บันทึกที่ 16 ไทม์ไลน์ตั้งแต่ “ครองผ้าไตรจีวร -คืนสมณศักดิ์”

บันทึกที่ ๑๖  ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่กลับมาอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร และถูกกล่าวหาเพิ่มเติมด้วยคดีอาญา มาตรา ๒๐๘ แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ จนถึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ คืนสมณศักดิ์

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑, ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ และ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ถูกจับ

๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๒ ได้รับการประกันตัว

๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ ถึง ๕ มกราคม ๒๕๖๔ ให้การต่อสู้คดีในชั้นศาล

เมื่อถึงปีพุทธศักราช ๒๕๖๔

วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๔ นายฐิติพันธ์ มนูจันทรัถ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังประจำศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ออกหนังสือรับรองว่า “ในระหว่างรับตัว พระเถระทั้ง ๕ รูปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาว โดยมิได้กล่าวคำลาสิกขา และได้ประพฤติตนตามพระธรรมวินัยเช่นพระสงฆ์ปกติตามหลักพระพุทธศาสนาโดยเคร่งครัด” ตามหนังสือที่ ยธ.๐๗๗๗/๑๔๘-๑๕๒ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๔

วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๔ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีหนังสือกราบเรียน พลอากาศเอกสถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอได้โปรดนำความกราบบังคมทูลความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอรับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย ฯ โดยมีคุณวิสูตร เยี่ยมแสนสุข เจ้าหน้าที่กองนิติการ แผนกฎีกา เป็นผู้รับหนังสือ

ต่อมา เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ยังได้มีหนังสือกราบเรียน พลอากาศเอกสถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอได้โปรดนำความกราบบังคมทูลความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เนื่องด้วยได้รับการร้องขอจากบุคคลสำคัญให้นำความกราบบังคมทูลรายละเอียดเพิ่มเติม โดยมีคุณวิสูตร เยี่ยมแสนสุข เจ้าหน้าที่กองนิติการ แผนกฎีกา เป็นผู้รับเอกสาร เวลา ๑๓.๕๐ น.

เมื่อมีคำพิพากษายกฟ้องข้อกล่าวหาว่า “ไม่พบการทุจริต” ตามมาตรา ๑๔๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก็แสดงให้เห็นถึงการที่บรรดาพระเถระทั้ง ๕ รูป ไม่ต้องอาบัติปาราชิกข้อที่ ๒ “ว่าด้วยการยักยอกทรัพย์ ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน” ที่จะทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์  ตามหลักพระวินัย

ส่วนความผิดในมาตรา ๑๕๗ เป็นเรื่องการผิดระเบียบตามขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเท่านั้น แต่ความผิดดังกล่าวก็มิได้เกี่ยวข้องกับการผิดอาบัติปาราชิกของบรรดาพระเถระทั้ง ๕ รูป อีกทั้งในระหว่างต่อสู้คดี พระเถระทั้ง ๕ รูป ยังได้แถลงต่อศาลเอาไว้แล้วว่า “หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้มีการจัดดำเนินการให้สละสมณเพศ และหรือให้มีการกล่าวคำลาสิกขาก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์เช่นเดิม” จึงได้แจ้งให้หน่วยงานต่าง ๆ ทราบถึงการอธิษฐานนุ่งห่มจีวร ดังต่อไปนี้

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๔ พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร), พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์), พระมหาบุญทวี ปญฺญาวํโส (อดีตพระศรีคุณาภรณ์), พระมหาสมจิตร จิตฺตธมฺโม (พระครูสิริวิหารการ) ได้ทำหนังสือแจ้งรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม เรื่อง การนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ตามเลขรับที่ สลน. ๐๕๙๙๔ ถึง รองวิษณุ รับวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ผู้รับ วัฒนา รอดภัย

วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๔ พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร) ได้ทำหนังสือแจ้ง ผู้บังคับการปราบปราม (บก.ป.) เรื่องการนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ตามเลขรับที่ ๒๗๑๕ ลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๒๐ น.

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๔ พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร) ได้ทำหนังสือแจ้ง ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เรื่องการนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ตามเลขรับที่ ๓๘๖ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๑๐ น.

วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๔ นายสุขสันต์ สุขสวัสดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ทำหนังสือแจ้ง ผู้บังคับการปราบปราม เรื่อง ข้อควรพิจารณาจากคำวินิจฉัยในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาของจำเลยที่เป็นพระภิกษุมีลักษะที่ขัดแย้งกันในสาระสำคัญของคำพิพากษาเดียวกัน ทำให้มีการลงโทษจำเลยที่เป็นพระภิกษุขาดหลักตรรกะในองค์ประกอบความผิดทางอาญาเป็นผลทำให้จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรม อันจะเป็นแนวทางพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดี ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๔

เราเรียกร้องหาคนรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น

เมื่อคนที่ทำกับเราไม่แสดงความรับผิดชอบ

เราก็ต้องรับผิดชอบตัวเราเอง

ถ้าเราไม่รับผิดชอบตัวเรา

แล้วใครจะรับผิดชอบให้เรา

เอาลมปากไปขออย่างเดียวไม่ได้

ก่อนจะเอ่ยปากเรียกร้อง

ให้ใครมารับผิดชอบ

เราต้องลุกขึ้นสู้ด้วยปัญญา อย่างมีกลยุทธ์

นั่นคือ การรับผิดชอบต่อตัวเราเอง ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๕

วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ เมื่อจะทำพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร และรับเข้าหมู่สงฆ์นั้น พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร-อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์), พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์-อดีตพระราชกิจจาภรณ์), พระมหาบุญทวี ปญฺญาวํโส (อดีตพระศรีคุณาภรณ์), พระครูสิริวิหารการ (พระมหาสมจิตร จิตฺตธมฺโม) ได้เข้ากราบเรียนพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และได้นำถวายหนังสือแจ้งให้ทราบถึงสถานภาพความเป็นพระภิกษุของพระเถระทั้ง ๕ รูป ซึ่งปรากฏตามเอกสารของศาล และเอกสารต่าง ๆ ของทางราชการ และแจ้งให้ทราบถึงเหตุผลการลงนามในชื่อ “สมณศักดิ์เดิม” เพื่อให้ตรงกับเอกสารสำหรับศาลใช้ตามคำฟ้อง ในสำนวนคดี ตามหนังสือ ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔

พระเถระวัดสระเกศทั้ง ๕ รูป ประกอบพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร และรับเข้าหมู่สงฆ์ ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ท่ามกลางพระสงฆ์สามเณรทั้งพระอารามและนอกพระอารามตลอดจนพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก

การประกอบพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร เป็นไปตามที่ได้ทำคำร้องแถลงไว้ต่อศาลว่า “หากมีคำพิพากษาว่า ไม่ทุจริต ไม่ยักยอกทรัพย์ หรือไม่เบียดบังเอาทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ตนตามที่ถูกกล่าวหา ก็จะกลับมานุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ตามพระธรรมวินัยและหรือหากมีพฤติการณ์ใดในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด และปรากฏหลักฐานว่า ไม่มีการจัดดำเนินการให้ลาสิกขาตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ จึงแถลงต่อศาล เพื่อให้ศาลได้ทราบถึงการเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม” ซึ่งจากเอกสารของทางราชการ และเอกสารของศาล ปรากฏแจ้งชัดว่า ไม่ได้มีการจัดดำเนินการให้พระเถระทั้ง ๕ รูป สละสมณเพศ และหรือจัดดำเนินการให้กล่าวคำลาสิกขาแต่อย่างใดทั้งสิ้น ตามที่ได้ทำคำร้องต่อศาลไว้ ในคดีหมายเลขดำที่ อท.๑๙๗/๒๕๖๑ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๒

พิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร และรับเข้าหมู่สงฆ์ มีกำหนดการ ดังต่อไปนี้

วันจันทร์ ที่ ๑๒ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๖ ณ ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

เวลา ๑๖.๐๐ น. พระเถระ ๕ รูป เข้าสู่ศาลาการเปรียญ จุดธูป เทียนบูชาพระรัตนตรัย กราบรูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) จากนั้น พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร จบแล้ว พระเถระ ๕ รูป กราบพระรัตนตรัย รับผ้าไตรจีวรหน้ารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ออกจากศาลาการเปรียญ กระทำพินทุ อธิษฐานไตรครอง อธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวร พระสงฆ์ทั้งนั้น เจริญชัยมงคลคาถา พระเถระ ๕ รูป กลับเข้าสู่ศาลาการเปรียญ ประกอบพิธีวันทาพระประธาน และวันทารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ พระเถระ ๕ รูป แสดงอาบัติต่อพระเถระผู้อาวุโสกว่า พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา ประธานสงฆ์ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ขณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ บทมงคลจักรวาล (สิริธิติ ฯ) ประธานสงฆ์ให้โอวาท รับรองความบริสุทธิ์ของพระเถระ ๕ รูป

พิธีในวันดังกล่าว มีพระเถระมาร่วมพิธี ประกอบด้วย พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ)  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, พระพิพัฒน์วราภรณ์ (เกรียงไกร กุลวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน, พระปัญญาวชิราภรณ์ (สุพนธ์ ปญฺญาวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร, พระครูปลัดคุณวัฒน์ (อานนท์ วัฒนสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดปรางค์หลวง จังหวัดนนทบุรี และพระมหาธวัชชัย สิริธโช เจ้าอาวาสวัดเขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี ตลอดจนพระภิกษุสามเณรวัดสระเกศ ประกอบพิธี

วันอังคาร ที่ ๑๓ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ ตรงกับวันขึ้น ๒ ค่ำเดือน ๖ ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

เวลา ๑๗.๐๐ น. พระเถระ ๕ รูป เดินทางจากกุฏิไปยังลานโพธิ์ลังกาหน้าพระอุโบสถ จุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย วางพานธูปเทียนแพ พวงมาลัยดอกไม้ เบื้องหน้ารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) กราบรูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ณ ลานโพธิ์ลังกา จากนั้น เข้าสู่พระอุโบสถ ผู้มีเกียรติ จำนวน ๕ ท่าน ถวายผ้าไตรจีวร และพานธูปเทียนแพเครื่องสักการะ แด่พระเถระ ๕ รูป

พระเถระ ๕ รูป จุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ทั้งนั้น เจริญชัยมงคลคาถา พระเถระ ๕ รูป กล่าวคำวันทาพระประธาน เสร็จแล้ว ถวายเครื่องสักการะแด่ประธานสงฆ์ จากนั้น พระสงฆ์ผู้มีพรรษาน้อยทั้งพระอาราม แสดงสามีจิกรรมต่อพระอดีตพระพรหมสิทธิ พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธีรับเข้าหมู่สงฆ์

พระเถระ ๕ รูป เดินทางไปประกอบพิธีสักการะบูรพาจารย์ ณ พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช ทำวันทาหน้าพระแท่นประดิษฐานพระอัฐิเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (ญาโณทยมหาเถระ) ออกจากพระตำหนักสมเด็จ ฯ ไปยังศาลาการเปรียญ ทำวันทาหน้ารูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)

จากนั้น รับการถวายบาตร แล้วอธิษฐานบาตรบริขาร เป็นอันเสร็จพิธี

พิธีในวันดังกล่าว มีพระเถระมาร่วมพิธี ประกอบด้วย พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก, พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก, พระปริยัติวรานุกูล (ปัญญา วีรเมธี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี, พระพิพัฒน์วราภรณ์ (เกรียงไกร กุลวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน, พระครูปลัดคุณวัฒน์ (อานนท์ วัฒนสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดปรางค์หลวง, พระครูปลัดดิลกวัฒน์ (ชุมพร นิติสาโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม, พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร เป็นต้น

สำหรับพระเถระวัดสระเกศ ประกอบด้วย พระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระโสภณวิริยาภรณ์, พระปัญญาวชิราภรณ์, พระวิมลรัตนาภรณ์, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ตลอดจนพระสงฆ์สามเณรทุกรูปในพระอาราม

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๔ สื่อมวลชนรายงานข่าวเกี่ยวกับการกลับมาครองจีวรของพระเถระวัดสระเกศ ว่า “ที่พระอุโบสถวัดสระเกศ ฯ ได้ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ในโอกาสพระภิกษุอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวรรับเข้าหมู่สงฆ์ ประกอบด้วย อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระราชกิจจาภรณ์ อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ โดยมีคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ เข้าร่วมพิธี ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธีแล้ว อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป ได้กลับมาห่มจีวร และเดินกลับกุฏิสงฆ์ทันที”

การดำเนินการดังกล่าว เพราะทางคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ เห็นว่า อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังในคดีเงินทอนวัด ไม่ได้มีความผิดเข้าข่ายอาบัติปาราชิก ซึ่งจะต้องทำให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ เนื่องจากในคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในคำพิพากษาของศาลระบุว่า ไม่พบความทุจริต ขณะที่ในคดีฐานฟอกเงิน ทางศาลแพ่งก็ได้มีการพิพากษาแล้วว่า ไม่มีความผิด และให้คืนเงินที่อายัดไปทั้งหมดแล้ว

ดังนั้น เมื่อไม่มีการทุจริต จึงไม่มีความผิดทางวินัยสงฆ์ที่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก อีกทั้งในช่วงการสืบคดีของศาลก็มีบันทึกยืนยันระบุชัดเจนว่า “ต่อสู้คดีขณะครองสมณเพศ” แม้กระทั่งตอนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ก็มีการบันทึกไว้ว่า “ยังไม่ได้สละสมณเพศ” ดังนั้น จึงไม่มีข้อใดเข้าข่ายที่จะต้องสละสมณเพศ ทางคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ จึงเห็นควรให้เข้ากลับคืนหมู่คณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ ต่อไป

ที่มาข้อมูล ‘๕ อดีตพระเถระคดี ‘เงินทอนวัด’ ทำพิธีกลับครอง ‘จีวร’ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์ เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๔ : https://www.dailynews.co.th/education/836999

หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ รายงานตรงกันว่า “ที่พระอุโบสถวัดสระเกศ ฯ ได้ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาในโอกาสพระภิกษุอธิษฐานครองผ้าไตรจีวรรับเข้าหมู่สงฆ์ ประกอบด้วย อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระราชกิจจาภรณ์ อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ โดยมีคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ เข้าร่วมพิธี ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธีแล้ว อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป ได้กลับมาห่มจีวร และเดินกลับกุฏิสงฆ์ทันที

เพราะคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ เห็นว่า อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป จากคดีเงินทอนวัด ไม่ได้มีความผิดเข้าข่ายอาบัติปาราชิก จนต้องทำให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ เนื่องจากในคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในคำพิพากษาของศาล ระบุว่า ไม่พบความทุจริต ขณะที่ในคดีฐานฟอกเงิน ทางศาลแพ่ง ได้พิพากษาแล้วว่า ไม่มีความผิด และให้คืนเงินที่อายัดไปทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อไม่มีการทุจริต จึงไม่มีความผิดทางวินัยสงฆ์ที่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก อีกทั้ง ในช่วงการสืบคดีของศาลนั้น ได้มีบันทึกยืนยันชัดเจนว่า “ต่อสู้คดีขณะครองสมณเพศ” รวมถึงในระหว่างอยู่ในเรือนจำ ก็มีบันทึกไว้ว่า “ยังไม่ได้สละสมณเพศ” จึงไม่มีข้อใดเข้าข่ายที่จะต้องสละสมณเพศ ทางคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ จึงเห็นควรให้กลับคืนหมู่คณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ ต่อไป”

ที่มาข้อมูล “๕ อดีตพระเถระคดี ‘เงินทอนวัด’ ทำพิธีกลับครอง ‘จีวร’ หลังสู้คดี แต่ไม่พบทุจริต” หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๔ : https://www.matichon.co.th/education/religious-cultural/news_2672830

วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔ ภายหลังได้ประกอบพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวรและรับเข้าหมู่สงฆ์ตามพระธรรมวินัยสมบูรณ์แล้ว พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร), พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์), พระมหาบุญทวี ปญฺญาวํโส (อดีตพระศรีคุณาภรณ์), พระมหาสมจิตร จิตฺตธมฺโม (พระครูสิริวิหารการ) ได้มีหนังสือ กราบขอบพระคุณพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการประกอบพิธีดังกล่าว ซึ่งทำให้พระเถระทุกรูปที่ถูกกล่าวหากลับคืนสู่สำนักสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔

วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือขอประทานกราบทูลเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช และกราบนมัสการกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป เรื่อง การกลับมาครองผ้าไตรจีวรของพระภิกษุที่ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกล่าวหาอันเป็นความเท็จ พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบว่า ได้มีหนังสือขอให้ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำความกราบบังคมทูล ฯ ฉบับลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๔ และฉบับเพิ่มเติม ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔

วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือกราบขอบพระคุณพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ที่เมตตานุเคราะห์ในพิธีอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวรและรับเข้าหมู่สงฆ์ และยังได้กราบนมัสการว่า ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชให้ทรงทราบ เรื่อง การกลับมาครองผ้าไตรจีวรของพระภิกษุที่ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกล่าวหาอันเป็นเท็จ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔

วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือแจ้งรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม ว่า ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช และกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปให้ทราบ เรื่อง การกลับมาครองผ้าไตรจีวรของพระภิกษุที่ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกล่าวหาอันเป็นเท็จ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔ และขอให้นำเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบอีกทางหนึ่งด้วย

วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๔ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับอดีตพระเถระวัดสะเกศ โดยระบุข้อความว่า

“กรณีอดีตพระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ และคณะ รวม ๕ คน ทำพิธีเอาจีวรมาห่มแล้วชยันโตกันในพระอุโบสถวัดสระเกศ เป็นข่าวกันเอิกเกริก และแถลงในทำนองว่า พระไม่ผิด ไม่ติดคุก และไม่เคยลาสิกขา จึงเอาจีวรมาสวมใส่เป็นพระได้เหมือนเดิม บังอาจกระทำการกันกลางวันแสก ๆ ต่อหน้าธารกำนัล ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายใด ๆ เป็นการท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายอำนาจสงฆ์ ไม่มีใครกล้าทำอะไร เสมือนหนึ่งว่า บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ชาวพุทธเกิดความสับสนว่า ใครผิดใครถูกกันแน่

ขอทำความเข้าใจใน ๓ ประเด็น คือ ๑. พระเหล่านี้มีการกระทำผิดหรือไม่ ๒. ได้สึกแล้วหรือยัง และ ๓. มหาเถรสมาคมได้ดำเนินการอย่างไร

ในข้อแรก เป็นที่แน่นอนชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาว่า พระและฆราวาสเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำผิดเบียดบังยักยอกเอาทรัพย์ของหลวงไปใช้ มิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ลงโทษไปแต่ละบุคคล ติดคุกมากน้อยต่างกันไป ส่วนพระก็มีความผิดเช่นกัน ให้รอลงอาญาไว้  ไม่ได้หมายความว่า ไม่ติดคุก ไม่ผิด ความจริงก็คือ ผิด

แต่ศาลท่านได้เมตตาไว้ ก็เท่านั้น แล้วจะฎีกาได้หรือไม่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่ขณะนี้ ชัดเจนแล้วว่า ผิดเรื่องเบียดบังยักยอกเงิน

ข้อ ๒ พระถ้ากระทำผิดเรื่องลักทรัพย์ เบียดบัง ยักยอกเรื่องเงิน เป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นพระแล้ว

จะเปล่งวาจาลาสิกขาหรือไม่ ไม่สำคัญ แค่เอาทรัพย์ไปเกิน ๓๐๐ บาท ก็ขาดจากความเป็นพระ จีวรกระเด็นแล้ว ไม่ต้องมีใครมาจับสึกหรอก

และ ข้อสุดท้าย พระเหล่านี้ ถูกจับสึก ถอดยศปลดตำแหน่ง มหาเถรสมาคมรับทราบแล้วถึงการขาดจากความเป็นพระ หมดยศหมดตำแหน่งแล้ว เมื่อขาดจากความเป็นพระ เพราะต้องอาบัติปาราชิก บวชใหม่ไม่ได้ เอาจีวรมาห่มก็คือการแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ เป็นความผิดกฎหมายอาญา

สรุปว่า เราจะปล่อยให้เกิดความวิปริต มีความผิดอาเพศเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนากันอย่างนี้หรือ มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาจะว่าอย่างไร จะปล่อยให้มีการบิดเบือน ลอยนวลกันต่อหน้าต่อตาอย่างนี้หรือ อย่าลืมนะว่า วัดสระเกศเป็นวัดหลวง อยู่ใจกลางเมืองหลวง”

ที่มาข้อมูล “สว. ซัด ๕ อดีตพระวัดสระเกศ ปมเงินทอนวัด บวชใหม่ไม่ได้ ชี้แต่งตัวเลียนแบบสงฆ์ ผิดอาญา” หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๔ :https://www.matichon.co.th/politics/news_2676779

ในโลกเต็มไปด้วยคนดีและคนชั่ว

ถ้าคนดี ชั่วไม่เป็น

ก็จะถูกคนชั่ว

เล่นงานจนฉิบหาย  

ถ้าเจอคนเลว

ไม่จำเป็นต้องเลวเหมือนเขา

แต่ต้องใช้วิธีที่เลวกว่าเขา

จึงจะไม่ถูกคนเลวรังแก

เมื่อต้องสู้กับคนเลว

ต้องใช้วิธีที่เลวกว่า ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖

วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๔ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ได้มีหนังสือขอประทานกราบทูลเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช และกราบนมัสการกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป เรื่อง การขาดจากความเป็นพระภิกษุ เพื่อนำเสนอหลักคิดและข้อปฏิบัติต่อกรณีการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม และการสร้างความเข้าใจที่บิดเบือนในหมู่พระสงฆ์ และประชาชน

วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๔ นายสหาย ทรัพย์สุนทรกุล อดีตรองอัยการสูงสุด มีหนังสือ กราบทูล เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และกราบนมัสการกรรมการมหาเถรสมาคม ทุกรูป เพื่อขอประทานกราบทูลเสนอหลักปฏิบัติจากราชบัณฑิตสาขาศาสนาและปรัชญา สำหรับประกอบเป็นข้อพิจารณาต่อกรณีพระภิกษุถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ ปรากฏทางสื่อมวลชนว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นำภาพข่าวการอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวรและรับเข้าหมู่สงฆ์ของพระเถระทั้ง ๕ รูป และคำแถลงข่าวของ สว.ท่านหนึ่ง เสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมว่า พระเถระทั้ง ๕ รูป พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว ตามมาตรา ๓๐ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เนื่องจากถูกจองจำในเรือนจำ จึงไม่สามารถกลับมาครองจีวรได้ อาจผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์

ภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า

“พศ. ได้นำกรณีคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาในโอกาสพระภิกษุอธิษฐานใจครองผ้าไตรจีวรรับเข้าหมู่สงฆ์ ประกอบด้วย อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระราชกิจจาภรณ์ อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ เข้าหารือ มส. ซึ่งทั้ง ๕ รูป อยู่ในช่วงที่ศาลพิพากษาให้รอลงอาญา ประกอบกับในช่วงการดำเนินคดีเงินทอนวัด เมื่อปี ๒๕๖๑ อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป ได้ถูกดำเนินการให้พ้นจากสมณเพศ ตามมาตรา ๓๐ ของ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ระบุว่า “เมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุรูปใด ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศแล้ว”

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า พศ. จึงนำเข้าหารือ มส. เพราะเห็นว่า การที่อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป ทำพิธีกลับมาห่มจีวรอีกครั้ง อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๒๐๘ ประมวลกฎหมายอาญา ที่ระบุว่า “ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่า เป็นพระภิกษุสามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใด โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่า ตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

อีกทั้ง ยังปรากฏภาพพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ฯ นั่งเป็นประธานสงฆ์ในพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งเหมือนเป็นการส่งเสริมสนับสนุน จึงอาจเข้าข่ายความผิดละเมิดจริยาพระสังฆาธิการด้วย  มส.พิจารณาตามข้อหารือของ พศ.อย่างถี่ถ้วน และเห็นว่า คณะสงฆ์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคณะสงฆ์ ดังนั้น อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป จึงถือว่า พ้นจากความเป็นสงฆ์แล้ว และมอบให้ทาง พศ. ไปหารือพิจารณาแนวทางในการดำเนินการต่อไป…”

ที่มาข้อมูล “มส.ชี้ชัด ๕ อดีตพระเถระวัดสระเกศ ฯ คดีเงินทอนวัด พ้นจากสงฆ์แล้ว” หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ :  https://www.dailynews.co.th/education/838316

ต่อมา ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๔ สื่อมวลชนได้รายงานบรรยากาศภายในห้องประชุมมหาเถรสมาคม ในวันดังกล่าว ว่า

“…ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้มีการถกกันอย่างกว้างขวาง มีกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปเสนอว่า ให้ฟังรอบด้าน มิใช่นำข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาพิจารณาฝ่ายเดียว และเรื่องนี้ มันเป็นประเด็นระหว่าง พระธรรมวินัย และ กฎหมาย

สุดท้ายประธานที่ประชุม ตัดบทว่า เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นในหนกลาง ก็ควรมอบอำนาจให้เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ไปดำเนินการ เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงฟันธงว่า ผิด ที่ประชุมทุกรูปก็นิ่งเสีย ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เสียดายว่า เมื่อวาน เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ท่านมิใด้เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะหากร่วมประชุมอาจมีความคิดเห็นเสนอแนะทางออกที่ดีกว่านี้ได้…”

ที่มาข้อมูล “วงใน” เผย “หนกลาง” สั่งฟัน “อดีตพระเถระวัดสระเกศ” สำนักข่าว The Buddh :  https://thebuddh.com/?p=51654

ความโลภไม่ปราณีใคร

ถ้าควบคุมความโลภไม่ได้

มันก็โลภไปจนถึงวันตาย  

เราบังคับตัวเราเอง

ให้เป็นคนดีได้

แต่จะบังคับคนอื่น

ให้เป็นคนดีแบบเราไม่ได้ ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖

วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๔ เปรียญธรรมสมาคม ได้มีหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และพระเถระวัดสระเกศ ๕ รูป ขอทราบขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการต่อบรรดาพระเถระทั้ง ๕ รูป ในขณะรับตัวไปควบคุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ระหว่างพิจารณาคดีว่า “มีการจัดดำเนินการให้สละสมณเพศ หรือกล่าวคำลาสิกขาหรือไม่” เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการการศาสนา ฯ ตามหนังสือที่ ป.ธ.ส. ๒๓/๒๕๖๔ และ ป.ธ.ส. ๒๕/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๔

ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการศาสนา ฯ ศึกษากรณีพระภิกษุผู้ถูกจับกุม ตามมาตรา ๓๐ แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ยืนยันว่า “พระเถระทุกรูปยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ” โดยได้แจ้งผลการศึกษาดังกล่าวไปยัง สมเด็จพระสังฆราช, เจ้าคณะใหญ่หนกลาง, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอนุชา นาคาศัย) และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปรากฏตามหนังสือเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย แจ้งผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการศาสนา ฯ ที่ ป.ธ.ส. ๓๑/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔

วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๔ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชาติ อุสาหะ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหนังสือกราบทูล สมเด็จพระสังฆราช ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ใจความว่า

“ด้วย กมธ. การศาสนา ฯ ได้รับหนังสือจากเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้พิจารณาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิชาการด้านศาสนามาให้ความเห็นที่ถูกต้องและเป็นธรรม ตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมาย เพื่อเสนอต่อ มส. คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับกรณีการกำหนดให้พระภิกษุสละสมณเพศ ตามมาตรา ๒๙ และ มาตรา ๓๐ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์

เห็นว่า อดีตพระเถระทั้ง ๕ รูป ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังในคดีเงินทอนวัด ไม่ได้มีความผิดเข้าข่ายอาบัติปาราชิก ซึ่งจะต้องทำให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ เนื่องจากในคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในคำพิพากษาของศาลระบุว่า ไม่พบความทุจริต ขณะที่ในคดีฐานฟอกเงิน ทางศาลแพ่ง ก็ได้มีการพิพากษาแล้วว่า ไม่มีความผิด และให้คืนเงินที่อายัดไปทั้งหมดแล้ว

ดังนั้น เมื่อไม่มีการทุจริต จึงไม่มีความผิดทางวินัยสงฆ์ ที่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก

อีกทั้ง ในช่วงการสืบคดีของศาล ก็มีบันทึกยืนยันระบุชัดเจนว่า “ต่อสู้คดีขณะครองสมณเพศ” แม้กระทั่งตอนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ก็มีการบันทึกไว้ว่า “ยังไม่ได้สละสมณเพศ” ดังนั้น จึงไม่มีข้อใด เข้าข่ายที่จะต้องสละสมณเพศ ทางคณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ จึงเห็นควรให้กลับคืนหมู่คณะสงฆ์วัดสระเกศ ฯ ต่อไป”

ที่มาข้อมูล “กมธ. ศาสนา ฯ กราบทูล ‘ปธ.มส.’ วินิจฉัย ปม ๕ อดีตพระเถระยังเป็นพระภิกษุ” หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๔ : https://www.matichon.co.th/education/news_2697434

ตามคติโบราณ

ศาสนจักรและอาณาจักร

จะไม่ก้าวล่วงระหว่างกันและกัน

เมื่อใดก็ตาม

อาณาจักรก้าวล่วงศาสนจักร

ศาสนจักรก็จะเป็นเพียงเครื่องประดับ

ของอาณาจักรเท่านั้น ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันศุกร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๖

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๔ มหาเถรสมาคมได้มีการประชุมตามปกติ และที่ประชุมได้รับรองรายงานการประชุมตามมติที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอให้พระเถระวัดสระเกศพ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว ตามมาตรา ๓๐

ภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า

“ที่ประชุมมหาเถร ฯ รับรองมติกรณีคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบด้วย อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระราชกิจจาภรณ์ อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ ประกอบพิธีกลับมาครองผ้าไตรจีวรว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากถือว่า พ้นจากความเป็นสงฆ์แล้ว

นายสิปป์บวร กล่าวต่ออีกว่า เมื่อที่ประชุมมหาเถร ฯ มีมติไปแล้ว ถือว่าจบ เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของกรรมการมหาเถร ฯ ทุกรูป ไม่ได้เป็นมติหรือความคิดเห็นของกรรมการมหาเถร ฯ รูปใดรูปหนึ่ง  ในส่วนคณะสงฆ์ ที่จะดำเนินการกับวัดสระเกศ ขึ้นอยู่กับเจ้าคณะใหญ่หนกลาง”

ที่มาข้อมูล “ที่ประชุม มส. รับรองมติ-ยัน ๕ อดีตพระเถระวัดสระเกศ พ้นสมณะ” หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์ เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๔ https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6373694

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า นายสิปป์บวร กล่าวว่า “ ที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณาในมติ มส. และคดีดังกล่าวจะต้องมีความรอบคอบรัดกุม ให้ความเป็นธรรมกับพระทั้ง ๕ รูป แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องดังกล่าว ได้มีมติไปแล้วตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แก้ไขไม่ได้

เมื่อถามว่า มีกรรมาธิการศาสนา ฯ องค์กรต่าง ๆ และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนายื่นหนังสือถึงสมเด็จพระสังฆราช ฯ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพระสงฆ์ทั้ง ๕ รูป ทั้งนี้ การเรียกร้องจะต้องพิจารณาจากความเป็นจริง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ทั้งมาตรา ๕ ทวิ มาตรา ๒๙, ๓๐ ไม่มีข้อไหนระบุว่า เมื่อพระสงฆ์ต้องคดีอาญาแล้ว ไม่เปล่งวาจา ยังไม่ถือว่า ขาดจากความเป็นพระสงฆ์ เพราะ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้อำนาจเจ้าพนักงานในการลงโทษ และ มส. ก็มีอำนาจเต็มในฐานะองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ส่วนองค์กรอื่น หรือนักวิชาการก็ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรสงฆ์ แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น”

ที่มาข้อมูล “มส.ส่งมติวัดสระเกศให้รัฐบาลจัดการ ชี้ขาดจากความเป็นพระแล้ว” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ : https://www.thairath.co.th/news/local/2081680

หนังสือ คือ อาวุธของผู้ใช้ปัญญา

คนมีปัญญาแม้กระดาษ

ก็สามารถใช้เป็นอาวุธได้

คนไร้ปัญญา

แม้มีหนังสือเป็นกอง

ก็เป็นได้แค่เศษกระดาษ ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม  ๒๕๖๔

ตรงกับวันพุธ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๖

ภายหลังการแถลงข่าวมติมหาเถรสมาคมว่า พระเถระวัดสระเกศทั้ง ๕ รูป พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้วตามกฎหมาย ได้เกิดวาทกรรมอันลือลั่นแพร่สะพัดไปในวงการคณะสงฆ์ ว่า

“หมากที่หล่นออกจากกระดาน อย่าเก็บขึ้นมาอีก”

วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มอบอำนาจให้พระครูอมรโฆสิต (ปรีชา ภูริญาโณ),  พระครูวิจิตรสังฆการ (ต้นกล้า ญาณเมธี) และพระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม เดินทางไปยื่นหนังสือ ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาวินิจฉัยการกระทำที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาว่า มติมหาเถรสมาคมดังกล่าว ขัดต่อกฎหมาย พระธรรมวินัย และรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ฉบับลงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ปรากฏตามใบรับคำร้องเรียนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เลขที่อ้างอิง ๑๐๑๘/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔

วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร), พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์), พระมหาบุญทวี ปญฺญาวํโส (อดีตพระศรีคุณาภรณ์), พระมหาสมจิตร จิตฺตธมฺโม (พระครูสิริวิหารการ) เดินทางไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีฟอกเงิน ที่ อท. ๒๐๕ แต่เมื่อเดินทางไปถึงศาลแล้ว ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ และต่อมา ก็ได้รับแจ้งให้เลื่อนออกไปอีกเป็นวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔

วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบถึงเรื่องที่ได้ส่งหนังสือ ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาวินิจฉัยการกระทำที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา

วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจได้ทำหนังสือแจ้ง นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ทราบ เรื่อง กรณีที่พระเถระทั้ง ๕ รูป ที่ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแห่งชาติ กล่าวหาว่า พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว ได้ร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้วินิจฉัยว่า เป็นมติที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓ วรรคสอง, มาตรา ๔ วรรคสอง, มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม, มาตรา ๒๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๓๐ และมาตรา ๒๓๑ และ ขอให้ส่งเรื่องนี้เสนอให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมทราบต่อไป ลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ให้ทราบถึงเรื่องที่มีหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาวินิจฉัยการกระทำที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาโดยมอบอำนาจให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจแจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อทราบ

อย่ากลัวเมื่อต้องต่อสู้

ความกลัว คือ ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด

เมื่อคิดที่จะต่อสู้

อย่าให้ศัตรูได้กลิ่นความกลัว ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม  ๒๕๖๔

ตรงกับวันพุธ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ทราบเรื่องที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง หรืออาจส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา และขอได้โปรดมีบัญชาหรือข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระงับการกระทำและดำเนินการที่มิชอบด้วยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ปรากฏตามเลขรับเรื่องของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล รหัสติดตามเรื่อง ที่ นร ๐๑๖๔๐๐๐๑๙๕๖

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระวัดสระเกศ ทั้ง ๕ รูป มีหนังสือถึง ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม ให้ทราบถึงเรื่องที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และเรื่องดังกล่าวนี้ ก็ได้มีหนังสือถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีด้วย ตามเลขรับที่ ๐๘๘๘๕ ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๕๕ น.

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือถึง ผู้บังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ทราบถึงเรื่องที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง หรืออาจส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา ตามเลขรับที่ ๓๒๐๗  ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๑๕ น.

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เจริญพร ขอได้โปรดทราบ และพิจารณาส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทราบถึงเรื่องที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง เพื่อขอได้โปรดมีบัญชาหรือข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระงับการกระทำและดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

มีข่าวแพร่สะพัดในวงการคณะสงฆ์ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำมติมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวกับกรณีให้พระเถระวัดสระเกศพ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว ไปแจ้งความดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘

ผู้ลุ่มลึก มองวันนี้

เพื่อวันข้างหน้า

ผู้ตื้นเขิน มองวันนี้

เพื่อมุ่งประโยชน์เพียงแค่วันนี้ ฯ

เราต้องคิดอย่างมีตรรกะ

อย่าให้ความกลัวอยู่เหนือเหตุผล

ตลอดเวลาที่ผ่านมา

ถ้าเราเคยอยู่ในสนามความคิด

เราจะคิดอย่างมีตรรกะ

เราจะไม่กลัวอย่างไร้เหตุผล

ผู้ที่กลัวอย่างไร้เหตุผล

เป็นผู้นำยามวิกฤติไม่ได้ ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๗

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔ นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจได้ทำหนังสือแจ้ง เลขาธิการมหาเถรสมาคม (ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ให้ทราบ เรื่องการโต้แย้งมติมหาเถรสมาคมที่มีมติอันเป็นผลกระทบต่อพระเถระวัดสระเกศ ทั้ง ๕ รูป โดยกล่าวหาว่า พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว ตามมาตรา ๓๐ อันเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบด้วยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือกราบเรียนพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงเรื่องที่ได้มีหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบกรณีขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง อย่างแจ้งชัด

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือกราบเรียนพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงเรื่องที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจได้มีหนังสือโต้แย้งมติมหาเถรสมาคมที่มีมติอันเป็นผลกระทบต่อพระเถระวัดสระเกศ ทั้ง ๕ รูป โดยกล่าวหาว่า พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว อันเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบด้วยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป ได้มีหนังสือกราบเรียนต่อพระธรรมสุธี ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เพื่อแจ้งให้ทราบตามลำดับชั้นการปกครองคณะสงฆ์ว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้ทำหนังสือโต้แย้งมติมหาเถรสมาคม และได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญว่า การกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๕ วรรคแรก ฉบับลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ผู้เฒ่ากลับมาในค่ำวันหนึ่ง

แม้ท่าทางดูเหนื่อยล้า

แต่แววตายังคงแข็งกร้าว

เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

อย่าคิดแต่จะไปร้องขอให้คนอื่นมาช่วย

เราต้องช่วยเหลือตัวเอง

จะเป็นไปได้อย่างไร

ที่คิดจะให้คนอื่นช่วยเรา

โดยที่เราไม่เริ่มต้นช่วยเหลือตัวเอง

ถึงคนอื่นอยากจะช่วยเราแค่ไหน

แต่ถ้าช่วยแล้วนำภัยมาให้

ก็คงไม่มีใครคิดจะช่วย

เราต้องช่วยเหลือตัวเอง

ด้วยการทำให้คนที่ช่วยเราไม่เดือดร้อน ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระธงชัย สุขโข (อดีตพระพรหมสิทธิ) มีหนังสือถึงพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพื่อขอส่งมอบสรุปยอดบัญชีการเงินของวัดสระเกศ ที่มิได้มีการเคลื่อนไหวนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ นอกจากตัดบัญชีค่าไฟและการจ่ายดอกเบี้ยของธนาคารเข้าบัญชี เพื่อทราบ

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือกราบเรียนพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงรายละเอียดบันทึกสถานภาพความเป็นพระภิกษุสมบูรณ์ทั้งตามพระธรรมวินัย และกฎหมาย ได้มีการนำส่งเอกสารต่าง ๆ ของทางราชการและเอกสารของศาล

วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป ได้มีหนังสือขอประทานกราบเรียนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เพื่อถวายรายงานเอกสารหลักฐานทางราชการ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดของวัดพระเถระวัดสระเกศ ตลอดจนการกลับมาครองผ้าไตรจีวร และรับเข้าหมู่สงฆ์ มีสาระสำคัญว่า

“…ตลอดระยะเวลากว่า ๓ ปี ที่ผ่านมา บรรดาเกล้ากระผม ต้องเผชิญกับภาวะความยากลำบาก ทั้งจากฝ่ายบ้านเมืองและจากฝ่ายคณะสงฆ์ด้วยกันเอง ด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และส่อไปในทางที่กลั่นแกล้งให้เกิดความเสียหาย จนถึงขั้นจะต้องบังคับให้ลาสิกขาพ้นจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์เสียให้จงได้ บรรดาเกล้ากระผม ได้ใช้ความมีขันติธรรมต่อสู้กับอำนาจมืดที่มีความอำมหิตแอบแฝงจนกระทั่งบัดนี้เริ่มมองเห็นแสงสว่างแห่งความยุติธรรมขึ้นบ้าง บรรดาเกล้ากระผมได้ใช้ความพยายามในทุกวิถีทาง ที่จะพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายได้มองเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์ ด้วยการแสดงเอกสารหลักฐานทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและในประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อทำให้การกล่าวโทษให้ร้ายป้ายสีที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมานั้น ได้ปรากฏข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน อันสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความสุจริตได้ในทุกขั้นตอน นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เป็นต้นมา  

เอกสารอันเป็นหลักฐานของการต่อสู้พิสูจน์ความจริงของบรรดาเกล้ากระผม จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ในสถานการณ์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ บรรดาเกล้ากระผมเห็นว่า เป็นเวลาอันสมควรที่จะนำความจริงทั้งหมดที่เป็นเอกสารหลักฐานทางราชการมากราบเรียนถวายรายงาน เพื่อโปรดทราบ…

การที่บรรดาเกล้ากระผมได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะ เพื่อจะพิสูจน์ความสุจริตและความบริสุทธิ์ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เท่าที่พระสงฆ์จะกระทำได้ ก็เพียงเพื่อที่จะให้ปรากฏเป็นกรณีศึกษาว่า ในยามที่พระสงฆ์ถูกความอยุติธรรมกลั่นแกล้งรังแก ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่างชัด และนำไปสู่ความถูกต้อง งดงาม อย่างสมเกียรติ ของความเป็นพระภิกษุสงฆ์ ตามแบบอย่างของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถระ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของบรรดาเกล้ากระผมทั้ง ๕ รูป

และยังหวังจะให้ปรากฏเป็นแรงบันดาลใจให้แก่พระภิกษุสามเณรรุ่นต่อไปในการปกป้องพระพุทธศาสนา อย่างองอาจ และเข้มแข็ง โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง เฉกเช่นการที่บรรดาเกล้ากระผมได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาสภมหาเถระ)”

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระราชกิจจาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบถึงเรื่องที่ได้มีหนังสือกราบเรียนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เพื่อถวายรายงานเอกสารหลักฐานทางราชการ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา ตลอดจนการกลับมาครองผ้าไตรจีวรและรับเข้าหมู่สงฆ์

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสครบครบ ๓ ปีคดีเงินทอนวัด ดร.นิยม เวชกามา ส.ส. สกลนคร ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ความตอนหนึ่งว่า

“…การกระทำของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมกับกรรมการมหาเถรสมาคม อาจเป็นครั้งแรกที่ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ เพราะได้ออกมติมหาเถรสมาคมให้พระเถระวัดสระเกศพ้นจากความเป็นพระภิกษุ โดยเร่งรีบ รวบรัด ด่วนสรุปความเห็น งดดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐาน โดยไม่ผ่านการตั้งกรรมการสอบ ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้

ส.ส.ดร. นิยม กล่าวต่อไปว่า “…ขออธิบายพฤติการณ์แห่งการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายมาตรา ๑๕๗ แบบง่าย ๆ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ เลขาธิการมหาเถรสมาคม และนายสิปป์บวร แก้วงาม  ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร่วมกันหรือสนับสนุนกัน อาจเป็นการกระทำเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๘๖ กล่าวคือ กรรมการมหาเถรสมาคมเป็นเจ้าพนักงานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กรรมการมหาเถรสมาคมจึงเป็นตัวหลักในการเข้าองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา ๑๕๗

ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา พระสงฆ์ถูกดำเนินคดีเงินทอนวัดอย่างไม่เป็นธรรม จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แม้จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อศาลได้ว่า ไม่ได้มีการทุจริต ยักยอก เบียดบังเอาทรัพย์ไปเป็นประโยชน์ตนแต่อย่างใด แต่พระสงฆ์เหล่านั้น ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งยังถูกกระทำจากพระสงฆ์ด้วยกัน โดยไม่คำนึงถึงพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และใช้อำนาจทางการปกครองที่ได้มาตามกฎหมายทำร้ายพระสงฆ์ด้วยกันเอง ครบรอบ ๓ ปีของวงจรอุบาทว์สร้างวาทะกรรมคดีเงินทอนวัดแล้ว ผมอยากฝากเตือนสติคณะสงฆ์ เราจะอยู่กันแบบนี้ใช่ไหม ? ”

ที่มาข้อมูล “นิยมโอด ๓ ปีเงินทอนวัด พระสงฆ์ถูกดำเนินคดีไม่เป็นธรรม แถม มส. ยังลงมติ กระชากผ้าเหลือง ฝากเตือนสติ ถ้ายังไม่ฟังเสียง กมธ. ระวังถูกฟ้อง ๑๕๗ ” หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ออนไลน์ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_427921

เราวิ่งไปขอให้เขาช่วยเหลือ

เราจะเอาอนาคตของเรา

ไปฝากไว้กับคนอื่นได้อย่างไร ฯ

เวลาจะไปพูดคุยกับใคร

อย่าให้เขาอึดอัดใจ

อย่าเอาเรื่องจุกจิกไปพูด

จนดูน่ารำคาญ

ที่สำคัญ

อย่าใช้เครดิตจนหมด

เพราะในวันที่วิกฤติ

เราจะไม่มีเครดิตเหลือให้ใช้ ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม  ๒๕๖๔

ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๗

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ได้ประชุมคณะสงฆ์วัดสระเกศ และได้ทำบันทึกแจ้งมติมหาเถรสมาคม ตามที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งมาว่า ได้รับหนังสือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ พศ ๐๐๐๖/๓๑๘๕ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๔ เพื่อดำเนินการกรณีอดีตพระภิกษุ ซึ่งพ้นจากพระภิกษุสงฆ์แล้ว ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กลับมาครองผ้าเหลือง อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ หากพบเห็นบุคคลดังกล่าว ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมที่ ๑๓๔/๒๕๖๓ ตามบันทึกผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔

โดยได้รับการบอกเล่าจากพระภิกษุสามเณรภายในพระอารามว่า บันทึกดังกล่าว ไม่ปรากฏว่า ได้มีการแนบมติมหาเถรสมาคมตามที่อ้างถึงมาด้วยแต่อย่างใด

ต่อมา ช่วงค่ำของวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์)  มีหนังสือด้วยลายมือถึงพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพื่อขอสำเนาหนังสือของตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และมติมหาเถรสมาคมดังกล่าว ที่นำมาสู่การทำบันทึกตามที่กล่าวถึง โดยมีพระครูอมรโฆสิต (ปรีชา ภูริญาโณ) เป็นผู้นำส่งเอกสารดังกล่าวไปถวาย แต่ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ไม่ได้ให้สำเนาดังกล่าวกลับมา

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือด้วยลายมือถึงพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อีกฉบับหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบันทึกแจ้งมติมหาเถรสมาคม กรณีพระเถระวัดสระเกศทั้ง ๕ รูป ซึ่งพ้นจากพระภิกษุสงฆ์แล้ว ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กลับมาครองผ้าเหลือง อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ พร้อมแนบเอกสารของทางราชการที่ยืนยันว่า พระเถระทั้ง ๕ รูป ยังไม่ได้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ จำนวน ๒ แฟ้ม ไปถวาย โดยมีพระครูอมรโฆสิต (ปรีชา ภูริญาโณ, สาเส็ง) เป็นผู้นำส่งเอกสาร

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) ยังได้มีหนังสือกราบเรียนพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ควรรับรู้ร่วมกัน ในฐานะที่พวกเราร่วมสำนักเดียวกัน และมีพระอุปัชฌาย์ร่วมครูบาอาจารย์เดียวกัน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และปัญหาที่ถาโถมเข้ามาสู่สำนัก ซึ่งจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่หวาดระแวงซึ่งกันและกัน โดยมีพระครูอมรโฆสิต (ปรีชา ภูริญาโณ, สาเส็ง) เป็นผู้นำส่งเอกสารดังกล่าว

ความผิดพลาดอย่างหนึ่ง

ที่เป็นจุดอ่อน คือ “ใจ”

เป็นผู้นำ ใจต้องนิ่ง

ผู้นำใจไม่นิ่ง เป็นอุปสรรคต่องานใหญ่

ความผิดพลาดอีกอย่างหนึ่ง

ที่เป็นจุดอ่อน คือ

ไม่มีกระบวนทัศน์ทางความคิด

มุ่งหวังความสำเร็จแบบฉาบฉวย ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗

วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้มีหนังสือถึงนายณรงค์ ทรงอารมณ์ เลขาธิการมหาเถรสมาคม (ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) แจ้งให้ระงับและยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดวินัยข้าราชการ ต่อพระเถระทั้ง ๕ รูป ทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้งนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบถึงเรื่องที่นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้มีหนังสือแจ้งนายณรงค์ ทรงอารมณ์ เลขาธิการมหาเถรสมาคมให้ระงับและยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดวินัยข้าราชการต่อบรรดาพระเถระวัดสระเกศ ทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้งนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ทนายความผู้รับมอบอำนาจได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปแล้ว

อยู่บ้านเมืองนี้

ถ้ารู้ไม่มากกว่าคนอื่น

หรือรู้ไม่เท่าคนอื่น

เอาตัวไม่รอด ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗

วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป ได้มีหนังสือกราบเรียนสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะประธานคณะผู้ช่วยสนองงานในสมเด็จพระสังฆราช เพื่อถวายรายงานความจริงทั้งหมดที่เป็นเอกสารทางราชการ เพื่อให้เป็นหลักแก่วงการพระพุทธศาสนา ท่ามกลางพายุมรสุมที่ถาโถมเข้ามาในหลายทาง ให้ช่วยขจัดปัดเป่าหมู่มารทั้งหลาย ไม่ให้สามารถทำร้ายวงการพระพุทธศาสนาให้เสื่อมถอยไปกว่านี้

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบถึงเรื่องที่ได้มีหนังสือกราบเรียนสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อถวายรายงานข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเอกสารของทางราชการ

 ที่ผ่านมา

เราใช้วิธีการปกติ

ต่อสู้อยู่กับความไม่ปกติของบ้านเมือง

เราจึงประสบกับความฉิบหายมาตั้งแต่ต้น ฯ

ความผิดพลาดที่ผ่านมา

มันผ่านไปแล้ว

เราแก้ไขไม่ได้

แต่เอาความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน

เมื่อเราผิดพลาดเพราะไม่มีความรู้

ก็ต้องหาคนที่มีความรู้ มีปัญญา

มีประสบการณ์ มาช่วยงาน

ที่สำคัญ คนมีความรู้ มีปัญญา มีประสบการณ์

ต้อง “ มีใจ ” กับเราด้วย ฯ

 

บันทึกเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันจันทร์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๗

วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือขอประทานกราบเรียนสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะประธานคณะผู้ช่วยสนองงานในสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกราบเรียนให้ทราบถึงเรื่องที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระงับและยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดวินัยข้าราชการ พร้อมทั้งขอให้นำเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้รับทราบด้วย มีสาระสำคัญว่า

“…การพระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทยตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับขวากหนามและอุปสรรคมากมายกว่าทุกครั้ง ด้วยความผิดปกติของภาวการณ์บ้านเมือง แต่ด้วยความตั้งมั่นในหลักพระธรรมวินัยแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของบรรดาพระมหาเถระผู้เป็นหลักของคณะสงฆ์ ประกอบกับพรหมวิหารธรรมของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ทำให้สามารถผ่านวิกฤตและประคับประคองการพระศาสนาให้ก้าวล่วงอุปสรรคอันเป็นปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ เพื่อให้คณะสงฆ์ก้าวเดินร่วมกันต่อไปอย่างสง่างาม อันเป็นช่วงเวลาที่จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่รอการแก้ไขอยู่ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาขณะนี้ บรรดาเกล้ากระผมก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมา ให้ปรากฏความจริง จนเป็นที่กระจ่างชัดในขอบเขตของกฎหมาย และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย

บรรดาเกล้ากระผมจึงได้มอบอำนาจให้นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการ เพื่อให้ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย จนเป็นที่ยุติ เพื่อเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ บรรดาเกล้ากระผมมีความเข้าใจอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ของกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป ที่ไม่ได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ รอบด้าน จากเลขาธิการมหาเถรสมาคม จึงเป็นผลทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวในปัญหา ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในหมู่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ตลอดมา”

วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบถึงเรื่องที่ได้มีหนังสือกราบเรียนสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อกราบเรียนให้ทราบถึงเรื่องที่นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระงับและยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดวินัยข้าราชการ

วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ อดีตพระพรหมสิทธิ ได้รับหนังสือจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๑๐๕.๐๕/๔๑๓๘๗ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ ความว่า ถึง พระธงชัย สุขญาโณ ตามที่ท่านได้มีลิขิตคำร้องลงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ขอให้พิจารณาการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ตามความละเอียดแจ้งแล้วนั้น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานส่งเรื่องให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกรณีที่ท่านได้มีหนังสือดังกล่าว เพื่อรับทราบเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไปแล้ว

วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบตามที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ได้ประสานส่งเรื่องเกี่ยวกับพระเถระวัดสระเกศให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกรณีดังกล่าว เพื่อรับทราบเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไปแล้ว

นิติศาสตร์เป็นเรื่องของการตีความกฎหมาย

เพื่อให้มีผลบังคับใช้

ส่วนรัฐศาสตร์

เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย  

เมื่อนิติศาสตร์ไม่ทำหน้าที่

บังคับใช้กฎหมาย

เราจึงต้องใช้รัฐศาสตร์ทำหน้าที่

เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ ฯ

                   :

เมื่อนิติศาสตร์ไม่ทำหน้าที่

ให้ความเป็นธรรม

ก็จงหาความเป็นธรรม

จากวิธีทางการรัฐศาสตร์ ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันพุธ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๗

วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้เดินทางไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่า ได้เห็นมติมหาเถรสมาคมจากทางสื่อออนไลน์ และเห็นว่า มติดังกล่าว เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่พระเถระทั้ง ๕ รูป จึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน โดยมีพระครูอมรโฆสิต (ปรีชา ภูริญาโณ) และพระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม ลงนามเป็นพยาน พร้อมทั้งเดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับทนายด้วย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เล่มที่ ๐๐๐๗/๒๕๖๔ เล่มที่ ๐๐๒๘ สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์

ในวันดังกล่าว มหาเถรสมาคม ได้ประชุมตามวาระ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นำเรื่องพระเถระวัดสระเกศทั้ง ๕ รูป เป็นอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว เพราะกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่สามารถกลับมาห่มจีวรได้อีก กลับเข้าเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมอีกครั้ง ตามที่เคยนำเสนอไปแล้วในคราวประชุมครั้งที่ผ่านมา

สมเด็จพระวันรัต ประธานในที่ประชุม ได้สั่งห้ามการกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  และได้ปรารภต่อที่ประชุมว่า “เมื่อเรื่องนี้ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ก็กลับไปทำเสียให้ถูกต้อง หากยังจะฝืนทำกันต่อไปแบบนี้ ก็จะพากันลงเหวกันหมด”

ที่ประชุม เริ่มมีกรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวมากขึ้น แตกต่างจากการประชุมคราวก่อน ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีเพียงกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปเท่านั้น ที่แสดงความเห็นแย้ง และยืนยันจะให้มีการตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดรอบด้าน

ส่วนสื่อมวลชน รายงานบรรยากาศการประชุมว่า “สำนักงานพุทธ ฯ คิดอย่างไรไม่ทราบ…ดันเอาวาระสำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับการกลับมาครองผ้าไตรจีวรของพระเถระวัดสระเกศและวัดสามพระยา เพื่อให้มหาเถรสมาคมมีมติว่า พระเถระเหล่านี้ เป็นอาบัติปาราชิกไปแล้ว

“แหล่งข่าว” บอกว่า ครั้งแรก “สมเด็จพระวันรัต” ประธานที่ประชุมค้าน เพราะเห็นว่า เรื่องฟ้องร้องกันทางกฎหมาย เป็นเรื่องของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่เกี่ยวกับมหาเถรสมาคม แต่เรื่องจะปรับอาบัติปาราชิก เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ จะต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาตาม “กฎนิคหกรรม” และต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ละเอียด จึงได้มอบให้ “เจ้าคณะใหญ่หนกลาง” ไปศึกษาเรื่องดังกล่าว

วันนั้น หากจำไม่ผิด เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มิได้เข้าประชุม

ครั้งที่สอง มาอีก ถูกเบรกอีก โดย สมเด็จพระวันรัต ประธานในที่ประชุมเช่นเดียวกัน ซึ่ง “แหล่งข่าว” คนเดิม เปิดเผยต่อว่า สมเด็จพระวันรัต ท่านพูดต่อที่ประชุมว่า…

“เมื่อเรื่องนี้ ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ก็กลับไปทำเสียให้ถูกต้อง หากยังจะฝืนทำกันต่อไปแบบนี้ ก็จะพากันลงเหวกันหมด และตอนนี้ พระพรหมสิทธิ มิได้เป็นพระพรหมสิทธิแล้ว เป็นพระธรรมดา ก็สมควรให้ระดับล่าง ทำเรื่องขึ้นมาตามลำดับ มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรระดับนโยบาย”

ที่มาข้อมูล “ปฏิบัติการ“ หมาเฝ้าวัด” คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง โดย…“เปรียญสิบ” เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ : https://thekey.news/columnists/riwpaalueng/26639/

วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบ ตามที่ได้รับแจ้งจากนายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจว่า ได้ตรวจสอบมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ เมื่อคราวประชุมมหาเถรสมาคมวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ จากทางสื่อออนไลน์แล้ว เห็นว่า มติดังกล่าว เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระเถระทั้ง ๕ รูป จึงได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์

คนที่เรียนกฎหมาย

กับคนที่นำกฎหมายไปใช้ให้เป็นประโยชน์

เป็นคนละกรณีกัน

การเรียนกฎหมายยังไม่ตอบโจทย์อะไร

การเรียนกฎหมาย

ตอบโจทย์เพียงอย่างเดียว

คือ ทำให้รู้กฎหมาย

การเรียนกฎหมายจะตอบโจทย์

ก็ต่อเมื่อรู้จักวิธี

ที่จะเลี่ยงการใช้กฎหมาย ตามปกติ

โดยไม่ผิดกฎหมาย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

รู้กฎหมายอย่างเดียว ก็ไม่ได้ ต้องมีกลยุทธ์ด้วย ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘

วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ นายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้มีหนังสือถึง พระเถระวัดสระเกศ ทั้ง ๕ รูป ว่า ได้ตรวจสอบมติมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวกับพระเถระวัดสระเกศ ทางสื่อออนไลน์ พบว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีการกระทำที่อาจเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะเป็นกรณีนำข้อความบิดเบือนจากข้อเท็จจริง เสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม จึงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ ไว้เป็นหลักฐานด้วยแล้ว มีสาระสำคัญว่า

“…กระผมได้มีหนังสือแจ้งให้เลขาธิการมหาเถรสมาคม ซึ่งมีหน้าที่ราชการเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระงับและยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดวินัยข้าราชการ…”

กระผมได้ตรวจสอบรายละเอียดที่พบในสื่อออนไลน์ แจ้งมติมหาเถรสมาคม เมื่อคราวประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ ออกโดยสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ปรากฏการกระทำที่อาจเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้

๑) ปรากฏความในสำเนาเอกสารที่อ้างถึง ได้มีข้อความโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า

“จำเลยทั้ง ๔ ได้ถูกเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุรูปใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล มีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น ซึ่งจำเลยทั้ง ๔ ได้ถูกเจ้าพนักงานดำเนินการให้สละสมณเพศ ก่อนเข้าเรือนจำ ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุแล้ว ตามกฎหมายดังกล่าว โดยมิต้องกล่าวคำลาสิกขา”

ข้อความดังกล่าวนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมที่เป็นการกล่าวหาพระเถระทั้ง ๕ รูป กล่าวคือ ข้อเท็จจริง พระเถระทั้ง ๕ รูป ยังคงเป็นพระภิกษุสมบูรณ์ตามพระธรรมวินัย ตลอดมา เหตุเพราะเจ้าหน้าที่มิได้ดำเนินการใด ๆ ให้พระเถระทั้ง ๕ รูป พ้นจากความเป็นพระภิกษุ อันเป็นที่ทราบกันทั่วไป ปรากฏเอกสารสำคัญที่เป็นรายงานกระบวนพิจารณาของศาล เป็นหลักฐานทางศาลแล้วด้วย

๒) เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลตามข้อ ๑ นี้ เพื่อให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาความเป็นพระภิกษุของพระเถระทั้ง ๕ รูป จึงเป็นผลทำให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมในคราวประชุมครั้งนั้น อาจผิดหลงในสาระสำคัญประกอบการพิจารณา ทำให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคม จึงได้มีมติมหาเถรสมาคมปรากฏเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในเวลาต่อมา ซึ่งอาจเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ที่บัญญัติว่า

“ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

อนึ่ง กระผมขอกราบนมัสการพระเดชพระคุณ เพื่อทราบว่า ในเบื้องต้น ต้องมีความเข้าใจให้ตรงกันตามที่กฎหมายกำหนดว่า กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายด้วย กล่าวคือ  เป็นเจ้าพนักงานตามความในมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ที่บัญญัติว่า

“ให้ถือว่า พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา”

ดังนั้น การกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่นำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงในที่ประชุมมหาเถรสมาคม รวมทั้งการด่วนสรุปว่า พระเถระทั้ง ๕ รูป ของวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปแล้ว ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์โดยปราศจากการนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วน สมบูรณ์ รอบด้าน อีกทั้ง ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ทั้ง ๆ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มิได้มีอำนาจหน้าที่จะเป็นผู้ชี้ขาดว่า พระภิกษุรูปใดขาดจากความเป็นพระภิกษุ และศาลก็มิได้มีคำพิพากษาใด ๆ ให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ตามมาตรา ๓๐

การกล่าวอ้างแบบเหมารวมเช่นนี้ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ผ่านมา จึงก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันตามถ้อยแถลงของนายสิปป์บวร แก้วงาม ซึ่งได้แถลงต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๔ โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า

“เมื่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติไปแล้ว ถือว่าจบ เรื่องนี้ เป็นความรับผิดชอบของกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป ไม่ได้เป็นมติหรือความคิดเห็นของกรรมการมหาเถรสมาคมรูปใดรูปหนึ่ง ในส่วนคณะสงฆ์ที่จะดำเนินการกับวัดสระเกศ ขึ้นอยู่กับเจ้าคณะใหญ่หนกลาง”

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเป็นดังนี้ ก็อาจแปลความได้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสงค์ที่จะให้กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป ร่วมกันรับผิดชอบกับตน หากในวันข้างหน้า มีข้อโต้แย้ง หรือมีคดีความใด ๆ เกิดขึ้น ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ในความเสียหายที่อาจตามมาในวันข้างหน้า ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา

ทั้ง ๆ ที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้จัดทำมติมหาเถรสมาคม นำเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ที่ควรจะต้องรับผิดชอบในข้อเสนอของตน โดยไม่ควรต้องให้กรรมการมหาเถรสมาคมต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วย

๓) มีข้อสังเกตว่า ความในวรรคท้ายของมติมหาเถรสมาคม ปรากฏข้อความว่า

“มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป และ ให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม”

ข้อความดังกล่าวนี้ หากมีการดำเนินการไปแล้ว ก็อาจเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ ที่ได้บัญญัติว่า

 “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

อย่างไรก็ตาม ความในวรรคท้ายของมติมหาเถรสมาคมที่ได้บันทึกว่า “ให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม”

กระผมมีข้อท้วงติงและข้อสังเกตว่า การบันทึกเป็นมติที่ประชุมในลักษณะเช่นนี้ น่าจะเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบวิธีปฏิบัติและวิธีบันทึกรายงานการประชุมตามมาตรฐานของการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) ซึ่งการจะดำเนินการใด ๆ ในมติที่สำคัญและละเอียดอ่อนมีผลกระทบต่อตัวพระสงฆ์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีการดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อรับรองรายงานการประชุมเสียก่อน เพราะหากในวันข้างหน้ามีข้อโต้แย้งหรือมีความขัดแย้งใด ๆ ในทางกฎหมายเกิดขึ้น ความในส่วนนี้ ก็จะเป็นสาเหตุประการหนึ่งในหลาย ๆ ประการ ที่จะกระทบถึงความเคารพน่าเชื่อถือต่อกรรมการมหาเถรสมาคมที่พุทธศาสนิกชนมีความเคารพนับถือ เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

๔) เพื่อให้ปรากฏเป็นหลักฐานไว้ในชั้นนี้ กระผมจึงได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ ทั้งนี้ หากกระผมตรวจสอบและพบเห็นว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังคงดำเนินการโดยไม่นำพาต่อหนังสือแจ้งให้ระงับและยุติการกระทำตามรายละเอียดในหนังสือของกระผมที่อ้างถึง กระผมก็จะพิจารณาดำเนินการตามที่พระเถระทั้ง ๕ รูป จะเห็นสมควรต่อไป

๕) กระผมได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ทำให้พบข้อพิรุธบางประการ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีการกระทำด้วยการวางเงื่อนไขในลักษณะเพิ่มเติม หรือตีความบทบัญญัติในกฎหมายเพื่อให้สนองความมุ่งหมายของตนหรือของพวกตน ทั้ง ๆ ที่ ควรต้องรู้อยู่แก่ใจว่า การกระทำในลักษณะเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง จะไม่มีผลใช้บังคับใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่ามหาเถรสมาคมจะมีมติออกมาเช่นไร และเมื่อใด ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบถึงเรื่องที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้เข้าไปตรวจสอบมติมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวกับพระเถระวัดสระเกศ ทางสื่อออนไลน์ พบว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีการกระทำที่อาจเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะเป็นกรณีนำข้อความที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง เสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เพื่อให้เกิดความผิดหลงในการออกมติที่เกี่ยวกับพระเถระวัดสระเกศ ทั้ง ๕ รูป และเมื่อมีการสืบค้นย้อนกลับไปดูมติในหลาย ๆ คราวที่ผ่านมา ก็พบพิรุธว่า มีการกระทำในลักษณะของการวางเงื่อนไขเพิ่มเติมหรือตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ด้วยแล้ว

การจะร่างหนังสือฉบับหนึ่ง

กลยุทธ์ต้องมาก่อน

เขียนอะไรไม่สำคัญเท่ากับ

“อะไรที่ไม่ต้องเขียน”

แต่ต้องสื่อให้รู้ว่า

เราอยากให้เขารู้เรื่องอะไร ฯ

การเขียนไม่ยาก

กลยุทธ์สำคัญกว่า

รู้ข้อมูลให้รอบด้าน

วางกลยุทธ์ให้ดีก่อน จึงค่อยเขียน

ถ้ากลยุทธ์ไม่ดี

ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเขียน ฯ

 

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๔

ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๘

วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระเถระวัดสระเกศทั้ง ๕ รูป มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป เพื่อพิจารณาข้อสังเกต ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตามความเห็นของทนายความผู้รับมอบอำนาจ มีสาระสำคัญว่า

“…บรรดาเกล้ากระหม่อม ได้รับแจ้งจากนายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจของบรรดาเกล้ากระหม่อม ได้มีหนังสือกราบนมัสการให้ทราบความเห็นและข้อสังเกตทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อขอให้บรรดาเกล้ากระหม่อมพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป

บรรดาเกล้ากระหม่อม ได้พิจารณาร่วมกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า หนังสือของทนายความผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวถึงนี้ มีสาระสำคัญอันเป็นผลกระทบต่อบรรดาเกล้ากระหม่อมและต่อกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป

บรรดาเกล้ากระหม่อมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำความกราบทูลฝ่าพระบาทในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคมทรงทราบถึงข้อปัญหาในทางกฎหมายที่เกิดขึ้น จากการกระทำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำหน้าที่เลขาธิการมหาเถรสมาคมว่า มีการกระทำที่อาจเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เหตุเพราะการนำเสนอข้อมูลในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมในคราวประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอข้อมูลและความเห็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อันเป็นเหตุทำให้มติมหาเถรสมาคมมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายในมติที่ผ่านมาหลายครั้ง และบรรดาเกล้ากระหม่อม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำความกราบทูลฝ่าพระบาท เพื่อทรงทราบ และทรงมีพระวินิจฉัยนำประเด็นดังกล่าวนี้ เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมในคราวประชุมครั้งต่อ ๆ ไป ตามวาระและโอกาสที่จะทรงเห็นสมควร

และ หากทรงมีพระวินิจฉัยว่า มีความจำเป็นจะต้องแก้ไขในปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าในทางหนึ่งทางใด บรรดาเกล้ากระหม่อมก็พร้อมที่จะรับสนองพระบัญชาในทุกวิถีทาง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพแห่งคณะสงฆ์ไทย พร้อมนี้บรรดาเกล้ากระหม่อมได้แนบสำเนาเอกสารจากทนายความผู้รับมอบอำนาจมากราบทูลพร้อมกับหนังสือนี้ด้วยแล้ว

อนึ่ง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือที่ นร ๐๑๐๕.๐๕/๔๑๓๘๗ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ แจ้งให้บรรดาเกล้ากระหม่อมได้รับทราบในเบื้องต้นว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องที่บรรดาเกล้ากระหม่อมมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้กำกับงานราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในกรณีของบรรดาเกล้ากระหม่อมเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไปแล้ว และบรรดาเกล้ากระหม่อมได้แนบสำเนาหนังสือมาพร้อมนี้แล้ว

บรรดาเกล้ากระหม่อมหวังเป็นอย่างยิ่งในพระเมตตาคุณพระกรุณาคุณแห่งฝ่าพระบาทที่จะประทานความเป็นธรรมคืนกลับให้กับบรรดาเกล้ากระหม่อม เพื่อจะดำรงสมณเพศประกอบศาสนกิจตามหลักพระธรรมวินัยสืบต่อไป

และบรรดาเกล้ากระหม่อมขอประทานอนุญาตฝ่าพระบาทนำสำเนาหนังสือที่อ้างถึงทั้ง ๒ ฉบับนี้ กราบเรียนกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป ได้โปรดรับทราบด้วย

   วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน (อดีตพระเมธีสุทธิกร) ได้มีหนังสือถึงผู้บังคับการปราบปราม (บก.ป.) และ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ได้รับรายงานความเห็นในประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายจากนายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจ แจ้งให้ทราบว่า มติมหาเถรสมาคมเมื่อคราวประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ ออกโดยสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ปรากฏการกระทำที่อาจเข้าองค์ประกอบความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา

และ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือที่ นร ๐๑๐๕.๐๕/๔๑๓๘๗ แจ้งให้ทราบในเบื้องต้นว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องที่ พระเถระวัดสระเกศมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้กำกับงานราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไปแล้ว

วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ พระมหาเทอด ญาณวชิโร (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) มีหนังสือแจ้งพระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้ทราบว่า ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช, กรรมการมหาเถรสมาคม, ผู้บังคับการปราบปราม (บก.ป.) และ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ให้ทราบว่า ได้รับแจ้งจากนายณัฐศักดิ์ จันทร์สว่าง ทนายความผู้รับมอบอำนาจว่า  มติมหาเถรสมาคม เมื่อคราวประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ ออกโดยสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ปรากฏการกระทำที่อาจเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

และ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งให้ได้รับทราบในเบื้องต้นว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องที่บรรดาพระเถระทั้ง ๕ รูป มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้กำกับงานราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไปแล้ว

การต่อสู้คดี

เริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน

ถ้าสู้อย่างฉลาดและมีกลยุทธ์

ต้องสู้ไม่ให้เป็นคดี

มาถึงวันนี้

เราสู้ด้วยกระดาษ ฯ

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน  ๒๕๖๔

ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘

ต่อมา วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือเรียน รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ผ่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอนุชา นาคาศัย) เรื่อง มติมหาเถรสมาคมที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ มาตรา ๒๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะไม่มีสภาพบังคับตามบทบัญญัติมาตรา ๕ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธสักราช ๒๕๖๐ จำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องต้องทบทวนและแก้ไขให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ความว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า

“…มติมหาเถรสมาคมบางมติ ที่ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในยุคที่มีการกล่าวหาพระภิกษุ ซึ่งอ้างอิงกระบวนการตรวจสอบภายในกันเองของข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำไปสู่การปฏิบัติทางฝ่ายบ้านเมือง โดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนทางพระธรรมวินัย จึงเป็นมติที่ผิดหลง เพราะมีที่มาจากการนำเสนอข้อมูลที่ไม่รอบคอบและบกพร่องโดยผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบางยุค ทำให้การมีมติมหาเถรสมาคมทุกมติ ที่เกี่ยวข้องต่อกรณีอดีตพระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ พร้อมคณะ เป็นมติที่อาจไม่มีสภาพบังคับใช้ ตามบทบัญญัติในมาตรา ๕ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้ อันเนื่องมาจากเป็นมติที่ผิดหลง อีกทั้ง สถานการณ์ปัจจุบัน ได้ปรากฏข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เป็นการกล่าวหาที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา ๒๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่บัญญัติว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่า บุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามพระธรรมวินัย กฎหมาย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เคยนำเรียนถึงมติมหาเถรสมาคม ที่อาจไม่มีสภาพบังคับ ประกอบด้วย

มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๖/๒๕๖๓ มติที่ ๑๓๘/๒๕๖๓ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๓ มติที่ ๒๘๘/๒๕๖๓ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓

มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔

และ มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๔ มติที่ ๓๑๙/๒๕๖๔ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔

จึงเห็นเป็นการสมควร เพื่อนำเสนอมหาเถรสมาคม เพื่อโปรดพิจารณาว่า มติมหาเถรสมาคมดังกล่าวมานี้ เป็นมติที่อาจไม่มีสภาพบังคับ

 ต่อมา วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๗ มหาเถรสมาคม ได้มีมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๗ มติที่ ๓๘๕/๒๕๖๗ เรื่อง ขอให้ทบทวนการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ และมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มติที่ ๓๑๙/๒๕๖๔ ความโดยสรุป ว่า

“…อนึ่ง การรักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนาอยู่ในอำนาจของมหาเถรสมาคมตามมาตรา ๑๕ ตรี (๔) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) เมื่อข้อมูลที่นำเสนอขณะนั้นอันนำไปสู่การมีมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ และมติมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มติที่ ๓๑๙/๒๕๖๔ คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอรายละเอียดทั้ง ๓ ประเด็นข้างต้นต่อมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณาทบทวนมติมหาเถรสมาคม และโปรดพิจารณาบุติการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมในการประชุม ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๔ มติที่ ๒๓๖/๒๕๖๔ และมติมหาเถรสมาคมในการประชุม ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มติที่ ๓๑๙/๒๕๖๔

ที่ประชุม พิจารณาแล้ว เห็นว่า กรณีมติมหาเถรสมาคมทั้ง ๒ ครั้งข้างต้น เกิดจากข้อมูลที่นำเสนอคลาดเคลื่อนและข้อเท็จจริงที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ บัดนี้ เลขาธิการมหาเถรสมาคมได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมและเสนอขอให้ทบทวนมติมหาเถรสมาคมดังกล่าว กรณีนี้สอดคล้องกันกับแนวทางที่มหาเถรสมาคมได้เคยปฏิบัติมาโดยตลอด กล่าวคือ มิได้วินิจฉัยเรื่องอันอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายของฝ่ายราชอาณาจักร ทั้งไม่ปรากฏว่า มีการตัดสินตามกระบวนการลงนิคหกรรม และไม่มีเหตุที่จะดำเนินการต่อ มหาเถรสมาคมรับทราบประเด็นสำคัญเพิ่มเติมตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำเสนอดังนี้แล้ว จึงให้ทบทวนมติมหาเถรสมาคม โดยถือว่า ประเด็นความเป็นพระภิกษุของทั้ง ๕ รูป ประกอบด้วย พระธงชัย สุขโข (อดีตพระพรหมสิทธิ) พระมหาสังคม สังฆะพัฒน์ (อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์) พระมหาเทอด วงศ์ชะอุ่ม (อดีตพระราชกิจจาภรณ์) พระมหาบุญทวี คำมา (อดีตพระศรีคุณาภรณ์) และพระครูสิริวิหารการ ไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกต่อไป พร้อมทั้งให้ยุติการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมที่ ๒๓๖/๒๕๔๖ ในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๖ และมติที่ ๓๑๙/๒๕๔๖ ในการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ กับพระภิกษุทั้ง ๕ รูป และให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

เป็นอันว่า มหาเถรสมาคม รับรองว่า พระเถระทั้ง ๕ รูป ยังเป็นพระภิกษุอยู่ดังเดิม ตามมติมหาเถรสมาคม มติดังกล่าวนี้

Share:

Leave a Reply