ในพระพุทธศาสนา การเป็นคนว่าง่ายสอนง่ายไม่ได้หมายความว่า ต้องเชื่อทุกคำพูดของทุกคนโดยไม่ใช้เหตุผล แต่หมายถึงการเป็นคนที่พร้อมรับฟังคำตักเตือนที่ชอบด้วยธรรม เมื่อเห็นว่าตนผิดก็ยอมแก้ไข และไม่ใช้อัตตาปิดกั้นความจริง ตรงกันข้าม คนว่ายากสอนยากคือคนที่เมื่อถูกเตือนแล้วกลับโกรธ โต้เถียง ปฏิเสธ หรือทำตนเหมือนว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ว่ากล่าวตนได้
กรณีสำคัญที่สุดกรณีหนึ่งในพระวินัยคือ “พระฉันนะ” ผู้เคยเป็นนายฉันนะ สารถีที่ติดตามเจ้าชายสิทธัตถะในคืนมหาภิเนษกรมณ์ ภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ฉันนะก็ออกบวชในพระธรรมวินัย แต่ความใกล้ชิดกับเจ้าชายสิทธัตถะในอดีตกลับกลายเป็นเหตุให้ท่านเกิดความถือตัวอย่างแรงกล้า และไม่ค่อยยอมรับคำตักเตือนจากภิกษุรูปอื่น
พระวินัยบันทึกว่า เมื่อพระฉันนะประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม ภิกษุทั้งหลายพยายามตักเตือนว่า การกระทำนั้นไม่สมควร แต่พระฉันนะกลับแสดงท่าทีว่า ไม่ต้องการให้ใครมาว่ากล่าว และกล่าวในลักษณะว่า “พวกท่านอย่ากล่าวอะไรแก่เราเลย ไม่ว่าจะเป็นคำดีหรือคำไม่ดี เราก็จะไม่กล่าวอะไรแก่พวกท่านเช่นกัน” ท่าทีเช่นนี้ทำให้ตนเองกลายเป็นคนที่ใครก็ไม่สามารถตักเตือนได้
พระพุทธเจ้าจึงทรงวางหลักชัดเจนว่า ภิกษุไม่ควรทำตนให้เป็นผู้ที่ใครว่ากล่าวไม่ได้ แต่ควรทำตนให้ผู้อื่นสามารถตักเตือนได้โดยชอบธรรม และตัวเองก็ควรตักเตือนผู้อื่นโดยชอบธรรมเช่นกัน เพราะหมู่สงฆ์จะเจริญได้ด้วยการว่ากล่าวตักเตือนกัน และช่วยกันให้ออกจากสิ่งที่ผิด
หลักนี้ลึกมาก เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงวางระบบสงฆ์ให้ทุกคนต่างคนต่างอยู่ แล้วถือว่า “เรื่องของฉัน ใครก็ห้ามยุ่ง” ตรงกันข้าม พระองค์ทรงมองว่าการอยู่ร่วมกันในพระธรรมวินัยต้องมีความรับผิดชอบต่อกัน หากเห็นเพื่อนภิกษุกำลังทำสิ่งที่ผิด ก็ไม่ควรปล่อยผ่านด้วยความเกรงใจ แต่ต้องตักเตือนด้วยเจตนาดีและด้วยหลักธรรม
ในขณะเดียวกัน ผู้ถูกเตือนก็ต้องมีใจพอที่จะฟัง
ถ้าทุกครั้งที่มีคนเตือน เรารีบคิดว่า “เขาเกลียดเรา” หรือ “เขาคิดว่าตัวเองดีกว่าเรา” การตักเตือนก็จะไม่มีวันเกิดผล เพราะอัตตาจะเปลี่ยนคำเตือนให้กลายเป็นการโจมตีทันที ทั้งที่บางครั้งคนตรงหน้ากำลังช่วยเราไม่ให้ทำผิดมากกว่าเดิม
พระพุทธเจ้าจึงทรงถือความเป็นผู้ว่ายากสอนยากเป็นเรื่องสำคัญถึงขั้นบัญญัติไว้ในพระวินัย หากภิกษุทำตนให้ตักเตือนไม่ได้ และแม้สงฆ์เตือนตามขั้นตอนแล้วถึงสามครั้งยังไม่ยอมละพฤติกรรมนั้น ก็เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งถือเป็นอาบัติหนักที่ต้องอาศัยสงฆ์ในการแก้ไข
คำว่า “ว่ายาก” ในพระวินัยไม่ได้หมายถึงคนที่มีความคิดเห็นต่าง หรือคนที่กล้าถามคำถาม แต่หมายถึงคนที่ไม่ยอมรับอนุสาสนีที่ชอบด้วยธรรม แม้เหตุผลจะถูกต้องก็ไม่ยอมฟัง เพียงเพราะไม่ต้องการให้ใครแตะต้องตัวตนของตนเอง
นี่จึงต่างจากการมีปัญญาอย่างมาก คนมีปัญญาอาจถามมาก ตรวจสอบมาก และไม่เชื่อง่าย แต่เมื่อพบว่าคำตักเตือนนั้นถูกต้อง ก็พร้อมปรับตัว ส่วนคนว่ายากมักเริ่มจากข้อสรุปว่า “ฉันไม่ผิด” แล้วค่อยหาเหตุผลมาป้องกันตัวเองภายหลัง
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้หมู่สงฆ์เติบโตด้วยการเตือนกัน ไม่ใช่ด้วยการเอาใจกัน เพราะการเอาใจอาจทำให้คนรู้สึกดีชั่วคราว แต่ไม่ช่วยให้กิเลสลดลง ถ้าเห็นเพื่อนทำผิดแล้วเงียบเพราะกลัวเขาไม่พอใจ ความเงียบนั้นอาจกลายเป็นการปล่อยให้เขาเดินต่อไปในทางที่ผิด
ในทางกลับกัน ผู้ถูกตักเตือนก็ไม่ควรรีบตอบโต้ทันที แต่ควรถามตัวเองก่อนว่า “สิ่งที่เขาพูดมีส่วนจริงหรือไม่” เพราะบางครั้งคำพูดที่เราไม่ชอบที่สุด อาจเป็นคำพูดที่มีประโยชน์ที่สุดก็ได้
พระฉันนะเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า ความใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าในอดีตไม่ได้ทำให้คนหมดกิเลสโดยอัตโนมัติ ท่านเคยเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดเจ้าชายสิทธัตถะ เคยร่วมเดินทางในคืนสำคัญที่สุดของมหาภิเนษกรมณ์ แต่เมื่อมาบวชแล้ว ก็ยังต้องเผชิญกับมานะ ความถือตัว และความยึดมั่นในฐานะเดิมของตนเอง
ตรงนี้เตือนเราว่า ประสบการณ์พิเศษในอดีตไม่ได้รับประกันว่าปัจจุบันเราจะถูกเสมอ
เคยใกล้ครู ไม่ได้แปลว่าเข้าใจธรรมมากที่สุด เคยทำงานสำคัญ ไม่ได้แปลว่าใครจะเตือนไม่ได้ และเคยมีบุญคุณกับใคร ก็ไม่ได้ทำให้เราพ้นจากการต้องตรวจสอบตัวเอง
ในช่วงปลายพระชนมชีพ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าพระฉันนะยังมีความดื้อรั้นอยู่ จึงมีพระดำรัสถึงวิธีปฏิบัติต่อท่านหลังพระองค์ปรินิพพาน โดยให้สงฆ์ลง พรหมทัณฑ์ คือไม่ว่ากล่าว ไม่ตักเตือน และไม่สนทนาด้วยนอกจากเรื่องที่จำเป็น วิธีนี้ฟังดูแปลก เพราะก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงสอนให้ตักเตือนกัน แต่ในกรณีที่คนปิดประตูไม่รับคำเตือนทุกอย่าง บางครั้งการหยุดพูดกลับกลายเป็นบทเรียนที่แรงกว่าเดิม
ตามคัมภีร์ภายหลัง เมื่อพระฉันนะถูกพรหมทัณฑ์ ท่านสะเทือนใจอย่างหนัก เพราะคนที่เคยไม่ต้องการให้ใครสอน กลับพบว่า ไม่มีใครสอนจริง ๆ ไม่มีใครอยากสนทนาด้วย และไม่มีใครยอมรับพฤติกรรมเดิมอีกต่อไป เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านเริ่มลดมานะและหันกลับมาปฏิบัติอย่างจริงจัง จนในที่สุดบรรลุพระอรหัตตามคำอธิบายในคัมภีร์สืบต่อมา
เรื่องนี้จึงน่าคิดมาก เพราะบางครั้งคนเราพูดว่า “ไม่ต้องมาสอนฉัน” โดยไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วการมีคนกล้าบอกเราว่าอะไรผิดนั้นเป็นโชคอย่างหนึ่ง
คนที่ไม่มีใครกล้าเตือน อาจไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีข้อผิดพลาด แต่อาจหมายความว่า คนรอบตัวเหนื่อยเกินกว่าจะพูดแล้ว
และนั่นอาจอันตรายกว่าการถูกตำหนิเสียอีก
พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องความเป็น “สุวโจ” คือผู้ว่าง่ายสอนง่าย ว่าเป็นคุณธรรมสำคัญ แม้ในกรณียเมตตสูตรก็มีการกล่าวถึงความเป็นผู้ว่าง่ายเป็นคุณสมบัติของผู้ดำเนินไปสู่ความสงบ เพราะใจที่อ่อนโยนและเปิดรับเหตุผลย่อมมีโอกาสแก้กิเลสของตนเองได้มากกว่าใจที่แข็งกระด้างและยืนยันแต่ความเห็นของตน
แต่ต้องเข้าใจอีกครั้งว่า “ว่าง่าย” ในทางธรรมไม่ได้แปลว่าไม่มีจุดยืน คนว่าง่ายสามารถปฏิเสธสิ่งผิดได้ และสามารถถามเหตุผลได้เต็มที่ เพียงแต่เมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นถูกธรรม ก็ไม่ดื้อเพราะอัตตา
ดังนั้น เวลามีคนตักเตือน เราอาจยังไม่ต้องเชื่อทันที แต่ควรฟังให้จบ ตรวจสอบว่าเขาพูดจริงหรือไม่ และถ้าจริงก็ควรยอมแก้ ไม่ใช่รีบหาข้อผิดของคนเตือนมาใช้กลบข้อผิดของตัวเอง
นี่เป็นหนึ่งในลักษณะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างชัดเจนมากว่า ผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้ ไม่ใช่คนที่ไม่มีใครตำหนิได้ แต่คือคนที่เมื่อถูกตำหนิอย่างถูกต้องแล้ว สามารถใช้คำตำหนินั้นเป็นเครื่องฝึกตนได้
เพราะคำเตือนที่ถูกต้อง ไม่ได้ทำให้เราต่ำลง
สิ่งที่ทำให้เราต่ำลงคือ รู้ว่าผิดแล้วไม่ยอมแก้
พระฉันนะจึงเป็นเรื่องเตือนใจอย่างดีว่า คนหนึ่งอาจอยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามาก เคยมีบทบาทสำคัญมาก และมีอดีตที่น่าภาคภูมิใจมาก แต่ตราบใดที่ยังมีมานะ ก็ยังต้องฝึกอยู่ดี
และบางครั้ง ขั้นแรกของการฝึกอาจไม่ใช่การนั่งสมาธินานขึ้นหรือเรียนธรรมมากขึ้น แต่เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทำยากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ
เมื่อมีคนเตือนเราอย่างถูกต้อง เรากล้าพูดกับตัวเองหรือไม่ว่า “เรื่องนี้ ฉันอาจเป็นฝ่ายผิดก็ได้”
วันที่พูดประโยคนี้ได้ ใจก็เริ่มเปิด
และเมื่อใจเปิด การเรียนรู้ก็เริ่มต้นอีกครั้ง
ที่มา..สำนักพิมพ์เสบียงบุญ แหล่งรวมหนังสือเพื่อธรรมทาน
จำนวนผู้ชม : 93
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply