เล่าเท่าที่จำได้ :จดหมายฉบับที่ 2 จากรามัญนิกาย (จบ)

196 Views

            หลังจากว่างเว้นตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายไปหลายวันเนื่องจากติดภารกิจไปต่างจังหวัด วันนี้ขอเล่าต่อ เป็นตอนสุดท้าย..ซึ่งจะมีรายละเอียดว่าใครถามว่า อาจารย์อุทัย ต้องการหรือคณะสงฆ์รามัญต้องการ แล้วผมจะตอบอย่างไร..

จดหมายจากคณะสงฆ์รามัญนิกายฉบับที่ 2

 

            หลังจากนั้นสิ่งที่ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) ต้องการ คือ จดหมายขอความอนุเคราะห์ 2 ประเด็นที่ได้คุยกับ พระพรหมบัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ซึ่งข้าพเจ้าในฐานะคนประสานงานคิดว่าน่าจะรู้เรื่องดีที่สุด จึงร่างจดหมายเป็นภาษาไทยขึ้นมาฉบับหนึ่ง แล้วส่งให้ คุณสุนทร ศรีปานเงิน ซึ่งเป็นคนไทยเชื่อสายมอญเหมือนข้าพเจ้า ไปเป็นคนแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ หลังจากคุณสุนทร ศรีปานเงิน แปลเรียบร้อย ข้าพเจ้าส่งให้ คุณสุมิตร ปุณณะการี ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายมอญเหมือนกันเชี่ยวชาญเรื่องภาษาอังกฤษที่เป็นทางการคัดเกลาสำนวนอีกรอบ แล้วจึงส่งให้พระอาจาย์เขมา เพื่อดูสำนวน คัดเกลา ส่งให้พระอาจารย์ปาละ ซึ่งเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ลงนาม

            สุดท้าย เมื่อได้หนังสือมาแล้วข้าพเจ้าไปเดินทางไป วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ อีกรอบเพื่อเข้าพบ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส  หลังจากอ่านจดหมายแล้ว ท่านพูดมาคำหนึ่งว่า

            สิ่งที่อาจารย์อุทัยกำลังพยายามทำอยู่นี้ คณะสงฆ์มอญต้องการ หรืออาจารย์อุทัยต้องการ”  ข้าพเจ้าตอบทันทีว่า “คณะสงฆ์มอญต้องการ เพราะหากคณะสงฆ์มอญ ไม่ต้องการ คงไม่เซ็นหนังสือขอความอนุเคราะห์มา”  

              จากนั้นท่านจึงมอบหมายให้พระเจ้าหน้าที่รับหนังสือเสนออธิการบดีเพื่อลงนามเป็นลำดับต่อไป สัปดาห์ต่อมาพระเจ้าหน้าที่แจ้งมาว่า พระราชปริยัติกวี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยรูปใหม่ลงนามแล้ว พร้อมกับถ่ายรูปมาให้ ข้าพเจ้าจึงส่งต่อไปให้พระอาจารย์เขมา และพระอาจารย์ปาละ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะทราบ เพื่อขอให้มาประชุมและจัดตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกันระหว่าง วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ กับ  มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ท้ายเรื่องนี้ก็เงียบหายไป

สุดท้าย..ความสำเร็จเกิด

            ข้าพเจ้ายังไม่ลดความพยามยามช่วงวันวิสาขบูชาโลกปี 2562  ประธานคณะสงฆ์รามัญนิกายและคณะมาประชุมที่ประเทศไทย ข้าพเจ้าได้แจ้งให้ประธานคณะสงฆ์รามัญนิกาย  (ปัจจุบันอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ)  ทราบว่า มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ มีจดหมายขอความอนุเคราะห์เรื่องการพัฒนาการศึกษาค้างอยู่ที่ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยู่ฉบับหนึ่ง อยากให้ท่านช่วยตามงานให้ด้วย  ตอนหลังทราบว่ามีการประชุมและมีการพูดเรื่องนี้ที่ประชุมแต่เรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้า

            จนสุดท้ายข้าพเจ้าได้ไปหา Ven. Ashin Poke Pha พระนิสิตมอญที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาโท ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แจ้งให้ท่านทราบว่า

              ท่านในฐานะประธานชมรมพระนิสิตมอญ มจร ช่วยประสานเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าหน่อย เพราะอยากเห็นชมรมพระนิสิตและพระนิสิตมอญ ดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากมีความสนินสนมกับคณะสงฆ์รามัญนิกายด้วยกัน ภาษาในการสื่อสารก็คล่องกว่าข้าพเจ้า การทำงานน่าจะราบรื่นกว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจพระนิสิตมอญ สำหรับคณะสงฆ์รามัญนิกายน่าจะไว้วางใจกว่าข้าพเจ้า”

              แต่ลึก ๆ ความจริงสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ คือ อยากเห็นพระนิสิตมอญทำงานแล้วรู้จักสัมพันธ์กับผู้บริหาร Mahachlalongkornrajavidyalaya University เพื่อเป็นเครื่อข่ายในอนาคตและทั้งอยากเห็นมีการเชื่อมโยงระหว่างพระนิสิตมอญใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ประจวบกับช่วงนั้น ข้าพเจ้าได้มีการพูดคุยกับ Phra Weerasak Jayadhammo (PhaAjahn Tah) พระเจ้าหน้าที่ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ  PhaAjahn Tah อยากได้พระนิสิตมอญจาก มหาวิทยาลัยรามัญญรัฎฐะ มาศึกษาต่อที่ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ   ข้าพเจ้าจึงแจ้งไปยัง Ven. Ashin Poke Pha ประธานชมรมพระนิสิตมอญ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเข้าพบ  PhaAjahn Tah และให้มีการประชุมร่วมกัน ที่ประชุมตอนนั้น PhaAjahn Tah แจ้งว่าประสงค์ต้องการให้ผู้บริหาร วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ  ไปเยี่ยมชม มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ รบกวนให้ประธานชมรมพระนิสิตมอญช่วยติดต่อให้ด้วย

 

       หลังจากนั้นไม่นานข้าพเจ้าได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จาก Dr.Thet Naing  (Sain Non Ju) หรือข้าพเจ้าเรียกแบบกันเองว่า ดร.สุมมะ ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งไปทำงานที่กับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ว่า คณะผู้บริหารกับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ มาประชุมที่ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ   พื่อจะปรึกษาหารือในการที่พัฒนาการศึกษาร่วมกัน

      นับตั้งแต่ พระราชปริยัติกวี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้อนุมัติมอบหมายให้ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ   ไปดำเนินการตามที่ มหาวิทยาลัยรามัญญรัฎฐะ ขอความอนุเคราะห์มา 2 ประเด็นเป็น เวลา 1 ปีเต็ม ๆ  การประชุมอันเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกระหว่างสองสถาบันคือ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ของคณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกาย กับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ  ของคณะสงฆ์รามัญนิกาย จึงเกิดขึ้น

       การประชุมอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ นอกจากมีการพูดคุย ความเป็นมาของ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ หัวข้อการเจรจาหลักของ “ฝ่ายตัวแทน มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ คณะสงฆ์รามัญนิกาย”  มี 4 ประการด้วยกัน คือ

      1.มหาวิทยาลัยรามัญญรัฎฐะ ขอสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อส่งพระนิสิตทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสมาศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

      2. มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ จะขอทำข้อตกลงร่วม (MOU) กับ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

     3.  คณะสงฆ์รามัญนิกาย มีพระภิกษุอยู่ประมาณ 10,000 รูป ต้องการให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับพิจารณามอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ทางคณะสงฆ์รามัญนิกายด้วย

     4. เนื่องจากคณะสงฆ์รามัญนิกายได้รับเกียรติจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้มาร่วมในฐานะผู้สังเกตุการณ์งานวิสาขบูชาโลกมาหลายปีแล้ว ต้องการอยากมีบทบาทบนเวทีนี้ด้วย

      ทั้ง 4 เรื่องที่ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ คณะสงฆ์รามัญนิกายร้องขอ  พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติในฐานะเป็นตัวแทนการประชุมของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับเรื่องไว้พิจารณา บางเรื่องที่ทำได้จะขอทำเลยนั่นคือ การทำข้อตกลงร่วมหรือเซ็น MOU ร่วมกัน วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ  กับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ส่วนบางเรื่องที่อยู่นอกอำนาจการตัดสินใจของท่านต้องเสนอผู้บริหารอนุมัติต่อไป ซึ่งท่านก็ตอบทิ้งท้ายไว้ว่า “น่าจะทำได้ทุกเรื่องที่ขอมา ไม่น่ามีปัญหาหรือตัดขัดอะไร”

            หลังจากการประชุมอันเป็นประวัติศาสต์นี้แล้ว พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส เจอข้าพเจ้าเน้นย้ำอยู่เสมอว่า ขอให้อาจารย์อุทัยเชื่อมั่นใจในตัวอาตมา อาตมาจับอะไรแล้วไม่เคยปล่อย เดินหน้าอย่างเดียว เรามาทำงานร่วมกัน เพื่ออนาคตของลูกหลานและคณะสงฆ์รามัญ”

              ทั้งหมดทั้งมวลที่มาเล่ามานี้คือ “จารึกหน้าหนึ่งในประวัติความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์รามัญนิกาย” โดยผ่านการจับมือเดินไปด้วยกันระหว่างสองสถาบัน วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ สาเหตุที่ต้องพูดอย่างนี้ เพราะความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ดังที่เล่ามาทั้งหมดนี้ มิได้เกิดด้วยตัวบุคคลต่อบุคคล วัดต่อวัด หรือตัวข้าพเจ้าคนเดียว แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้เพราะพวกเราทำงานกันเป็นทีม เกิดขึ้นระหว่างองค์กรต่อองค์กรและซ้ำเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ทั้งสองประเทศ  หากพวกเราทุกคนร่วมมือ ร่วมใจ เดินไปด้วยกัน ความมั่นคง ความมั่งคั่งและความยั่งยืนของคณะสงฆ์รามัญนิกาย ของ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ คงต้องเกิดขึ้นเป็นแน่แท้ และตัวละครทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือมีชื่อปรากฎอยู่ในบทความนี้ หลังจากนี้ไปทุกท่านคือ..บุคคลในประวัติศาสตร์ ที่อุทิศตนเองเพื่อชาติพันธุ์มอญอันเป็นที่รักของพวกเราทุกคน..

      ทั้งหมดทั้งมวลคือ “เสี้ยวหนึ่งแห่งชีวิต” ที่พยายามทำเพื่อตอบแทนบุญคุณผ้าเหลืองที่เคยบวชเรียนมาอันยาวนาน..และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เล่ามาทั้งหมดไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้ตัวเอง “ดูดีหรือให้ผู้ใดยกย่อง” อะไรแต่ประการใดไม่..เพราะงานนี้สำเร็จได้หากคุณผู้อ่าน ๆ ตั้งแต่ตอนต้นจนจบทั้ง 3 ตอน จะพบว่าเราทำงานเป็นทีม และสิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดสำคัญกว่าสิ่งใด ๆ ก็คือ เพื่อสนองเจตนารมณ์ตัวเองที่มีความเชื่อมั่นอย่างมั่นคงว่าชาติพันธุ์ใด ๆ ก็ตามหากต้องการจะฟื้นฟูความเป็นตัวตนด้านอัตลักษณ์ให้สังคมนานาชาติยอมรับนั่น “การพัฒนาทรัพยากรบุคคล” การสร้างคนเท่านั้นคือ..ทางรอด

 

 

 

Leave a Reply