บันทึกที่ ๑๕ ลำดับเหตุการณ์ ภายหลังได้รับการประกันตัวและกลับมาห่มจีวรดังเดิม จนถึงถูกบีบให้ถอดจีวรต้องกลับไปนุ่งห่มขาวปฏิบัติธรรมในระหว่างต่อสู้คดี และเมื่อศาลมีคำพิพากษาว่า ไม่พบการทุจริตตามที่ถูกกล่าวหา จึงกลับมาอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร ดังเดิม
เมื่อได้รับการประกันตัว ในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๒ ทุกรูป ได้นุ่งห่มจีวรครองสมณเพศเช่นเดิม และได้ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ จากนั้น ได้เข้ากราบสักการะสถานที่สำคัญของสำนัก เช่น พระวิหารพระอัฏฐารส, พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ), ศาลาการเปรียญสถานที่ประดิษฐานรูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) และเข้ากราบเตียงนอนหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ที่คณะ ๕ ซึ่งภายในห้องหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ นั้น พระครูอมรโฆสิต (ปรีชา ภูริญาโณ) ได้นำผ้าไตรจีวรที่เปลื้องออกในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ใส่พานวางไว้ข้างเตียงตามที่เขียนสั่งความไว้
จากนั้น พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้นำพระสงฆ์ สามเณร ในพระอาราม ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์), พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระราชกิจจาภรณ์), พระมหาบุญทวี ปญฺญาวํโส (อดีตพระศรีคุณาภรณ์), พระมหาสมจิตร จิตฺตธมฺโม (พระครูสิริวิหารการ) ภายในคณะ ๕

ต่อมา ในวันหนึ่ง พระเถระทั้ง ๕ รูป ได้รับการประสานงาน ให้มีการเจรจาถึงเรื่องการลงนามรับสารภาพ ตามที่เคยมีข้อตกลงกันไว้ ณ ที่นั้น บนโต๊ะประชุมมีเอกสารถูกจัดเตรียมไว้สำหรับให้ลงนามรับสารภาพ การเจรจาเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน โดยได้นำเอกสารไปยืนยันกับฝ่ายที่มาเจรจาว่า มีหลักฐานการทำงานจริง มีการใช้จ่ายงบจริง และยังมีวัดอีกจำนวนมาก ตลอดจนหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการ และสำนักงาน ป.ป.ช. ก็รับงบเช่นเดียวกันกับวัดสระเกศ เป็นหลักฐานที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งข้อกล่าวหานอกสำนวน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง พวกเราจึงต้องการที่จะต่อสู้คดีไปจนสุดปลายทาง สุดท้ายผู้รับหน้าที่มาเจรจาก็ยอมรับต่อเหตุผล และหลักฐานที่ถูกนำไปแสดงในวันนั้น จึงไม่มีการลงนามในหนังสือรับสารภาพ
ตลอดระยะเวลาของการต่อสู้คดี นับตั้งแต่ได้รับการประกันตัว ระหว่างสืบคดีในศาล พระเถระทั้ง ๕ รูป ได้พำนักอยู่ที่วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) เนื่องจากในระหว่างนั้น ยังติดเงื่อนไขการอนุญาตให้ประกันตัวของศาล โดยศาลมีเงื่อนไขไม่ให้ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ด้วยเหตุที่สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ และพระภิกษุหลายรูปในวัดสระเกศ ถูกอ้างเป็นพยานในศาล จึงมีความเห็นร่วมกันว่า จะยังไม่กลับเข้ามาจำวัดในวัดสระเกศ เพราะอาจถูกนำไปเป็นเหตุสร้างเรื่องให้ศาลถอนประกันตัวได้
ต่อมา เมื่อการสืบพยานในศาลเสร็จสิ้นแล้ว ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ทั้งบรรดาสรรพเอกสารพยานหลักฐานต่าง ๆ ก็ถูกนำขึ้นแสดงต่อศาลจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีเหตุที่จะถูกอ้างว่า ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จึงได้แถลงต่อศาล เพื่อกลับมาจำวัดที่วัดสระเกศเช่นเดิม เนื่องจากพ้นเงื่อนไขการอนุญาตให้ประกันตัวของศาลไปแล้ว
คำสั่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีเงื่อนไขไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยาน หรือมีพฤติการณ์อันใด อันอาจทำให้เสียหาย หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในรูปคดี และศาลชั้นต้น มีอำนาจพิจารณาสั่งถอนประกันตัวทันที ปรากฏตามคำร้องที่ ปอท ๗๑/๒๕๖๒ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท. ๑๙๗/๒๕๖๑ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒
ภายหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และได้เดินทางไปศาลตามวันนัดสืบพยาน ศาลได้บันทึกสถานภาพความเป็นพระภิกษุของพระเถระผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๕ รูป ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล มีสาระสำคัญ ว่า
“พระเถระทั้ง ๕ รูป มาศาล โดยอยู่ในสมณเพศพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา โดยได้ความว่า ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ได้แถลงต่อศาลว่า หลังจากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ก็ได้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ครองสมณเพศตามพระธรรมวินัยเช่นเดิม และปัจจุบันยังคงจำวัดอยู่ที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร จึงบันทึกไว้”
ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ( พ ๒๒ ) สำหรับศาลใช้ คดีหมายเลขดำที่ อท.๑๙๗/๒๕๖๑ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๒

ในการเข้าพำนักที่วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) นั้น พระพิพัฒน์วราภรณ์ (เกรียงไกร กุลวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน ได้มีหนังสือรายงานเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้น ถึงการรับบุคคลเข้าพักอาศัยภายในวัด พร้อมทั้งได้แจ้งเหตุผลว่า พระเถระทั้ง ๕ รูป ยังไม่ได้กลับเข้าไปจำวัดที่วัดสระเกศ เพราะยังอยู่ในระหว่างเงื่อนไขการให้ประกันตัวของศาล โดยมีลำดับหนังสือ ดังนี้
๑) มีหนังสือรายงานต่อพระครูปริยัติธรรมคุณ (เจริญ จิรวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดชำนิหัตถการ, เจ้าคณะแขวงป้อมปราบฯ เขต ๑ แจ้งให้ทราบว่า ได้รับพระเถระทั้ง ๕ รูป เข้ามาอาศัยภายในวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) ตามหนังสือ ที่ ๐๑๗/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๒
๒) จากนั้น พระครูปริยัติธรรมคุณ (เจริญ จิรวฑฺฒโน) เจ้าคณะแขวง ได้มีหนังสือรายงานการรับบุคคลเข้าอาศัยภายในวัด ถึงเจ้าคณะเขตป้อมปราบฯ – ปทุมวัน แจ้งให้ทราบเพื่อให้รายงานตามลำดับชั้นปกครองต่อไป ตามหนังสือที่ ๐๑๕/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๒
นับตั้งแต่ถูกกล่าวหาและจับกุม พระเถระทั้ง ๕ รูป ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจอย่างดียิ่ง แม้ในขณะนั้น ทุกรูปก็ยังนุ่งห่มจีวรอยู่เป็นปกติ เมื่อศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ จึงขอร้องให้เปลี่ยนการนุ่งห่มจีวร เป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาว ทั้งชุดดังกล่าว เจ้าหน้าที่ก็เป็นผู้จัดเตรียมเอาไว้ ซึ่งพระเถระทั้ง ๕ รูป ต้องจำยอมตามคำขอร้องของเจ้าพนักงาน ฯ อันเป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ โดยที่มิได้เปล่งวาจาลาสิกขาในทุกขั้นตอน ทั้งขณะถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลา ๔๕๐ วัน พระเถระทั้ง ๕ รูป ก็ยังดำรงตนอย่างมั่นคงอยู่ในสมณเพศตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขัง
จนกระทั่งได้รับการประกันตัวชั่วคราว ไม่ต้องคุมขังในเรือนจำอีกต่อไป จึงได้นุ่งห่มจีวรครองสมณเพศแล้วเดินทางไปศาลตามตารางการนัดพิจารณาของศาลเป็นปกติ
นอกจากนั้น เพื่อความปลอดภัย และเพื่อความสะดวกต่อการพูดคุยทำความเข้าใจประเด็นกฎหมายที่จะต้องต่อสู้ในทางคดี ทนายยังได้จัดสถานที่พำนักไว้อีกส่วนหนึ่งด้วย
อนึ่ง มีเหตุการณ์สำคัญที่ควรบันทึกไว้เป็นข้อมูล หลังจากการกลับมานุ่งห่มจีวรแล้วเดินทางไปศาล ได้เพียงไม่กี่วัน ได้มีเจ้าพนักงานตำรวจมาแสดงตนกดดันให้เกิดความกังวลผ่านนายประกันว่า ให้พระเถระถอดจีวรออก ถ้าพระเถระทั้ง ๕ รูป ยังนุ่งห่มจีวรอยู่อีกต่อไป จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ เพื่อขอให้ศาลถอนประกันตัว

และมีเหตุการณ์ที่ควรบันทึกเอาไว้ด้วยว่า ได้มีการสร้างสถานการณ์เขียนบัตรสนเท่ห์ปล่อยออกไปตามสื่อออนไลน์ว่า พระเถระวัดสระเกศเหล่านี้ เป็นพระมีอิทธิพลจะระดมพระสงฆ์และมวลชนมากดดันกระบวนการยุติธรรม ทั้งมีการสร้างสถานการณ์เขียนป้ายขึ้นมาสนับสนุนและโจมตี ฝ่ายหนึ่งเขียนป้ายทำทีเป็นสนับสนุนว่า “เราสนับสนุนพระดี “เราสนับสนุนพระทำงาน” ส่วนอีกฝ่ายทำทีเป็นเขียนโจมตี “พระเลวต้องจับติดคุก” “พระขี้โกง” “พระอลัชชี” “พระชั่ว” เพื่อสร้างสถานการณ์ว่าพระเหล่านี้ก่อความวุ่นวาย จะได้นำไปสู่การขออนุญาตศาลถอนประกันตัว
ยังมีสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานของการหนีการจับกุมซึ่งหน้าในข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ตามมาตรา ๒๐๘ โดยในขณะนั้น พระแต่ละรูปต่างคนก็ต่างต้องหลบหนีเอาตัวรอดอย่างทุลักทุเล โกลาหล ต้องสลับรถ ต้องนอนราบใต้ท้องรถ ต้องไปกางมุ่งนอนอยู่ในสถานที่ที่คาดว่าจะปลอดภัยซึ่งทนายจัดเตรียมเอาไว้ กินระยะเวลายาวนานกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ พระเถระทั้ง ๕ รูป เห็นว่า เพื่อมิให้เป็นประเด็นข้อขัดแย้งทางสังคม ต่อกรณีการนุ่งห่มจีวร ทั้งอาจเกิดปัญหาเรื่องการถอนประกันตัว ทำให้เกิดความยุ่งยากในการต่อสู้คดี จึงแถลงต่อศาลที่จะขอนุ่งห่มเป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาวในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล โดยยังคงปฏิญาณตนเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาเช่นเดิม
หลวงปู่พระพรหมมงคล วิ. (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) วัดพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ฝากความผ่านท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์วราภรณ์มาว่า เมื่อได้รับการประกันตัวแล้ว ให้รีบครองจีวรได้เลย พร้อมทั้งฝากคาถามาให้ภาวนาด้วยว่า “โทนะ จิตตัง จิตตัง โทนะ” นับเป็นเมตตาของพระมหาเถระที่ส่งมอบมาถึงในยามทุกข์ยากเช่นนั้น
ทั้งยังได้รับความเมตตาให้คำแนะนำจากหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ผ่านพระภิกษุที่ไปกราบถวายรายงานว่า “ในระหว่างนี้ ให้ใส่ชุดขาวไปก่อน จนกว่าจะปลอดภัย เรื่องพระธรรมวินัย พระย่อมรู้พระด้วยกันอยู่แล้ว”
เนื่องจากท่านเห็นว่า อิสรภาพและความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาอิสรภาพและความปลอดภัย จึงให้ใส่ชุดขาวไปพลางก่อน เพราะเรื่องความเป็นพระเป็นเรื่องของพระวินัย พระภิกษุด้วยกันจะรู้ว่าเราเป็นพระหรือไม่
เหตุการณ์ดังกล่าว ปรากฏหลักฐานตามคำเบิกความต่อศาลของพระวิจิตรธรรมาภรณ์ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ ว่า
“เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้แจ้งว่าตามระเบียบของเรือนจำไม่สามารถนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เข้าไปในเรือนจำได้ จึงจำยอมตามที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ร้องขอ แม้ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ ก็ปฏิบัติตัวตามแบบอย่างพระภิกษุทุกประการ
ต่อมา เมื่อได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีเงื่อนไขห้ามไม่ให้ยุ่งเหยิงเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐาน จึงเป็นเหตุให้กลับเข้าไปอยู่ในวัดสระเกศยังไม่ได้ แต่ได้มีการนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อีกครั้ง ด้วยเห็นว่า ยังเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาอยู่ แต่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาล ก็มีลักษณะการกดดันจากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองเกี่ยวกับการไม่ให้สวมใส่ผ้ากาสาวพัสตร์ จึงพิจารณาว่า เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาอีก จึงได้แถลงต่อศาล และได้ดำเนินการใส่ชุดขาว ดังที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้”
ปรากฏตามคำเบิกความพยานจำเลยทั้ง ๘ เอกสาร (๒๑ พ.) สำหรับศาลใช้ คดีหมายเลขดำที่ อท.๑๙๗/๒๕๖๑ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ (หน้าที่ ๑๘ ย่อหน้าที่ ๓)
นอกจากการเบิกความต่อศาลด้วยวาจาดังกล่าวแล้ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม พระเถระทั้ง ๕ รูป ยังได้จัดทำคำร้องต่อศาลเป็นลายลักษณ์อักษร แถลงถึงเหตุผลการเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม จากการนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เปลี่ยนเป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาว แต่ไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา ทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความขัดแย้งทางความคิด และไม่ให้ถูกนำไปเป็นเงื่อนไขในการสร้างสถานการณ์นำไปสู่การถอนประกันตัว
ปรากฏคำแถลงต่อศาลในคดีหมายเลขดำที่ อท. ๑๙๗/๒๕๖๑ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
จากพยานหลักฐานตามคำเบิกความของพยานโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม และชุดสอบสวน ได้เบิกความต่อศาลเป็นหลักฐานที่สำคัญว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีการจัดดำเนินการให้พระเถระทั้ง ๕ รูป สละสมณเพศ และหรือให้กล่าวคำลาสิกขา ตามมาตรา ๒๙ และ มาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แต่อย่างใด ประกอบด้วย
พันตำรวจโท ภคพล สุชล, พันตำรวจโท ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ และ พันตำรวจโท สมเดช สาระบรรณ์ ได้เบิกความยืนยันต่อศาลไว้ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒, พันตำรวจโท สัณห์เพ็ชร หนูทอง ได้เบิกความยืนยันต่อศาลไว้ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ และ ร้อยตำรวจเอก หญิง พรพิมล ดอกไม้ ได้เบิกความยืนยันต่อศาลไว้ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ พยานหลักฐานดังกล่าวนี้ ปรากฏในเอกสาร (๒๑ พ.) สำหรับศาลใช้ คดีหมายเลขดำที่ อท.๑๙๗/๒๕๖๑ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
จากคำเบิกความต่อศาลดังกล่าวนี้ ยืนยันได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีการจัดดำเนินการให้สละสมณเพศ และหรือไม่มีการให้กล่าวคำลาสิกขา ตามมาตรา ๒๙ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
นอกจากนั้น สถานภาพความเป็นพระภิกษุของพระเถระทั้ง ๕ รูป ยังปรากฏพยานหลักฐานจากเอกสารระหว่างสืบพยาน ในคดีหมายเลขดำที่ อท.๒๐๕/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ศาลได้บันทึกสถานภาพของพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหา ว่า “ครองสมณเพศ (อยู่ระหว่างการพิจารณา)”
ปรากฏพยานหลักฐานเป็นหนังสือรับรองของผู้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังประจำศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว ยืนยันสถานภาพความเป็นพระภิกษุมีสาระสำคัญว่า พระเถระทุกรูป ไม่ได้สละสมณเพศ ไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา ไม่ได้มีพระเถระ เจ้าคณะผู้ปกครองรูปใด จากวัดใด มาดำเนินการให้กล่าวคำลาสิกขา แต่อย่างใด ความว่า
“ระหว่างรับตัว ได้กราบขอให้พระเถระ เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาว โดยมิได้กล่าวคำลาสิกขา และได้ประพฤติตนตามพระธรรมวินัย เช่นพระสงฆ์ปกติ ตามหลักพระพุทธศาสนา โดยเคร่งครัด” ตามหนังสือ ที่ ยธ ๐๐๗๗๓/๑๔๘-๑๕๒ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๔
หลักฐานดังกล่าวนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่มีคำสั่งศาลให้สละสมณเพศ และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้มีอำนาจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น ก็ไม่ได้จัดดำเนินการให้พระเถระทุกรูปสละสมณเพศ ขาดจากความเป็นพระภิกษุ และไม่ได้มีการรายงานให้ศาลทราบ ตามมาตรา ๓๐ แต่อย่างใด
ปรากฏหลักฐานจากคำพิพากษาของศาลว่า “ไม่พบการทุจริต” จึงไม่ผิดอาบัติปาราชิกข้อที่ ๒ ที่จะทำให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
ภายหลังจากที่ศาลยุติธรรมได้มีการสืบพยานตามกระบวนพิจารณาของศาลครบถ้วน จนถึงมีคำพิพากษาของศาลแล้ว ปรากฎถ้อยคำในคำพิพากษาทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยืนยันว่า บรรดาพระเถระทั้ง ๕ รูป ถูกกล่าวหาและตกเป็นจำเลยในคดีนั้น มิได้เบียดบังนำเงินงบประมาณไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย
อีกทั้ง ยังได้นำเงินงบประมาณทุกเม็ดเงิน ไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์ จนปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นที่ประจักษ์
แต่ในคำพิพากษาเดียวกันนี้ ปรากฏถ้อยคำในคำพิพากษาลงโทษฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้ง ๆ ที่ ในคำพิพากษาก็ปรากฏข้อเท็จจริง จากคำวินิจฉัยของศาลว่า แม้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ไม่ได้กระทำการทุจริต เป็นแต่เพียงการกระทำผิดระเบียบในองค์กรของตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่เรื่องทำผิดกฎหมายทุจริต โดยข้อเท็จจริง พระภิกษุที่ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลภายนอก ไม่มีอำนาจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
อนึ่ง การที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องข้อกล่าวหาว่า “ไม่พบการทุจริต” ดังที่ถูกฟ้องตามมาตรา ๑๔๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก็แสดงให้เห็นถึงการที่บรรดาพระเถระทั้ง ๕ รูป ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ข้อที่ ๒ ว่าด้วยการยักยอกทรัพย์ ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ที่จะทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ตามหลักพระวินัย
ส่วนความผิดในมาตรา ๑๕๗ เป็นเรื่องการกระทำผิดระเบียบตามขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเท่านั้น แต่มิได้เกี่ยวข้องกับการผิดอาบัติปาราชิกของบรรดาพระเถระทั้ง ๕ รูป แต่อย่างใด
คดีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ นำมาสู่การฟ้องพระเถระวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ทั้งหมด มี ๔ คดี คือ
๑) คดี อท. ๒๕๗/๒๕๖๑ ถูกฟ้องในข้อหา “สนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำความผิด”
๒) คดี อท. ๑๙๗/๒๕๖๑ ถูกฟ้องในข้อหา “ฟอกเงิน จำนวน ๖๙ ล้าน เจ็ดแสนบาทถ้วน”
๓) คดี อท. ๒๐๕/๒๕๖๑ ถูกฟ้องในข้อหา “ฟอกเงิน จำนวน ๑๐ ล้านบาท”
๔) คดีแพ่ง ฟ. ๙๒/๒๕๖๑ ถูกฟ้องในข้อหา “ริบทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน”
ทั้ง ๔ คดี นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา ดังต่อไปนี้
๑) คดีสนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำความผิด คดีที่ อท. ๒๕๗/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า “…ไม่มีเรื่องของการทุจริต หรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน…โทษจำคุก จึงเห็นสมควร ให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี…”
ต่อมา ในชั้นอุทธรณ์ คดีสนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำความผิด ดังกล่าวนี้ ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาว่า
“…เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๕ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จากงบประมาณทั้งสองโครงการดังกล่าว ตามพฤติการณ์แห่งคดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรง…จึงให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนดคนละ ๒ ปี…”
คดีดังกล่าว ยกฟ้องฐานกระทำการทุจริต ยักยอก ฉ้อโกง หรือเบียดบังเอาทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา ๑๔๗ เพียงแต่มีความผิดฐานสนับสนุนให้ข้าราชการกระทำผิดระเบียบขั้นตอนเอกสารภายในองค์กรของตนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการกระทำผิดระเบียบของข้าราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามมาตรา ๑๕๗ ไม่ใช่เป็นความผิดของพระภิกษุ เพราะพระภิกษุไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนเอกสารของทางราชการได้
๒) คดีฟอกเงิน ที่ อท. ๑๙๗/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า “…พฤติเหตุแห่งการกระทำความผิดในคดี แม้เป็นความผิด เพราะกฎหมายบัญญัติ แต่ผลสุดท้าย ในการนำเงินงบประมาณทั้งสองโครงการที่เป็นความผิดไปใช้ ก็เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และสังคม โดยรวม…ไม่เคยมีประวัติเรื่องการทุจริต หรือแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้ส่วนตน และไม่เคยต้องโทษจำคุก มาก่อน…จึงให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนดคนละ ๒ ปี…”

คดีดังกล่าว ไม่มีความผิด ฐานกระทำการทุจริต ยักยอก ฉ้อโกง หรือเบียดบังเอาทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา ๑๔๗ เช่นเดียวกัน เมื่อไม่พบการทุจริต ศาลจึงยกฟ้องตามความผิดในมาตรานี้
เพียงแต่มีความผิดมาจากฐานการสนับสนุนให้ข้าราชการกระทำผิดระเบียบขั้นตอนเอกสารภายในองค์กรของตน ตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ไม่มีเรื่องของการทุจริต และความผิดตามมาตรา ๑๕๗ นั้น ก็เป็นเรื่องข้าราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งพระภิกษุเป็นบุคคลภายนอก ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนเอกสารของทางราชการได้
๓) คดีฟอกเงิน ที่ อท. ๒๐๕/๒๕๖๑ อีกคดีหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า “…ไม่มีบุคคลหรือเอกสารใด ที่ระบุว่า จำเลยทั้งสามสมรู้ร่วมคิดวางแผนกับนายพนม และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีการวางแผนประชุมกันอย่างไร ในการของบประมาณ ที่มีการฟ้องร้องในคดีนี้ก็ตาม…เป็นพระภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย เมื่อไม่ปรากฏว่า เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุก จึงให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด คนละ ๑ ปี…”
คดีดังกล่าว ก็ไม่มีความผิด ฐานกระทำการทุจริต ยักยอก ฉ้อโกง หรือเบียดบังเอาทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา ๑๔๗ และศาลก็ไม่ได้นำเรื่องการทุจริตมาวินิจฉัย เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการวินิจฉัยความผิดฐานสนับสนุนให้ข้าราชการกระทำผิดระเบียบขั้นตอนเอกสารภายในองค์กรของตน เพราะเห็นว่าขั้นตอนการอนุมัติของทางราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เริ่มต้นจากการนำหนังสือของบประมาณของวัดสระเกศไปพิจารณาอนุมัติ
ต่อมา ศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องในคดีนี้ เนื่องจากมีการนำเช็คผิดฉบับมาเป็นหลักฐานในการฟ้อง และมีการแก้ฟ้องใหม่ในภายหลัง
๔) คดีแพ่ง ถูกฟ้องให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน คดี ฟ. ๙๒/๒๕๖๑ ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า “…ให้คืนเงินในบัญชีเงินฝากของพระพรหมสิทธิ จำนวน ๕ บัญชี พร้อมดอกผล…แต่อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของพระพรหมสิทธิ อีกจำนวน ๗ บัญชี ไว้ตรวจสอบก่อน…”
ต่อมา เมื่อถึงศาลอุทธรณ์ ศาลได้มีคำพิพากษาว่า “…ให้คืนเงินในบัญชีเงินฝากของพระพรหมสิทธิ จำนวน ๗ บัญชี จากที่ศาลชั้นต้นอายัดไว้ทั้งหมด พร้อมดอกผล…”
เนื่องจากไม่พบว่า เป็นเงินจากการทุจริต และเงินในบัญชีทั้งหมด ก็ไม่เกี่ยวกับเงินที่ถูกฟ้องเป็นคดี จึงพิพากษา ให้คืนเงินทั้งหมดให้แก่พระพรหมสิทธิ
ใบไม้ร่วงลงทีละใบ
ใต้ต้นไม้เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง
ผู้คนคุ้นเคยจากลาไปทีละคน
จนโลกว่างเปล่า
นั่งอยู่เดียวดาย
ใต้ต้นไม้โกร๋น
มีหนังสืออยู่หนึ่งเล่ม
อ่านไปทีละหน้า ฯ
บันทึกเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๔
ตรงกับวันพุธ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๒
จำนวนผู้ชม : 82
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply