พระสังฆราโชบาย : จะรอดในวันที่ชาวบ้านถือสาอย่างไร

วันที่ 18 มกราคม 2569   หลังจากมติมหาเถรสมาคมรับทราบ “สังฆราโชบาย” จำนวน 12 ข้อ ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ถึงความเป็นไปได้ในทางปฎิบัติ ซึ่งมีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง ล่าสุด ดร.มงคล นาฏกระสูตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้โพสต์แสดงคิดเห็นในเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า  ความสัมพันธ์ระหว่างพระกับชาวบ้านมีมายาวนาน วัดคือสิ่งบ่งบอกวิถีชีวิตของชุมชน เช่น วัดที่โบสถ์ใหญ่โตวิจิตรงดงาม บ่งบอกเศรษฐกิจที่ดี ศรัทธาต่อวัดและพระศาสนาที่ดีเช่นกัน..เป็นต้น เพราะเป็นศูนย์กลางชุมชน พระทำอะไรชาวบ้านก็ชอบไปหมด ไม่ถือสา

แต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไปแล้ว ชาวพุทธรุ่นใหม่ห่างเหินวัดและศาสนา พร้อมทั้งไม่ค่อยไว้วางพระวัดใกล้บ้าน …เนื่องด้วยข้อมูลข่าวสารด้านลบสุด ๆ ของสงฆ์ เป็นสาเหตุหนึ่ง ส่วนสาเหตุหนึ่งคือพระสงฆ์ยังไม่เคยปรับปรุงองค์กรตัวเอง (Social Lag) เป็นสังคมอนุรักษ์หรือสังคมสถิตย์สุดโต่ง เมื่อปัญหาเกิดจึงแก้ไม่ได้ แก้ไม่ทัน แม้บางรูปอาจจะคิดว่าตนอยู่ใน Save Zoneก็น่าจะปลอดภัยดีแล้ว แต่เมื่อระดับจภ.และจจ.หรือเป็นชั้นเทพชั้นธรรม ชั้นพรหมน่าอยู่สบายแล้ว แต่มันไม่ใช่ คงไม่ต้องบอกถึงพระเล็กๆในวัดน้อย ๆ…จะอยู่ต่อไปอย่างไร

ชาวบ้านเริ่มถือสาเอาเรื่องพระที่ไม่พึงประสงค์
ในมุมมองทางสังคมวิทยา ทัศนคติของคฤหัสถ์ต่อพระเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากหลายสาเหตุ ที่เป็นเหตุใหญ่น่าจะมี 2 ประเด็น

1. ข่าวพระฉาว เริ่มปรากฎในเชิงลึก เพราะโซเซียลสามารถบันทึกพฤติกรรมเบี่ยงเบนของสงฆ์ได้ง่าย และสื่อกระแสหลักชอบเสนอข่าวฉาวของพระเพราะสร้างเรตติ้งให้ผู้คนสนใจ เรื่องผู้หญิงกับเงิน จึงเป็นประเด็นที่สังคมรังเกียจ ความไว้ใจที่เคยมีก็ค่อยๆหมดไป

2. ฆราวาสที่สนใจพระพุทธศาสนาในเชิงลึกทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติมีมากขึ้น เขาอ่านพระไตรปิฎกโดยตรง และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดจึงสามารถมองออกว่าพระรูปใดประพฤติแบบใดด้วย พระที่เคยอาศัยเซฟโซนเริ่มหากินยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพระหลายรูปไม่รู้เท่าทันสังคม…จึงอยู่ยากขึ้นทุกวัน…พรรคพวกก็น้อยลง รายได้ก็หดหาย และถูกจ้องจับผิดตลอดเวลา แม้ไม่ได้ผิดอะไรก็ตาม

พระสังฆราโชบาย: คือพระวิสัยทัศน์

ข่าวมส.(มหาเถรสมาคม) รับสนองพระสังฆราโชบายทั้ง 12 ข้อ หลายฝ่ายทำสาธุการหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในการกระทำที่ลงสู่การปฏิบัติจริง (Implement)ในหลายประเด็น เช่น เรื่องไสยศาสตร์และทำวัตถุมงคล ฯลฯ อันเป็นรายได้หลักของสงฆ์กระแสหลัก ทั้งยังมีวัตถุมงคลในสต๊อกมากมาย และในวัดเต็มไปด้วยเทพเจ้าบูชา เช่น เทพทันใจ พญานาค ท้าวเวสสุวรรณ พระพิฆเนศวร์ ฯลฯ ต้องทำอย่างไร อีกประการภาพหลวงพ่อในมส.ที่เป็นประธานดับเทียนชัยในงานพุทธาภิเษก…ยังรับนิมนต์เป็นองค์ประธานต่อไปหรือไม่…

ถ้าสิ่งที่กล่าวมามส.สั่งเด็ดขาดห้ามปฏิบัติ…และหลวงพ่อก็งดรับงานประเภทนี้อย่างเด็ดขาดให้เซียนพระ..ตกใจกันบ้าง เสียงแส้ซ้องสาธุการคงดังจากทั่วทุกทิศ แต่มส.ลืมคิดไปมั้ย เมื่อรายได้หลักของพระสายนี้หายไป…ท่านต้องทำอย่างไร..ให้อยู่รอดท่ามกลางเขาควาย(Dilemma) ระหว่างรายได้ของวัดและสนองพระสังฆราโชบายด้วย งานนี้ไม่ง่ายนะครับหลวงพ่อ…

Leave a Reply