มส.รับใส่เกล้า “พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ” ลดสร้าง “เครื่องรางของขลัง” ทางไสยศาสตร์

วันที่ 9 ม.ค.2569 ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 1/2569 โดยภายหลังการประชุม รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติน้อมรับพระสังฆราโชบายจากสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา พ.ศ.2569 ดังนี้

1.การธำรงรักษาและเชิดชูหลักการพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อหลักการอันเป็นแก่นแท้ โดยยึดหลักปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เป็นสำคัญ มุ่งเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ทั้งนี้ คณะสงฆ์ต้องให้ความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม การปฏิบัติธรรม และพระพุทธศาสนาเป็นภารกิจหลัก

2.การควบคุมและลดกิจกรรมที่เบี่ยงเบนจากหลักพระพุทธศาสนา กำหนดมาตรการควบคุมและลดการจัดสร้างหรือส่งเสริมเครื่องรางของขลังที่ไม่ใช่การเจริญอนุสสติ วิธีทางไสยศาสตร์ และวัตถุหรือกิจกรรมนอกหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงการนำสิ่งที่ขัดต่อพระธรรมวินัย ตลอดจนรูปเคารพหรือพิธีกรรมที่ไม่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา เข้ามาในเขตพุทธศาสนสถาน ทั้งนี้ ให้กำกับดูแลอย่างเข้มงวด และห้ามดำเนินการใดๆ ที่เป็นไปในลักษณะนอกรีตหรือบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนา

3.การกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งพระสังฆาธิการและตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ จากการให้ความสำคัญกับงบประมาณด้านถาวรวัตถุ เป็นการพิจารณาจาก 1.ความเคร่งครัดและการดำรงตนเป็นแบบอย่างด้านพระธรรมวินัย 2.สัมฤทธิผลด้านจัดการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา และสัมฤทธิผลในการบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎและมติมส. 3.สัมฤทธิผลในการจัดการศาสนสมบัติและสาธารณูปการให้เรียบร้อยและสอดคล้องหลักธรรมาภิบาล

รศ.ชัชพล กล่าวต่อไปว่า 4.การเสริมสร้างระบบตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบาย ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามามีบทบาทสนับสนุนระบบการตรวจสอบประวัติในการเสนอแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ และร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของมส.ให้เป็นรูปธรรม

5.การบังคับใช้พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และเป็นธรรรม ดำเนินการกำกับดูแลด้านพระธรรมวินัยอย่างเข้มงวด โดยอาศัยกฎมหาเถรสมาคมที่มีอยู่ แก้ไขเพิ่มเติม ร่วมกับกลไกของ คพช. ในกรณีอธิกรณ์หรือข้อกล่าวหาทางวินัย ให้ยึดหลักความยุติธธรรม ความโปร่งใส ความเสมอภาค และความรวดเร็ว โดยไม่ให้มีการช่วยเหลือหรือแทรกแซง

6.การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรคณะสงฆ์ให้กระชับและมีประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ให้คล่องตัว โดยลดจำนวนตำแหน่งที่ซ้ำช้อน แบ่งเขตการปกครองให้สอดคล้องกับจำนวนพระภิกษุสามเณรและโครงสร้างการปกครองของบ้านเมือง กำหนดการมอบหมายงานเจ้าคณะผู้ปกครองให้มีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน โดยจัดกลุ่มภารกิจหลักเป็นด้านการปกครองและฐานข้อมูล ด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ การปฏิบัติธรรม และงานพระธรรมทูต ด้านสาธาธารณูปการและการศาสนสมบัติ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดสัมฤทธิผลให้ชัดเจน

7. การจัดตั้งกลไกกลั่นกรองก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ มส. จัดให้มีกลไกการตรวจสอบและพิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารเรื่องมส. ตลอดจนการขอพระราชทานพระราชดำริและการขอประทานพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะการแต่งตั้งในตำแหน่งต่าง ๆ ให้กำหนดตำแหน่ง หน้าที่ และคุณสมบัติอย่างชัดเจน

รศ.ชัชพล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า 8. การปรับปรุงระบบนิตยภัต ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิตยภัตให้เหมาะสม สอดคล้องกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

9. การปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างองค์กรของพศ. ให้สามารถสนองและรองรับการดำเนินนโยบายของมส.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

10. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการคณะสงฆ์ด้วยดิจิทัล จัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับพระภิกษุสามเณร วัด สถานที่ที่มีพระภิกษุสามเณรพำนัก และการบริหารงานของคณะสงฆ์ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งนี้ ให้พัฒนาระบบดิจิทัลรองรับการบริหารภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ของคณะสงฆ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความถูกต้องในการบริหารจัดการ

11. การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย โดยยึดมั่นในพระธรรมวินัยและคณะสงฆ์ไทยควบคู่กับการประยุกต์องค์ความรู้สหสาขาวิชา การบูรณาการศาสตร์ และการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาศักกยภาพพระภิกษุสามเณรให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจและดำรงบทบาททางสังคมได้อย่างเหมาะสมในบริบทปัจจุบันและอนาคต

12. การจัดทำแผนพัฒนาคณะสงฆ์ระยะยาว ให้มีเป้าหมายชัดเจนและต่อเนื่อง มีการวางแผนและยุทธศาสตร์ของคณะสงฆ์ กำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงนโยบาย การบริหาร และการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทความท้าทายของสังคมไทยและสังคมโลก

รศ.ชัชพล กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ที่ประชุม มส.มีมติ 1.เห็นชอบให้น้อมรับพระสังฆราโชบายเพื่อกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา เป็นนโยบายมส. 2.สนองพระสังฆราโชบาย ข้อ 6 โดยจัดให้ภารกิจคณะสงฆ์ 6 ด้าน ประมวลเป็น 4 กลุ่มภารกิจหลัก ดังนี้ กลุ่มภารกิจด้านการปกครองและฐานข้อมูล กลุ่มภารกิจด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์ กลุ่มภารกิจด้านการเผยแผ่ การส่งเสริมการปฏิบัติธรรรมและงานพระธรรมทูต กลุ่มภารกิจด้านสาธารณูปการและศาสนสมบัติ ทั้งนี้ ให้งานด้านสาธารณสงเคราะห์ เป็นภารกิจที่คณะสงฆ์ทุกภาคส่วนดำเนินการเพื่อเกื้อกูลชุมชนอย่างต่อเนื่องและตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้า 3. มอบหมายให้พศ. ดำเนินการสนองและเสนอพระสังฆราโชบายทั้ง 12 ข้อ ซึ่งมส.น้อมรับมาเป็นนโยบายมส.แล้ว ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบ พร้อมทั้งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานในคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือในพศ. เพื่อรองรับภารกิจตามนโยบายข้างต้นต่อไป

Leave a Reply