วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากคอลัมน์ “ริ้วผ้าเหลือง” โดยเปรียญสิบ เผยแพร่บทความ เมื่อพระสงฆ์ “ทิ้งการเมือง” โดยในบทความมีท่อนหนึ่งว่า ..สังคมไทย ไม่นิยมให้พระภิกษุสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และทั้งมองว่า “การเมือง” เป็นเรื่องของผลประโยชน์และเป็นเรื่องของ “ความขัดแย้ง” พระภิกษุสงฆ์ในฐานะตัวแทนแห่งความ “บริสุทธิ์” ต้องอยู่เหนือการเมือง.. ซึ่งต่อมามีการตั้งคำถามเชิงบทความในสื่อ “บ้านเมืองออนไลน์” และ “Thebuddh” ว่า “พระสงฆ์ไทยควรอยู่เหนือการเมืองจริงหรือ ?” มีกลุ่มบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นออกมาต่าง ๆ นานา ๆ เช่น
Nuchua Narong ปัจจุบันอยู่ใต้อาณัติการเมือง ดูตัวอย่างเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นต้น การเมืองสั่งตั้งกรรมการสอบได้ มส.ก็ไม่กล้าออกมาปกป้องช่วยเหลือพระในปกครอง ,Prattanan Changpoom
การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ไม่เว้นแม่กระทั่งพระ ยกเว้นคุณจะบรรลุระดับอนาคามีขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์แล้วนั่นแหละถึงจะเรียกว่าอยู่เหนือการเมือง เรื่องทางโลกอย่างแท้จริง , Suttisak Petch-iam ไม่ควรริบรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
ขณะที่ พระมหานรินทร์ นรินฺโท วัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา นักวิพากษ์สังคมสงฆ์ชื่อดัง ได้ตอบคำถามดังกล่าวโดยละเอียดความว่า

มันมากับการเลือกตั้ง อีกหนึ่งคำถาม “พระสงฆ์ไทยควรอยู่เหนือการเมืองจริงหรือ ?” ก่อนจะไปถึงคำถามที่ว่านี้ ก็ต้องมาพิจารณากันว่า “พระสงฆ์ไทยคือใคร ?” ในอดีตนั้น มีคำนิยมว่า “บวชร่ำ บวชเรียน บวชเปลืองข้าวสุก บวชเล่นหมากรุก บวชสนุกกับเพื่อน” เป็นนิยามการบวชของคนไทยที่มีมาแต่สมัยโบราณ ซึ่งท่านก็นำมาผูกเป็นคำคล้องจองกันพอประมาณเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว คนไทยบวชกันด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างมากมาย อาทิเช่น
1. บวชเรียน เป็นการบวชเพื่ออาศัยได้ไปศึกษาวิชาความรู้ในวัด เพราะวัดไทยสมัยก่อนนั้นเป็นทั้งศาสนสถานและเป็นโรงเรียน ถึงจะเป็นโรงเรียนเฉพาะผู้ชาย คือผู้ที่จะเรียนได้ต้องบวชเป็นพระและเป็นสามเณรก่อนเท่านั้น เด็กผู้หญิงไม่มีโอกาสนี้ แต่ถึงกระนั้นการบวชเรียนจึงถือว่าเป็นเหตุผลสำคัญของชาวไทยในการนำลูกหลานไปฝากไว้กับวัด โดยการให้บวชเป็นพระเณร
2. บวชตามประเพณี การบวชเช่นนี้มีการแยกออกไปตามประเพณีท้องถิ่น อย่างเช่นภาคกลางของไทย จะไม่นิยมบวชสามเณร แต่จะนิยมบวชเมื่อวัยครบบวช คืออายุถึง 20 ปีแล้ว ถือว่าเป็นการบวชทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ ที่อยากเห็นชายผ้าเหลืองของลูกก่อนตาย การมีลูกชายแล้วได้บวชนี้ ก็คล้ายกับการมีลูกชายในลัทธิศาสนาพราหมณ์ ที่เชื่อกันว่า การมีลูกชายจะทำให้ตระกูลไม่ขาดสูญ เพราะลูกชายเป็นผู้สืบสายสกุล ลูกสาวสืบสกุลไม่ได้ ต้องไปใช้นามสกุลผัว พราหมณ์จึงบัญญัตินรกขึ้นขุมหนึ่งชื่อว่า “ปุตตะ” ใครไม่มีลูกก็เตรียมตัวตกนรกขุมนี้ในเวลาตาย ส่วนใครมีลูกชายก็ถือว่าสบาย ไม่ต้องตกนรกตั้งแต่เป็นคน เรียกว่าลูกชายปิดอบายได้ ส่วนคนไทยถึงจะมีลูกชาย แต่ถ้าลูกยังไม่ได้บวชก็ยังปิดอบายไม่ได้ พ่อแม่จึงปรารถนาจะเห็นชายผ้าเหลืองลูก ยิ่งลูกอายุย่างเข้า 25 ปี ถือว่าเป็นวัยเบญจเพศ มักจะมีเหตุร้าย จึงเร่งเร้าให้ลูกชายได้บวช เพื่อป้องกันเหตุร้ายอีกทางหนึ่งด้วย ประเภทนี้มักจะบวชเป็นเวลา 4 เดือน คือจำพรรษา 3 เดือน ออกพรรษแล้วรอรับกฐินอีก 1 เดือน พอรับกฐินเสร็จก็กราบลาพระอุปัชฌาย์อาจารย์ สึกออกมาเป็นทิด ถือว่าเป็นคนสุกในสังคมไทย ซึ่งสมัยโบราณนั้น การผ่านวัดมาถือว่าเป็นเครดิตที่จะหางานได้ง่ายด้วย เหมือนเป็นปริญญาบัตรใบหนึ่งเลยทีเดียว

3. บวชหนีสังคม มีบางผู้บางคน มีอัธยาศัยในการบรรพชา ไม่ปรารถนาจะอยู่ครองเรือนอีกต่อไป หรือมีเหตุกระทบจิตใจอย่างรุนแรง เกิดความเห็นว่า การบวชเป็นเส้นทางอันสงบ ไม่มีการเบียดเบียนกัน และเป็นแนวทางแสวงหาโมกษะ คิดดังนี้จึงสละครอบครัวออกบวช ซึ่งคนประเภทนี้มีน้อยมาก อาจจะถึงหนึ่งในล้านก็ได้ เพราะขนาดบางคนประกาศตัวเองว่า เบื่อโลก มุ่งมั่นจะบวชจนตาย และไม่สึก แต่ก็เห็นสึกออกไปหลายราย ตอนบวชนั้นจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ แต่ตอนสึกต้องแอบลับๆ ซ่อนๆ กลัวคนครหาว่าเสียสัจจะ ทำไม่ได้ตามที่พูด เสียผู้เสียคน เส้นทางการบวชในพระศาสนานั้นจึงมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ใครที่คิดง่ายๆ ว่า ถ้าบวชแล้วคงจะสามารถบรรลุธรรมได้ง่ายๆ ก็มักจะตายน้ำตื้น
4. บวชหน้าไฟ ใครมีญาติเสียชีวิต อยากบวชอุทิศส่วนบุญกุศลให้ คนไทยเชื่อว่าการบวชคือการทำบุญครั้งยิ่งใหญ่กว่าการทำบุญใดๆ ดังพระมหินทรเถระถวายพระพรพระเจ้าอโศกว่า มหาราชวังเป็นผู้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาหาได้ไม่ ตราบใดที่ยังไม่มีพระราชโอรสออกบรรพชาอุปสมบท สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา
แต่การบวชหน้าไฟนั้น แรกๆ ก็บวชกันนานหน่อย อาจจะ 3 วัน 5 วัน แต่หลังๆ มา เวลาชักจะมีค่ามากขึ้น เลยลดระยะเวลาบวชเหลือเพียง 1 วัน 1 คืน บ้างไวกว่านั้น คือบวชเช้าวันงาน ตกบ่าย หลังฌาปนกิจศพแล้ว ก็ลาสิกขากันเลย ยังมิทันได้เก็บอัฐิด้วยซ้ำไป แต่การบวชหน้าไฟก็ถือว่าเป็นประเพณีที่ชาวไทยนิยมใช้มาแต่โบราณ

5. บวชแก้บน บางคนไปบนบานสานกล่าว บ้างจะรำแก้บน บ้างจะถวายหัวหมู ถวายสังฆทาน จะสร้างโน่นสร้างนี่ เพื่อแก้บน แต่มีบางคนประกาศ “จะบวชแก้บน” ครั้นพอสมหวังแล้วก็ต้องบวชตามที่บนเอาไว้ นี่ก็เป็นการบวชอีกประเภทหนึ่งของชาวไทย
6. ตามตามเพื่อน เห็นเพื่อนบวชก็บวชด้วย นี่ก็มีอยู่ด้วยเหมือนกัน การบวชตามที่สำคัญก็คือ บวชเป็นหางนาค ของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง เวลาเสด็จทรงผนวชแล้ว ย่อมถือว่าเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระราชโอรส จะทรงผนวชเพียงพระองค์เดียวย่อมจะไร้ซึ่งพระเกียรติยศ จึงมีเชื้อพระวงศ์ ข้าราชบริพาร อาสาบวชตามเป็นหางนาคด้วย แต่นั่นก็นานที
7. บวชแก้โรค เป็นการบวชที่นับว่าแปลก คือบางคนตอนยังเป็นเด็ก หรือเป็นฆราวาสอยู่นั้น มักจะป่วยออดๆ แอดๆ รักษายังไงก็ไม่หาย ครั้นนำไปบวชเป็นพระเป็นเณรแล้ว กลับหายเหมือนไม่เคยป่วย แถมสุขสบาย พอสึกออกไปก็ป่วยอีก แบบนี้เห็นทีต้องบวชแก้โรค ก็เป็นความเชื่อของคนไทย และมีผู้บวชแบบนี้อยู่แทบทุกบ้านทุกเมือง
8. บวชเพื่อเป็นพระราชประเพณี การบวชในลักษณะนี้ เป็นพระบรมราโชบายของราชสำนักไทยมาแต่สมัยโบราณ โดยทรงน้อมนำเอาการทรงผนวชของกษัตริย์ชาวศากยะ ที่ทรงตกลงกติกาเอาไว้ว่า “ตระกูลหนึ่งๆ ควรส่งเจ้าชายไปบวชกับพระโคดมพุทธเจ้า เพื่อเป็นพระราชประเพณี” กรณีพระมหากษัตริย์ไทยทรงผนวชก็ล้วนแต่ถือเอาคตินิยมมาจากศากยวงศ์ตรงนี้ ซึ่งในการทรงผนวชนั้น จะมีหมายกำหนดการทั้งบวชและปริวัตร (ลาสิกขา) ออกมาพร้อมๆ กัน ยกเว้นแต่เจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งเมื่อทรงผนวชได้ระยะหนึ่ง พระราชบิดาสวรรคต มีคนห้ามมิให้สึก เพราะถ้าสึกออกมาก็อาจจะต้องแย่งชิงราชบัลลังก์กับพระเชษฐาต่างพระมารดา ซึ่งทรงมีพระราชอำนาจเหนือกว่า พระภิกษุวชิรญาณจึงทรงยินยอมผนวชต่อไปนานถึง 47 ปี รอจนพระเชษฐา (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) สวรรคต จึงทรงปริวัตรลาสิกขาออกมาครองราชย์ เฉลิมพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นรัชกาลที่ 4
นอกเหนือจากนั้นท่านทรงผนวชและปริวัตรตรงตามกำหนดการหมด ยกเว้นแต่รัชกาลที่ 8 มิทันได้ทรงผนวชก็ด่วนสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน การบวชของพระมหากษัตริย์ไทยจึงมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งแสวงหาพระนิพพาน แต่เป็นการบวชเพื่อรักษาขัตติยะประเพณีอันดีงามไว้ เพราะเมื่อผู้นำสูงสุดทรงผนวช ก็ย่อมจะเป็นนิติธรรมให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาอำมาตย์ ข้าราชบริพาร รวมทั้งอาณาประชาราษฎร์ ได้น้อมนำไปประพฤติตาม นับว่าเป็นสุดยอดกุสโลบายของพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณ
9. บวชการเมือง มีทั้งกษัตริย์และนักการเมืองมากมาย ที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมือง และถูกการเมืองทำร้าย แต่ในเมืองไทยเรานี้มีสถานที่ที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้อำนาจทางการเมืองเข้าไปทำร้ายใครได้ ถือเป็นเขตอภัยทาน เป็นเขตพิเศษที่พระมหากษัตริย์ทรงประกาศเวนมอบถวายเป็นพุทธบูชา แม้นว่านักโทษคดีถึงประหารเข้าไปในเขตพระราชทานที่ว่านี้ ก็ให้มีสิทธิพิเศษ สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายแม้แต่จากพระราชาได้ สถานที่ว่านั้นก็คือ วัดในพระพุทธศาสนา สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก เพราะพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณนั้นทรงมีหลายลูกหลายเมีย แต่ละลูกก็มีแม่ แม่ก็อยากให้ลูกของตัวเองได้ดี จึงสนับสนุนลูกตัวเอง ไม่ยอมเห็นขี้ดีกว่าไส้ ถ้าลูกได้ดีตัวเองก็จะได้ดีไปด้วย ผลสุดท้ายก็เกิดการทำร้ายทำลายกันเองในระหว่างเชื้อพระวงศ์ ผู้ที่ชนะได้ครอบครองราชบัลลังก์เป็นกษัตริย์ ผู้ที่พ่ายในเกมการเมือง ถ้าไม่ถูกประหัตถ์ประหารไปเสียก่อน ก็จะหาที่ปลอดภัยไว้ซ่อนตัว และวัดก็เป็นสถานที่ทรงเลือก ด้วยการทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ถือว่าใช้ผ้าเหลืองคุ้มครองป้องกันภัยไว้อีกชั้นหนึ่ง

แต่ก็ปรากฏว่า มาตรว่ากษัตริย์พระองค์นั้นจะทรงผนวชแล้ว แต่บวชเพราะการเมือง มิได้บวชเพราะอัธยาศัย ครั้นนานไป ก็ใช้วัดเป็นสถานที่ซ่องสุมสมัครพรรคพวก จนกล้าแข็ง สามารถชิงบัลลังก์ได้ทั้งผ้าเหลือง มีปรากฏในสมัยกรุงศรีอยุธยาหลายรัชกาล ก็ประมาณได้ว่า บวชการเมือง
เมื่อประเทศสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ไทยแลนด์” ในปี พ.ศ.2475 แล้วนั้น หลังจากนั้นก็เกิดการแตกคอในระหว่างคณะผู้ก่อการปฏิวัติหลายครั้งหลายคราว จนแทบเรียกว่าไม่มีใครได้ดี เพราะทำลายอุดมการณ์ คณะผู้ก่อการหลายท่าน ได้เลือกทางออกทางการเมืองด้วยการ “บวชพระ” เช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้น ท่านได้ไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ถือว่าเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไปบวชนอกประเทศเลยทีเดียว แม้กระทั่งการบวชของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดวิกฤตการเมืองไทย ที่เรียกว่า “14 ตุลา 2519” ก็เริ่มมาจากการบวชเณรที่สิงคโปร์ แล้วเข้ามารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร จนบานปลายกลายเป็นมหาวิปโยคกลางเมือง
และน่าจะมีการบวชอีกหลายวิธีในเมืองไทย ผู้ชายไทยที่บวชเข้ามาด้วยวิธีการที่แตกต่างกันเหล่านี้ พอบวชแล้วก็ต้องมาอยู่รวมกันในวัด มีฐานะและวัตรปฏิบัติเสมอกัน เคารพนับถือกันด้วยอายุพรรษา แบบว่าใครบวชก่อนก็มีอาวุโสกว่า ผู้ที่บวชทีหลังต้องแสดงความเคารพผู้ที่บวชก่อน เป็นระเบียบที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานเอาไว้แก่ท่านพระอานนท์ พระสงฆ์ไทยยังคงยึดมั่นในพระบรมพุทโธวาทมาจนปัจจุบัน

ดังนั้น การที่จู่ ๆ ก็มีคนถามขึ้นว่า “พระสงฆ์ไทยควรอยู่เหนือการเมืองจริงหรือ” ดังนี้เป็นต้น จึงสร้างความงงว่า คำว่าพระสงฆ์ไทยนั้น หมายถึงพระสงฆ์ไทยรูปไหน เพราะพระสงฆ์ไทยมีมากมายถึง 3 แสนกว่ารูป แถมแต่ละรูปยังมีที่มา คือการบวชที่มีเป้าหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน แล้วจะกะเกณฑ์ให้ทุกรูปทุกองค์นั้น “มีเป้าประสงค์เหมือนกันหมด” ถามว่า จะเป็นไปได้อย่างไร
ในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านมีคำจำกัดความเรียกหลักการของพระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชว่า “วิภัชชวาที” คือแยกแยะเป็นประเด็นๆ ไป ไม่ตีขลุม เช่นว่า โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง สัตว์ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ ฯลฯ ถามให้เลือกข้างแบบนี้มิใช่วิธีแบบพุทธ ถ้าเป็นแบบพุทธแท้ก็จะต้องถามแยกแยะไปตามเหตุตามปัจจัย
ในคณะสงฆ์ไทยนั้น ท่านก็ยังแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ ได้แก่ มหานิกาย กับธรรมยุติกนิกาย และในแต่ละนิกายก็ยังมีสำนักย่อยๆ แยกออกไปอีกมากมาย เป้าหมายหรือแม้แต่แนวทางปฏิบัติของแต่ละสำนักก็แตกต่างกัน พระเณรส่วนใหญ่ที่บวชมาเพื่อศึกษาร่ำเรียนนั้นเล่า ก็เหมือนบวชตามประเพณี เรียนจบบ้าง ไม่จบบ้าง ก็ลาสิกขาออกไป บางรูปบางองค์บุญผ้าเหลืองยังมีก็อยู่เป็นพระต่อไป จนได้เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ เป็นเจ้าอาวาส ก็ตามแต่วาสนา
ถือว่าพระไทยมีความหลากหลายมากที่สุดในโลกในเรื่องของการบวชและเป้าหมายของการบวช ดังนั้น การจะถามพระไทยทุกรูปทุกองค์ว่า ควรอยู่เหนือการเมืองหรือไม่ ก็ต้องนำเอาวิธี “วิภัชชวาที” มาใช้ให้ตรงกับแต่ละกลุ่ม เช่น กรณีบวชตามประเพณี และบวชเรียน บวชแบบนี้ มีความจำเป็นต้องอาศัยรัฐบาลในการอุปภัมภ์ ทั้งด้านสิทธิในการบวช สถานะของการบวช สิทธิพิเศษบางอย่าง รวมทั้งการรับรองวุฒิการศึกษา แถมพระเณรไทยที่บวชแบบนี้มีเยอะกว่ากลุ่มอื่น กลุ่มใหญ่กลุ่มนี้จึงควรตอบคำถามนี้ ว่าท่านอยากจะอยู่เหนือหรืออยู่ใต้การเมือง ส่วนเนื้อหาสาระปลีกย่อยอื่นๆ นั้น ก็เอาไปว่ากันต่อไป


Leave a Reply