วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “การเลือกตั้งสามใบ” ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันชิง 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หากยังเป็นจุดตัดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ ศาสนา และอำนาจการเมือง เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นพร้อมกับการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา
บริบทดังกล่าวได้ดึง “สถาบันสงฆ์” เข้าสู่ศูนย์กลางของวาทกรรมทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมตั้งคำถามต่อหลักคิดดั้งเดิมที่ว่า “พระสงฆ์ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” ว่ายังเป็นหลักประกันศรัทธา หรือกำลังกลายเป็นเครื่องมือกดทับสิทธิและปิดช่องตรวจสอบอำนาจรัฐ

ศรัทธาภายใต้เงาการเมือง
ภายใต้รัฐบาลรักษาการที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาทางการเมือง สถาบันการเมืองอ่อนแอ ขณะที่กระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นมาอย่างเข้มข้น โดยมี “ชาติ” เป็นแกนกลางในการระดมความชอบธรรม
นักวิชาการชี้ว่า การเชื่อมโยงภัยคุกคามด้านความมั่นคงเข้ากับศาสนา ได้เปิดพื้นที่ให้รัฐและพรรคการเมืองบางกลุ่ม ใช้สถาบันสงฆ์เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยา ขัดแย้งโดยตรงกับหลักการวางตัวเป็นกลางของพระสงฆ์
พระสงฆ์ไทย: พลเมืองครึ่งใบ?
ในทางกฎหมาย พระสงฆ์ไทยถูกตัดสิทธิเลือกตั้งมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลว่าเป็น “ปูชนียบุคคลเหนือความขัดแย้ง” แต่ในทางปฏิบัติ รัฐกลับใช้อำนาจผ่านกฎหมายและมหาเถรสมาคมในการกำกับ ควบคุม และใช้ประโยชน์จากสถาบันสงฆ์เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อพระสงฆ์สามารถถือครองทรัพย์สิน ทำธุรกรรมทางแพ่ง แต่กลับไม่มีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตประเทศ แม้ในประเด็นประชามติรัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อสถานะพระพุทธศาสนาโดยตรง

เลือกตั้ง 2569: เมื่อศาสนากลายเป็นสนามอุดมการณ์
นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักสะท้อนจุดยืนต่อบทบาทพระสงฆ์อย่างชัดเจน
พรรคประชาชน เสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตรวจสอบงบสำนักงานพระพุทธศาสนา บัญชีวัดดิจิทัล และการแยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ
พรรคภูมิใจไทย ใช้แนวทางพุทธศาสนาแบบอุปถัมภ์ เชื่อมวัดกับเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการแตะโครงสร้างคณะสงฆ์
พรรครวมไทยสร้างชาติ และกลุ่มอนุรักษ์นิยม ชูพุทธศาสนาชาตินิยม ผูกความมั่นคงของชาติไว้กับศาสนา พร้อมผลักดันบทลงโทษทางกฎหมายต่อผู้ถูกมองว่า “บ่อนทำลายศาสนา”
“เหนือการเมือง” : หลักการหรือเครื่องมือ?
ฝ่ายสนับสนุนการวางตัวเป็นกลางของพระสงฆ์ เห็นว่าเป็นการรักษาศรัทธา ป้องกันความแตกแยกในคณะสงฆ์ และสกัดการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง
แต่ฝ่ายวิพากษ์กลับชี้ว่า หลักการดังกล่าวถูกบังคับใช้แบบสองมาตรฐาน เปิดทางให้รัฐใช้ศาสนาได้ แต่ปิดปากพระสงฆ์ที่ตั้งคำถามต่ออำนาจ นำไปสู่การลิดรอนสิทธิพลเมือง และลดทอนบทบาททางศีลธรรมของศาสนาในสังคมร่วมสมัย
ปมร้อนประชามติรัฐธรรมนูญ
การทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการแก้ไข มาตรา 67 กลายเป็นจุดปะทะสำคัญ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมองว่าเป็น “เกราะคุ้มครองพุทธศาสนา” ขณะที่ฝ่ายปฏิรูปเห็นว่าเป็นช่องทางให้รัฐแทรกแซงกิจการสงฆ์และละเมิดความเป็นกลางทางศาสนา


Leave a Reply