันตัวจึงเป็นหนึ่งในการให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา ได้ต่อสู้กันอย่างเป็นธรรม ถึงแม้จะเป็นพระภิกษุที่ถูกปฏิบัติเยี่ยงนักโทษไปแล้วก็ตาม ก็ควรได้โอกาสในการต่อสู้อย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกัน ไม่ใช่การต่อรองให้รับสารภาพ

ในระหว่างนี้ เหมือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องว่ากันทีละวัน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ขอเวลาครุ่นคิดและหารือกันหนึ่งคืน นอนหลับให้เต็มอิ่ม พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

วันที่ ๑๐ (วันเสาร์) สิงหาคม ๒๕๖๒

การเจรจาเรื่องการเซ็นรับสารภาพเริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยผู้ประสานงานแจ้งว่า เป็นนโยบายของบุคคลสำคัญ หากทุกรูปเซ็นรับสารภาพ จะได้รอลงอาญา

เขายื่นข้อเสนอว่า “แม้รอลงอาญา ก็ยังกลับไปครองจีวรได้เหมือนเดิม เหมือนกรณีของพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกดำเนินคดีถึง ๔ หรือ ๕ คดี และท่านรับสารภาพ ศาลจึงตัดสินให้รอลงอาญา  ปัจจุบันท่านก็ยังดำรงสมณศักดิ์เหมือนเดิม ยังเป็นเจ้าอาวาส และยังเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองเหมือนเดิม”

พวกเรา จึงแย้งไปว่า “ในขณะต่อสู้คดี พระเถระวัดที่ถูกอ้างถึง ท่านยังไม่ได้ถูกถอดจีวร เมื่อศาลพิพากษาลงโทษ แต่ให้รอลงอาญา ท่านจึงยังครองจีวรอยู่เหมือนเดิมได้

แต่ในกรณีของพวกเรา จะถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ้างว่า ครองจีวรไม่ได้ เนื่องจากเป็นกรณีที่ถูกถอดจีวรแล้ว และถูกจับกุมไปคุมขังไว้ในเรือนจำแล้ว ถือว่าพ้นสภาพความเป็นพระภิกษุไปแล้วตามกฎหมาย จึงจะกลับมาครองจีวรอีกไม่ได้

ดังนั้น ทุกรูปจึงเสนอว่า “ถ้าอย่างนั้น ให้ได้รับการประกันตัวออกไป ได้ครองจีวรก่อน แล้วจึงค่อยมาพิจารณาถึงการเซ็นรับสารภาพกันอีกครั้ง”

เมื่อเจรจาให้พวกเราเซ็นรับสารภาพไม่ได้ เขาจึงตกลงตามเงื่อนไขดังกล่าว โดยให้ประกันตัวออกไปก่อน จากนั้น จึงค่อยคุยกันเรื่องเซ็นรับสารภาพในภายหลัง

อีกอย่างหนึ่ง การนำเอกสารมาให้เซ็นรับสารภาพโดยที่ไม่ได้ผ่านการรับรู้ของญาติโยมวัดสระเกศ ก็อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ เพื่อไม่ให้เป็นการหักหาญน้ำใจ และไม่เป็นการสร้างศัตรูกับใครก็ไม่รู้โดยไม่จำเป็น ทั้งพวกเราเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่า ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการเขียนคำรับสารภาพมาให้ลงนาม

การโอนอ่อนผ่อนตามบ้างในบางโอกาส แต่ไม่ทิ้งหลัก ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อประเมินสถานการณ์ไปด้วย

พวกเราจึงหาเหตุเพื่อดึงเวลาออกไป โดยแจ้งแก่ผู้มาประสานงานว่า ขอให้พวกเราได้คุยกับญาติโยมของวัดเสียก่อนว่า ญาติโยมจะเห็นด้วยหรือไม่ รอให้ถึงวันจันทร์ เพื่อจะได้หารือกับคณะญาติโยมของวัดก่อน

การเจรจาเรื่องการเซ็นรับสารภาพจึงยุติลง เพื่อรอคำตอบที่ชัดเจนจากการประชุมของญาติโยมในวันจันทร์

แม้ผลการเจรจาจะเป็นอย่างไร แต่พวกเราได้ตกลงกันเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะไม่ยอมเซ็นรับสารภาพอย่างเด็ดขาด แม้สุดท้ายแล้ว หากหาข้อยุติไม่ได้ ก็จะต่อสู้คดีในเรือนจำไปจนถึงที่สุด

วันที่ ๑๑ (วันอาทิตย์) สิงหาคม ๒๕๖๒

วันนี้เป็นวันหยุด จึงพากันเดินออกกำลังกายตามปกติ ส่วนผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ยังคงแบ่งข้างกันเล่นฟุตบอล บางกลุ่มเล่นตะกร้อ เหมือนวันหยุดที่ผ่าน ๆ มา แมวเปลี่ยวตัวเดิมยังเดินเตร็ดเตร่ไปมาตามริมกำแพงสูง นกกางเขนคู่เดิมยังบินวนเกาะอยู่ที่ลวดหนาม บรรยากาศโดยรอบดูเงียบพิกล

เราจะไม่สิ้นหวัง เราจะยังมีความหวังต่อไป

ถ้าเราสิ้นหวัง ไม่ใช่แค่อิสรภาพเท่านั้นที่จะสูญสิ้นไป แต่ความฝันของเราจะสูญสิ้นไปด้วย และเรายังชื่อว่า ทำลายความฝันของคนที่เกี่ยวข้องกับเราอีกเป็นจำนวนมาก

แม้ถูกคุมขังอยู่ในกรงขัง แต่ใจเราก็ยังไม่ไร้อิสรภาพ ยังคงครุ่นคิด ยังคงพิจารณายังคงหาทางออก แต่บางคนมีอิสรภาพ กลับขังตัวเองไว้ในกรงขังแห่งจิตวิญญาณที่ตัวเองสร้างขึ้น เขาวาดภาพลวงตาขึ้นมา แล้วนำตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น เขากักขังตัวเองไว้ในคุก คือ การหลอกลวงที่สร้างมาเองในสมอง แล้วกักขังตัวเองไว้ในวังวนของความคิด ฯ

วันที่ ๑๒ (วันจันทร์) สิงหาคม ๒๕๖๒    

ตัวแทนญาติโยมประชุมกันยืนยันจะไม่ยอมให้เซ็นรับสารภาพ ไม่ว่าจะอยู่อีกนานแค่ไหน พวกญาติโยมก็จะช่วยกันดูแล มีมติร่วมกันว่า ให้แจ้งผู้ประสานงานไปว่า ไม่ให้พระเซ็นรับสารภาพ ให้ถือเงื่อนไขเดิม คือ ต้องได้รับการประกันตัวออกไปก่อนเท่านั้น

แต่ถึงแม้ไม่ยอมให้ประกันตัว ถ้าพระจะต้องอยู่ในเรือนจำ นานแค่ไหน จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ญาติโยมก็จะคอยช่วยกันดูแลตลอดไป จนกว่าจะสิ้นสุดคดีความ ฯ

วันที่ ๑๓ (วันอังคาร) สิงหาคม ๒๕๖๒

การเข้ารับการรักษาดวงตาทั้งสองข้างตามกระบวนการผู้ป่วยใหม่ ตั้งแต่ทำประวัติ ตรวจวัดความดันร่างกาย และตรวจวัดความดันลูกตา จนในที่สุดก็เข้าพบหมอจักษุที่โรงพยาบาลตำรวจ

ขั้นตอนการรักษาทั้งหมด หมอเป็นผู้ดำเนินการให้

ภายหลังจากทำการตรวจรักษาแล้ว หมอได้ให้คำแนะนำอย่างจริงจัง ถึงอย่างไร ก็ต้องผ่าตัดจึงจะปลอดภัย โดยในระหว่างนี้ จะเคลื่อนไหวอะไรต้องช้า ๆ ไม่ให้เร็ว ถ้ามีแสงเหมือนฟ้าแลบต้องหยุดนิ่ง ๆ ทันที

เมื่อกระบวนการในการตรวจพร้อมกับหมอนัดครั้งต่อไปในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เสร็จสิ้นลง หมอเข้ามากราบลา แล้วรถก็เคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาลตำรวจ ปลายทางอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

พอรถเคลื่อนเข้าเขตเรือนจำ มองผ่านลูกกรงบนรถลงมา ก็เห็นญาติโยมมารอเยี่ยมเป็นจำนวนมาก

อีกครั้งหนึ่ง ที่ได้เห็นน้ำตาของญาติโยมยืนกุมหน้าร้องไห้เมื่อเห็นเราอยู่ในสภาพพระภิกษุนักโทษ ในใจของญาติโยมจะคิดอย่างไรก็ยากที่จะหยั่งเข้าไปรับรู้ได้ แต่สภาพที่เห็น คงดูเป็นที่เวทนายิ่ง ฯ

วันที่ ๑๔ (วันพุธ) สิงหาคม ๒๕๖๒  

หลังจากได้ข้อยุติของการยื่นขอประกันตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช้าวันนี้ เป็นอีกวันที่รู้สึกถึงความปลอดโปร่ง เหมือนการได้ปลงภาระหนักที่แบกมาเนิ่นนานลง จึงคู้บัลลังก์สมาธิเข้า แล้วทบทวนในมหาสติปัฏฐาน ดิ่งลึกลงสู่ลมหายใจอันว่างเปล่า เพื่อตัดความยินดียินร้ายออกไป ไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร เราก็ได้ทำแล้ว

ปล่อยให้มันเกิดขึ้น และเป็นไปตามธรรมดาของมัน

มหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์แสดงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติไว้ ๔ หมวด คือ

            -กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

            -เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

            -จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

            -และ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยกาย พระพุทธองค์ให้เราเห็นกายอยู่เนือง ๆ โดยเริ่มต้นจากลมหายใจ

ทรงมีกุศโลบายในการเฝ้าดูกาย จนเห็นกายว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ ให้มีสติอยู่กับลมหายใจเข้า มีสติอยู่กับลมหายใจออก ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจสั้น หรือลมหายใจยาว ก็ให้รู้ เพียงรู้ลมที่เคลื่อนเข้าเคลื่อนออก

ช่วงแรก หากกำหนดลมหายใจไม่ทัน อาจกำหนดบริกรรมในใจว่า “รู้ ๆ ๆ” ก็ได้ พอได้สติค่อย กลับมากำหนดรู้ลมหายใจ แล้วก็สลับไปดูความคิดบ้าง

ในขณะที่เฝ้าดูลมหายใจ เมื่อมีความคิดผ่านเข้ามา ก็ให้ดูความคิด ดูแค่พอให้รู้ว่าเป็นความคิดเท่านั้น ก็ปล่อยผ่านไป อย่าไปตามความคิด จากนั้น ให้เปลี่ยนการรับรู้มาจดจ่ออยู่กับลมหายใจต่อไป ถ้าเผลอสติไปบ้าง ไม่ทันได้กำหนดลมหายใจ ก็ตั้งหลักใหม่ ด้วยการท่องในใจว่า “รู้ ๆ ๆ” เป็นการเรียกสติกลับมา ทำอย่างนี้ บ่อย ๆ จนเกิดความรู้เฉพาะตัวขึ้นมา เห็นความคิดว่าเป็นความคิด เห็นลมหายใจว่าเป็นลมหายใจ สามารถแยกออกได้ระหว่างความคิดกับลมหายใจ เห็นชัดลงไปว่า ความคิดเป็นความคิด ลมหายใจเป็นลมหายใจ ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาว่า “ลมหายใจนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความคิดนี้ ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความอยากนี้ ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ทั้งความเคียดแค้นชิงชังนี้ ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา”  

ในทางปฏิบัติ เราหายใจอยู่ตามปกติ ก็รู้ลมหายใจตามปกติ ลมหายใจตามปกติของเรา ในบางขณะก็มีสั้นบ้าง ยาวบ้าง ติดบ้าง ขัดบ้าง ก็รู้ลมหายใจตามปกติที่สั้นบ้าง ยาวบ้างนั้น เรียกว่า หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ รู้ไปตามปกติของลมหายใจ ไม่ปรับ ไม่แต่ง ไม่ดัดแปลงลมหายใจให้สั้น ให้ยาว ไม่ดัดแปลงลมหายใจให้ผิดไปจากธรรมชาติขณะนั้น ๆ ที่กำลังเข้า-ออกอยู่

อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายด้วยการพิจารณาอิริยาบถ เมื่อเดินก็รู้ว่าเดิน เมื่อนั่งก็รู้ว่านั่ง เมื่อนอนก็รู้ว่านอน ไม่ว่าจะคู้เข้า เหยียดออก ก็รู้อาการคู้เข้าเหยียดออกนั้น ๆ ให้เพียงมีความรู้สึกรับรู้ไปตามอาการของกายที่เคลื่อนไหวไปเท่านั้น ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามความคิดที่ผ่านมาในขณะที่อยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ

อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายนี้ว่า เป็นของปฏิกูล ไม่สะอาด คือรู้อยู่กับอาการ ๓๒ เฝ้าเพ่งพินิจพิจารณาร่างกายตั้งแต่ฝ่าเท้าจรดปลายผม ตั้งแต่ปลายผมจรดฝ่าเท้า ทุกส่วนถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยถุงหนังโดยรอบ ข้างในถุงหนังเต็มไปด้วยของไม่สะอาดนานาประการ ดังนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร

 นี้คือ การพิจารณากายให้เห็นเป็นของไม่สะอาด เป็นอสุภะ บางทีก็เรียกว่า “อสุภกรรมฐาน”

อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายด้วยการแยกชิ้นส่วนอวัยวะร่างกายออกกองไว้เป็นกองได้ ๔ กอง จนเห็นร่างกายเป็นแค่ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนเวลาที่เขาฆ่าโคแล้วชำแหละชิ้นส่วนออกเป็น ๔ กองแยกไว้ต่างหาก สำหรับวางขายให้คนมาเลือกซื้อ

ในการพิจารณาธาตุนี้ ตอนแรกหากนึกไม่ออก ก็ให้ใช้สัญญา คือ ความทรงจำระลึกภาพตามที่จำได้ไปพลางก่อน คือ เราจำได้ว่า “เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก” เป็นธาตุดิน “เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำลาย น้ำมูก น้ำตา” เป็นธาตุน้ำ “ลมที่พัดตามร่างกาย ลมหายใจเข้าออก” เป็นธาตุลม “อากาศที่ร้อนอยู่ในตัวเรา” เป็นธาตุไฟ นึกกลับไปกลับมาซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ จนกว่าสภาวะจิตเห็นร่างกายตัวเราเองมีแต่ความเป็นธาตุ ดำรงอยู่โดยความเป็นธาตุ และเป็นไปโดยความเป็นธาตุ หาใช่สิ่งมีชีวิตที่จะให้เข้าไปยึดถือด้วยตัณหาและทิฐิว่าเป็นตัวตนเราเขา

มาถึงขั้นนี้ จะเห็นว่า การฝึกสติตามวิธีสติปัฏฐานจะเริ่มละเอียดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ

อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายนี้ เหมือนซากศพ มีถึง ๙ ระยะด้วยกัน

ระยะแรกให้ระลึกถึงศพที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า ตายแล้ว ๑ วัน ๒ วัน หรือตายแล้ว ๓ วัน ขึ้นอืดพอง มีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหล แล้วให้พิจารณาย้อนกลับมา ที่กายเราว่า วันหนึ่งร่างกายของเราก็จะเป็นไปอย่างนี้เช่นกัน แล้วก็พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าต่อไปอีกว่า กำลังถูกฝูงนกการุมจิกกิน กำลังถูกฝูงสุนัขกัดกิน และกำลังถูกหมู่สัตว์เล็กสัตว์น้อยบินว่อนตอมกัดกิน

จากนั้น ก็พิจารณาซากศพในป่าช้าที่ยังคงสภาพเป็นร่าง มีเนื้อและเลือดที่ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่

 ต่อมา ก็พิจารณาซากศพ เป็นร่างกระดูกเปื้อนด้วยเลือด แต่ไม่มีเนื้อ มีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ กระทั่งพิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นกระดูกที่กระจัดกระจายไปตามทิศต่าง ๆ กระดูกมือไปอยู่ที่หนึ่ง กระดูกเท้าไปอยู่อีกที่หนึ่ง กระดูกแข้ง กระดูกขา กระดูกสะเอว กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง กระดูกหน้าอก กระดูกแขน กระดูกไหล่ กระดูกคอ กระดูกคาง กระดูกฟัน กะโหลกศีรษะ ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องผูกรัด เรี่ยรายไปทิศต่าง ๆ

จากนั้น ก็พิจารณาซากศพ ให้เห็นกระดูกที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีสีขาวประดุจสีสังข์ แล้วก็พิจารณาซากศพที่ตายเกินหนึ่งปีขึ้นไป ที่เป็นกองกระดูกเรี่ยรายในป่าช้า จนกระทั่งพิจารณาซากศพในป่าช้า เป็นกระดูกผุละเอียดเป็นจุณ แล้วน้อมเข้ามาที่ตัวว่า วันหนึ่ง เราก็จักเป็นเช่นนี้

ในที่สุด เมื่อดูกายที่เคลื่อนไหวตามรูปทรงในอิริยาบถต่าง ๆ ก็ดูแบบแยกธาตุ แยกชิ้นส่วน จนเห็นร่างกายไร้วิญญาณย่อยสลายกลายเป็นผุยผง ก็ไม่มีอะไรเป็นเราสักอย่างเดียว

ก็จบการพิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่เพียงเท่านี้

ต่อมา ก็พิจารณาหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยเวทนา คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ

การพิจารณาเวทนาอยู่เป็นประจำ ก็คือ พิจารณาความรู้สึกของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนแยกออกได้ว่า สุขเวทนา เวลารู้สึกสุขเป็นอย่างนี้ ทุกขเวทนา เวลารู้สึกทุกข์เป็นอย่างนี้ รู้ละเอียดลงไปแม้กระทั่งเวลาเหม่อลอย เฉย ๆ เฉื่อย ๆ ไม่ทุกข์และไม่สุขว่า เป็นอย่างนี้ เป็นการฝึกให้รับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองที่มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนอยู่ตลอด

พอเห็นความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ก็เห็นเวทนาสักแต่ว่าเป็นความรู้สึก เอาเข้าจริง ๆเวทนาก็ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราที่จะไปยึดไว้เป็นทิฐิ เป็นตัณหา จนเกิดความยึดมั่นถือมั่นในเวทนานั้น ๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา

สติปัฏฐานสองหมวดแรก ได้แก่ กาย และ เวทนา สรุปรวมกันก็คือส่วนที่เป็น “รูป” หรือ รูปธรรม

ส่วนสติปัฏฐานอีกสองหมวด ได้แก่  “จิต และ “ธรรม” ก็คือส่วนที่เป็น “นาม” หรือ นามธรรม จึงเรียกกายนี้ตามสภาวะธรรมชาติว่า “รูปนาม”

สำหรับหมวดที่สาม จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยจิต

ด้วยความที่เราไม่สามารถมองเห็นจิตได้ เพราะจิตเป็นนามธรรมจึงต้องอาศัยการสังเกตดูอาการของจิตเป็นหลัก พระพุทธองค์ได้วางรูปแบบการสังเกตจิตเอาไว้

เมื่อจิตมีราคะก็ให้รู้ว่า มีราคะ เมื่อราคะดับ ก็ให้รู้ว่า จิตหายจากราคะ “เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นตัวราคะ”

เมื่อจิตมีโทสะ ก็ให้รู้ว่า มีโทสะ เมื่อโทสะดับ ก็ให้รู้ว่าจิตหายจากโทสะ “เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นความโกรธ ความมีน้ำโห” พอหายโกรธก็รู้ตัวว่าหายโกรธแล้ว

เมื่อจิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ เมื่อจิตหายจากโมหะ ก็รู้ว่าโมหะดับ “เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นความลุ่มหลง มัวเมา”

เมื่อจิตหดหู่ ก็รู้ว่า จิตหดหู่ เมื่อจิตหายจากหดหู่ ก็รู้ว่า ความหดหู่ดับ เมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน เมื่อจิตหายฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่า ฟุ้งซ่านดับ เมื่อจิตมีพรหมวิหาร ๔ ก็รู้ว่า มีพรหมวิหาร ๔ เมื่อจิตเกิดสภาวธรรม ก็รู้ว่า จิตเกิดสภาวธรรม เมื่อจิตมีสภาวธรรมดับไป ก็รู้ว่า จิตมีสภาวธรรมดับไป เมื่อจิตตั้งมั่น ก็รู้ว่า จิตตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ว่า จิตไม่ตั้งมั่น เมื่อจิตหลุดพ้น ก็รู้ว่า จิตหลุดพ้น เมื่อจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่า จิตยังไม่หลุดพ้น  “เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นความหดหู่ ความฟุ้งซ่าน ความเบื่อหน่าย ความมีเมตตา และความมีกรุณา เป็นต้น ก็เท่ากับว่าเห็นจิตไปด้วย”

เมื่อเราพิจารณาเห็นจิตเช่นนี้อยู่เนือง ๆ ย่อมเห็นจิตมีแต่เกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพียงสักแต่ว่า เห็นความไม่คงที่ของจิต เห็นความแปรปรวนไปของจิต แล้วไม่เข้าไปยึดถือด้วยทิฐิมานะ ก็จะถอนความยึดมั่นถือมั่นในจิตออกไปได้

ส่วนการพิจารณาหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยธรรม

ในเบื้องต้นมุ่งพิจารณาธรรมที่เป็นอารมณ์หยาบของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นความรัก (กามฉันทะ) ความชัง (พยาบาท) ความเบื่อหน่าย ไม่สดชื่นเบิกบาน (ถีนมิทธะ) ความลุ่มหลงมัวเมา (ถีนมิทธะ) และความกล้า ๆ กลัว ๆ ลังเล จับจด (อุทธัจจกุกกุจจะ) เรียกว่า นิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่คอยขัดขวางไม่ให้จิตมีกำลังในการทำเรื่องที่ดี หรือ ไม่ให้จิตมีกำลังในการทำหน้าที่ ดังนี้

๑. กามฉันทะ (รัก) คนเรามักมีอารมณ์ติดข้องในความพึงพอใจ ให้พิจารณาว่า ตอนนี้ สภาวะภายในจิตของเรามีกามฉันทะ คือ ความพึงพอใจติดข้องอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ตามที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้สัมผัสเข้าหรือไม่ ถ้ามีก็ให้รู้ว่ามี ถ้ากามฉันทะดับไป ก็ให้รู้ว่าดับไป และรู้ด้วยว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้กามฉันทะเกิด และกามฉันทะดับลงได้อย่างไร

๒. พยาบาท (ชัง) คนเรามักมีอารมณ์ติดข้องในความพยาบาท ให้พิจารณาว่า ตอนนี้ สภาวะภายในจิตของเรามีความพยาบาทหรือไม่ เมื่อมีความพยาบาท ก็ให้รู้ว่ามี เมื่อไม่มีความพยาบาท ก็ให้รู้ว่าไม่มี และรู้ต่อไปว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ความพยาบาทเกิดขึ้นในจิตของเรา และความพยาบาทดับลงได้อย่างไร

๓. ถีนมิทธะ (ไม่เบิกบาน) คนเรามักมีอารมณ์ง่วงซึม เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ไม่สดชื่นเบิกบาน ให้พิจารณาว่า ตอนนี้ ภายในจิตของเราถูกถีนมิทธะครอบงำหรือไม่ เมื่อมีถีนมิทธะเกิดขึ้นทำให้จิตเกิดความมืดมัว โงกง่วง เฉื่อยชา ไม่สดชื่นเบิกบาน ก็รู้ตัวว่า เราถูกถีนมิทธะครอบงำจิต เมื่อถีนมิทธะดับลง ก็รู้ว่า ถีนมิทธะดับลงแล้ว

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ฟุ้ง) คนเรามักคิดฟุ้งไปตามอารมณ์เพราะไม่รู้ตัว ให้พิจารณาว่า ตอนนี้ ภายในจิตของเรามีความคิดแส่ส่ายฟุ้งไปหรือไม่ เมื่อจิตมีความฟุ้งก็รู้ว่าจิตเรากำลังฟุ้งอยู่ เมื่อความฟุ้งดับลง ก็รู้ว่า ความความฟุ้งดับลง และรู้ว่า ความคิดฟุ้งเกิดขึ้นได้อย่างไร และดับลงได้อย่างไร

๕. วิจิกิจฉา (ลังเล) คนเรามักตกอยู่ในอารมณ์ขี้กังวล กล้า ๆ กลัว ๆ ลังเล สงสัย จับจด ให้พิจารณาว่า ตอนนี้เรามีความลังเลใจสงสัย มีความกังวล กล้า ๆ กลัว ๆ มีความไม่เต็มที่ ไม่มั่นใจ จะทำอะไรก็ไม่ทะลุทะลวง เพราะจิตมันไม่ทะลุทะลวง มัวแต่จับจด ๆ หรือไม่ เมื่อความลังเลสงสัยหายไป ก็รู้ว่า ความลังเลสงสัยหายไป และรู้ด้วยว่า อะไรที่เป็นสาเหตุของความลังเล สงสัย จับจด ๆ หายไป

การให้พิจารณานิวรณ์ ๕ คือ ความรัก (กามฉันทะ) ความชัง (พยาบาท) ความไม่สดชื่นเบิกบาน (ถีนมิทธะ) ความลุ่มหลงมัวเมา (ถีนมิทธะ) และความกล้า ๆ กลัว ๆ ลังเล จับจด (อุทธัจจกุกกุจจะ) ก่อน เนื่องจากนิวรณ์เป็นสภาวธรรมทางอารมณ์ที่หยาบของมนุษย์ หรือจะเรียกว่า เป็นอารมณ์ดิบของมนุษย์ก็ได้ โดยเฉพาะรักชัง ซึ่งจะพิจารณาเห็นได้ง่ายกว่าสภาวธรรมที่ละเอียด จึงให้ดูนิวรณ์ไปก่อน แล้วค่อยยกระดับการพัฒนาจิตขึึ้นไปสู่การดูสภาวธรรมที่ละเอียดในภายหลัง

ส่วนสภาวธรรมที่ละเอียด ในแง่ของการปฏิบัติสมาธิ เมื่อพูดถึงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มักมุ่งถึงสภาวธรรมที่มีผลมาจากจิตได้สัมผัสกับความสงบจากการปฏิบัติสมาธิ ซึ่งจะเกิดอาการอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น เรียกอาการนั้นว่า “ธรรม” หรือ “สภาวธรรม” รู้กันโดยทั่วไปว่า “นิมิต”

หรือ “วิปัสสนูปกิเลส” เช่น เมื่อจิตสงบลมหายใจจะเป็นลำแสงเข้าออก ลมหายใจบางเบา ลมหายใจหายไป ลมหายใจกลับมา เกิดอาการตัวโยก ตัวเอียง ตัวหนัก ตัวลอยขึ้น ดิ่งลง มีแสงสว่างมาก มีแสงสว่างน้อย มีแสงสว่างหลายเฉดสี ขยายใหญ่ขึ้น เล็กลง แตกตัวออกไปไม่สิ้นสุด เหมือนมีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นหอมโชยมา เหมือนโสตประสาทแว่วเสียงแปลก ๆ รู้สึกสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลก ๆ รูปแปลก ๆ  หรืออาการแปลก ๆ เหมือนตัวท่อนล่างถูกกลืนหายไป เหมือนถูกกลืนหายไปทั้งตัว เห็นแต่จิตเท่านั้นที่คิดอยู่ ฟุ้งอยู่ แส่ส่่ายอยู่ วุ่นวายอยู่ ปรุงแต่งอยู่ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาเห็นธรรมเช่นนี้อยู่เนือง ๆ ย่อมรู้ชัดถึงความไม่คงที่ และความเปลี่ยนแปลงไปของอาการนั้น ๆ  ย่อมเห็นแต่สภาวธรรมเท่านั้น เกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าไปยึดถือว่า เป็นตัวเราของเรา

การพิจารณากายและใจ หรือ รูปและนาม เช่นนี้ เป็นการสร้างสติตามวิธีแห่งมหาสติปัฏฐาน ซึ่งยังมีรายละเอียดอยู่อีกมาก นั่งเพ่งพิจารณาทบทวนไปมาเช่นนี้ บ่อย ๆ เป็น “ภาวิตา พหุลีกตา” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ในยามที่ชีวิตถูกโอบล้อมด้วยความทุกข์ การได้คู้บัลลังก์สมาธิทบทวนในมหาสติปัฏฐาน ดิ่งลึกลงสู่ลมหายใจอันว่างเปล่า เหมือนการได้ก้าวข้ามเขตแดนแห่งความวุ่นวายสับสนไปอยู่ดินแดนอีกแห่งหนึ่ง

เสียงกาเหว่าเร่งตะวันเช้าเพิ่งเงียบไป ดวงอาทิตย์ลอยตัวพ้นกลุ่มเมฆดำ ผู้คนรอบตัวเริ่มทะยอยตื่น ความรู้สึกที่ปะทะกันอยู่อย่างหนักหน่วงในสนามความคิดตลอดปีกว่าที่ผ่านมา สงบระงับลงพร้อมกับลมหายใจอันว่างเปล่า

ไม่ว่า ผลของมันจะเป็นอย่างไร ปล่อยให้มันเกิดขึ้นและเป็นไป เราจะเฝ้าดูมัน ไม่ต่างจากการเฝ้าดูลมหายใจ ไม่ต่างจากการเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของกายและจิต และไม่ต่างจากการเฝ้าดูการแตกสลายไปของกายนี้

ภาระหนักที่แบกไว้บนบ่ามาเนิ่นนาน ถูกปลงลงแล้วในวันนี้ ฯ

วันที่ ๑๕ (วันพฤหัสบดี) สิงหาคม ๒๕๖๒  

“ถ้าเราสามารถให้อภัยแก่คนทั้งโลกที่ทำร้ายเราได้ แล้วทำไมจะให้อภัยแก่คนใกล้ตัวที่ทำร้ายเราไม่ได้”

ในขั้นตอนของการประกันตัว ได้มีปัญหาเกิดขึ้น ผู้ประสานงานแจ้งว่า เมื่อประกันตัวออกไปแล้ว ยังกลับวัดไม่ได้ เพราะอาจถูกสร้างเรื่องให้ถอนประกันตัว จากเงื่อนไขไม่ให้ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมีข้อขัดข้องบางประการภายในวัดสระเกศ

ในระหว่างที่ยังต้องขึ้นเบิกความต่อศาล จึงยังไม่ควรกลับวัด เนื่องจากมีพระบางรูปกับผู้ใหญ่ที่ทำงานด้านกฎหมายท่านหนึ่ง แจ้งว่า พระทั้ง ๕ รูป ที่กำลังจะประกันตัวออกมา เป็นพระที่มีอิทธิพล อาจจะสร้างปัญหาให้กับพระภายในวัดได้ จึงไม่ประสงค์ที่จะให้กลับมาอยู่ที่วัด

แต่เรื่องที่อ้าง ก็ดูไม่สมเหตุสมผล เพราะเราจะสร้างปัญหาให้กับพระในวัดได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องที่ถูกจับไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพระในวัด ทั้งก่อนหน้าที่จะถูกจับ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ยังทำวัตรสวดมนต์ร่วมกัน ลงอุโบสถเดียวกัน ในพัทธสีมาเดียวกัน

ปัญหาดังกล่าว เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา ใส่ความ จึงวางแผนทำใบปลิวร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า นอกจากพระทั้ง ๕ รูป จะถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงินของรัฐแล้ว ยังได้ยักยอกเงินของวัดอีกด้วย โดยได้นำเงินจากภูเขาทอง จากพระวิหารพระอัฏฐารส จากพระวิหารหลวงพ่อดำ และจากส่วนอื่น ๆ ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งมีการยักย้ายถ่ายเทเงินของวัดไปใช้ในการต่อสู้คดีด้วย

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นร้องเรียนว่า พระทั้ง ๕ รูป ได้รื้อไล่ที่ชุมชนรอบวัด สร้างความเดือดร้อนให้คนยากคนจนเป็นอย่างมาก หากในข้อเท็จจริง ก่อนหน้านี้ ทางวัดได้ร่วมมือกับชาวบ้านรอบวัดเพื่อพัฒนาแหล่งชุมชนแออัดแบบสลัมให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โครงการดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ประสานงาน โดยทางวัดได้สร้างอาคารที่พักให้ฟรี มีอาคารสถานที่มั่นคงถาวร มีระบบน้ำระบบไฟ และระบบสาธารณูปโภคสมบูรณ์ โดยชุมชนจ่ายค่าเช่าให้กับทางวัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อาคารที่ก่อสร้าง ล้วนเป็นประโยชน์กับคนยากคนจนที่หาเช้ากินค่ำ แต่กลับถูกนำไปบิดเบือนใส่ร้ายให้กลายเป็นปัญหาขึ้นมา ซึ่งต้องมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง จึงตกลงกันว่า เมื่อได้รับการประกันตัวไปแล้ว ขอให้พระอย่าเพิ่งเข้าวัดสระเกศ จนกว่าจะปลอดภัย

ในระหว่างที่กำลังต่อสู้คดี พระสงฆ์ทุกรูปจะพำนักอยู่วัดสุนทรธรรมทาน(วัดแคนางเลิ้ง) ไปพลางก่อน จนกว่าการขึ้นเบิกความต่อศาลจะเสร็จสิ้น

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือมายังวัดสระเกศ ให้สอบสวนเรื่องดังกล่าวนี้ หากพบข้อเท็จจริง ก็จะดำเนินคดีในข้อหายักยอกเงินสาธารณะอีกข้อหาหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแทรกเข้ามาในช่วงก่อนได้รับการประกันตัว ส่วนข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามบัตรสนเท่ห์นั้น และได้ทราบในเวลาต่อมาว่า ทางวัดได้มีการตรวจสอบและชี้แจงกลับไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า ไม่พบเหตุดังที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

 

วันที่ ๑๖ (วันศุกร์) สิงหาคม ๒๕๖๒

หลังเพียรพยายามมาอย่างยาวนาน วันนี้ ได้รับการประกันตัวแล้ว ท้าวก้าวแรกสัมผัสพื้นดินนอกเรือนจำ ฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างประหลาด เป็นที่น่าอัศจรรย์ บรรยากาศคล้ายกับวันแรกที่ก้าวเข้าสู่เรือนจำ วันนั้น ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ฟ้าก็ร้องครืน ๆ สนั่นหวั่นไหว ไม่ขาดระยะ ทั้งน้ำฝน ทั้งน้ำตาของญาติโยมไหลปนกัน จนเห็นเป็นความอัศจรรย์ยิ่งนัก

วันนี้ เราก็ได้เรียนรู้ถึงความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง คือ ความมหัศจรรย์ของความเพียรพยายามและความอดทน ว่า

“ความเพียรพยายาม มีผลจริง !  ความอดทน มีผลจริง !”  

 เพราะความเพียรพยายามอย่างอดทน จึงทำให้เราได้ก้าวเท้าออกมายืนอยู่ตรงนี้ แม้มันจะเป็นเพียงก้าวแรกแต่ก็เป็นก้าวที่สำคัญ และเรายังจะต้องมีก้าวต่อไป บนเส้นทางของการพิสูจน์ความจริง

เมื่อได้รับการประกันตัว ก็ไม่ต้องกลัวว่า ความจริงจะไม่ได้รับการพิสูจน์ ฯ

Share:

Leave a Reply