“มหานรินทร์” โต้กลับ “ทองย้อย” ว่าด้วย “พระบรมราชโองการ” ฟาดกลับ “ย้อย” สมชื่อ ไม่ทำการบ้าน สะเพร่า !!

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569  หลังจาก พระมหานรินทร์ นรินฺโท วัดลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ทัศนะ “ยุ่งตายห่า ฆราวาสปกครองพระ” ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในวงการคณะสงฆ์และชาวพุทธ ต่อมา “ทองย้อย แสงสินชัย” อาจารย์อาวุโสในการการคณะสงฆ์ได้ออกมาชี้แจงโต้กลับในมุมมองเชิงวิชาการจำนวน 2 ตอน

ล่าสุด “พระมหานรินทร์ นรินฺโท” ได้โต้กลับ โดยมีความว่า  อ่านเอาเรื่อง VS อ่านหาเรื่อง ความจริงก็มีคนส่งบทวิจารณ์ของอาจารย์ทองย้อยมาให้อ่านตั้งหลายวันแล้ว อ่านแล้วก็งั้น ๆ มองว่าดีนะ ยังมีอดีตเปรียญลาพรตที่สนใจในวัดวาอาราม อีกอย่าง การที่แกอายุมาก เป็นรุ่นครูบาอาจารย์ ถึงจะลามปามไปบ้างก็ปล่อยแกไปไม่ถือสา แต่จะไม่ถือเสียทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะทุกอย่างในโลกใบนี้ย่อมจะมี “ขอบเขต” ให้พูดและทำ ดังอาจารย์ทองย้อยแกอ้างหลักการว่า “ไม่สนใจว่าคนเขียนเป็นใคร สนใจในเนื้อหามากกว่า”

นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พระมหานรินทร์ต้องหันมาพิจารณา “ความเห็น” ของอาจารย์ทองย้อย โดยไม่สนใจว่าแกเป็นใคร อายุเท่าไหร่ เป็นนายพันหรือนายพล หรือเป็นราชบัณฑิต มีสิทธิ์ที่จะถูกวิจารณ์ได้ เพราะดูกันที่ “ตัวหนังสือ” มิได้ดูกันที่ตัวบุคคล

ทั้งหมดที่อาจารย์ทองย้อยแกเเขียนมานั้น พระมหานรินทร์จะขอตอบเพียงเรื่องเดียว คือข้อที่ 3 เกี่ยวกับราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจารย์ทองย้อยแกเขียนไว้ว่า
จุดที่ ๓ ข้อความที่เขียนเป็นดังนี้ 

ที่น่าแปลกใจก็คือ มีการใช้ “พระราชกิจจานุเบกษา” เป็นที่ประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ด้วย โดยให้มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากันกับพระบรมราชโองการเลยทีเดียว ก็เลยทำให้มองเห็นว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีกับพระบรมราชโองการ มีฐานะเท่าเทียมกันในราชกิจจานุเบกษา ความข้อนี้ค่อนข้าง “แรง” ทีเดียว-เอาคำสั่งนายกฯ ไปเทียบกับพระบรมราชโองการ

แต่ผู้เขียนข้อความนี้ ควรศึกษาดูระเบียบที่ว่าด้วยงานของราชกิจจานุเบกษาให้ชัดเจนว่า ราชกิจจาฯ มีหน้าที่ลงประกาศเรื่องอะไร เรื่องประเภทไหน ผมตามไปดูแล้วครับ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล … เรื่องการติดตั้งบ่อดักไขมันบำบัดน้ำเสียในอาคาร … ก็ลงประกาศในกิจจานุเบกษาครับ
นี่แปลว่า เอาข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลไปเทียบกับพระบรมราชโองการ อย่างนั้นหรือ?
เปิดพจนานุกรมให้ดูเป็นเบื้องต้นเลยนะครับ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -ราชกิจจานุเบกษา : (คำที่ใช้ในกฎหมาย) (คำนาม) สิ่งพิมพ์ของทางราชการที่จัดให้มีขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อเป็นที่ประกาศข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่ประสงค์จะให้ประชาชนได้ทราบ เช่น กฎหมาย ประกาศคนล้มละลาย การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท.เข้าใจหน้าที่ของราชกิจจานุเบกษาแล้วนะครับ

ครับ นั่นคือบทวิจารณ์ของอาจารย์ทองย้อยแก

คืออาจารย์ทองย้อยแกเปิด “หน้าที่” ราชกิจจานุเบกษา ว่าเป็นเพียงหนังสือประกาศข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งทุกหน่วยงานสามารถที่จะใช้ราชกิจจานุเบกษาเป็นพื้นที่บันทึกไว้ได้ ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนตำบล ไปจนถึงสำนักพระราชวัง แล้วทำไมสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ ครม. จะใช้ไม่ได้ เขาใช้มานานแล้ว นี่แกหมายความไว้กว้างๆ เช่นนี้

ก็เรื่องแบบนี้พระมหานรินทร์ไม่กล้าเถียงหรอก แต่ก็ขอบอกว่า พระมหานรินทร์ก็รู้ไม่ต่างไปจากอาจารย์ทองย้อยแกรู้ และรู้ด้วยว่า พักหลังมานี้ มีการใช้ราชกิจจานุเบกษาผิดไปจากเดิม โดยเฉพาะเรื่อง การสถาปนาสมณศักดิ์และแต่งตั้งในทางคณะสงฆ์

คือในวงการสงฆ์ไทยเรานั้น ในยุคสมัยรัชกาลที่ 9 จะเป็นอันรู้กันว่า วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันพ่อ เป็นวันมหามงคล ซึ่งทางสำนักพระราชวังจะทำพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาให้เป็นมงคลยิ่ง ด้วยการ “ตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์” ให้แก่พระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป (แต่ก็มีพิเศษเป็นบางครั้ง เช่นคราวฉลองพระชนมพรรษา 60 ปี สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ในปี พ.ศ.2535)
และในการแต่งตั้งทั้งเลื่อนสมณศักดิ์นั้น จะเริ่มด้วยการ “ประกาศมติมหาเถรสมาคม” เป็นปฐม จากนั้นจึงจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลผ่านสำนักพระราชวัง และกรมการศาสนาจะออกฎีกานิมนต์พระที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เข้ารับการสถาปนา-แต่งตั้ง ในพระบรมมหาราชวัง ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี

ภายหลังจากนั้น จึงจะมีการส่งเอกสารการแต่งตั้งไปยัง “กองงานราชกิจจานุเบกษา” เพื่อบันทึกเป็นหมายเหตุเอาไว้อย่างเป็นทางการ

แต่ในรัชกาลปัจจุบัน ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์เสียใหม่ โดยพระสงฆ์ไทยซึ่งแต่เดิมจะคอยฟัง “มหาเถรสมาคม” ก็ต้องแปลกใจที่ไม่ได้ยิน แต่สิ่งที่ได้เห็นก็คือ ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศตั้งพระราชาคณะ โดยที่ไม่ต้องผ่านมหาเถรสมาคม และไม่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จนเกิดสำนวนใหม่ในวงการสงฆ์ไทยว่า “เจ้าคุณราชกิจจา”

พอมีพระบรมราชโองการผ่านราชกิจจานุเบกษาออกมาเช่นนี้ สมัยนี้เทคโนโลยีมันเร็ว จึงมีลูกศิษย์ของพระที่ได้รับประกาศนั้น นำเอาราชทินนามใหม่ไปแสดงมุทิตาจิต เป็นเจ้าคุณชั้นนั้นชั้นนี้ จึงมีคำถามตามมาอีกว่า “ลำพังพระที่ได้รับพระบรมราชโองการผ่านราชกิจจานุเบกษา แต่ยังไม่ได้เข้ารับพระราชทานสมณศักดิ์อย่างเป็นทางการ จะสามารถใช้ราชทินนามใหม่ได้หรือไม่”
คำตอบก็คือ ได้

พอมีคำตอบว่า “ได้” เช่นนั้น ก็เลยกลายเป็นไวรัล ครั้นได้ทราบว่าครูบาอาจารย์สหธรรมิกรูปใด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ “ผ่านราชกิจจานุเบกษา” ปุ๊ป ผู้ที่เคารพนับถือทั่วโลก ก็จะยิงถ้อยคำมุทิตาจิต โพสต์รูปภาพของพระรูปนั้นๆ พร้อมทั้งราชทินนามใหม่ในทันที

ทั้งนี้ถือว่า ผ่านราชกิจจานุเบกษา ก็เท่ากับเป็นแล้ว ราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลนี้ จึงเป็นพระบรมราชโองการที่มีศักดิ์และสิทธิ์ทุกประการ

แล้วลองเทียบดูกับ “มติคณะรัฐมนตรี” ที่ใช้ราชกิจจานุเบกษาประกาศ “คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2569 เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ก็จะเห็นได้ว่า คำสั่งนี้ไม่ใช่พระบรมราชโองการ แต่เนื้อหาสาระนั้น “ประหนึ่งกฎหมาย” ที่จะต้องผ่านสภาและลงพระปรมาภิไธย

พระมหานรินทร์ จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ที่น่าแปลกใจก็คือ มีการใช้ “พระราชกิจจานุเบกษา” เป็นที่ประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ด้วย โดยให้มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากันกับพระบรมราชโองการเลยทีเดียว ก็เลยทำให้มองเห็นว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีกับพระบรมราชโองการ มีฐานะเท่าเทียมกันในราชกิจจานุเบกษา”

พอพระมหานรินทร์ตั้งข้อสังเกตไว้เช่นนี้ คนเป็นนักปราชญ์เช่นอาจารย์ทองย้อย กลับมองเห็นเป็นว่า “เอาคำสั่งนายกฯ ไปเทียบกับพระบรมราชโองการ” ไปไหนมาสามวาสองศอกเลย

เลยเห็นว่า อาจารย์ทองย้อยนี่แกย้อยจริง ๆ ชอบอ่านหาเรื่อง มิได้อ่านเอาเรื่องเอาราวอะไร ไอ้ที่แกยกหลักการและเหตุผลของราชกิจจานุเบกษามาน่ะก็เรื่องบ้านเก่าเสาโย้ หารู้ไม่ว่าราชกิจจานุเบกษาถูกพัฒนาอำนาจหน้าที่ไปไกลแล้ว แบบว่าเขาใช้ไอโฟน 15 แต่อาจารย์ทองย้อยแกเล่นโทรศัพท์ตู้อยู่ อ้างว่าตู้โทรศัพท์อยู่นี่ จะใช้ไลน์ไอดีได้อย่างไร

กรณีนี้มีข้อเปรียบเทียบ เช่นกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ไปทำพิธีที่วัดพระแก้ว ซึ่งจัดสถานที่โดยสำนักพระราชวัง ได้จัดที่นั่งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิวัตร (ยศในขณะนั้น) นายกรัฐมนตรี ได้ทำพิธีจนเสร็จเรียบร้อย

แล้วก็มีภาพข่าวออกไปว่า “ทักษิณนั่งในวัดพระแก้วไม่เหมาะสม แสดงตนประหนึ่งพระเจ้าแผ่นดิน” กลายเป็นคำครหากับนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ถามว่า บริเวณพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น ใครเป็นคนดูแล
คำตอบก็คือ สำนักพระราชวัง แล้วถามว่า สำนักพระราชวังรู้ไหมว่าจะต้องจัดที่นั่งให้แก่นายกรัฐมนตรีอย่างไร ?

คำถามนี้ไม่ต้องตอบ แต่ถามว่า รู้แล้ว จัดแล้ว แต่ทำไมจึงกลายเป็นประเด็นในทางการเมือง
กรณีราชกิจจานุเบกษานี้ก็เช่นกัน แรกนั้นเป็นเพียงหนังสือข่าวสารของราชการ แม้แต่สำนักพระราชวังก็นำมาลงไว้ แต่ภายหลังมากลายเป็นว่า “ราชกิจจานุเบกษาคือพระบรมราชโองการ-โดยไม่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”

คือแต่เดิมนั้น พระบรมราชโองการต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แต่พักหลังมานี้ไม่มีเลย มีแต่ข้อความล้วนๆ ก็ถือว่าเป็นศักดิ์และสิทธิ์แล้ว

ครั้นเทียบกับ “คำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้” ถึงจะมีลายเซ็นนายกรัฐมนตรีกำกับ แต่มิได้เป็นพระบรมราชโองการหรือกฎหมายที่ผ่านสภา ก็เลยกลายเป็นว่า “คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีมีอำนาจประหนึ่งพระบรมราชโองการ”

คำว่า “มีอำนาจประหนึ่ง” นี้ มิใช่แค่คำเปรียบเทียบเท่านั้น แต่ในสาระของ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568” ก็มีอำนาจครอบคลุมกิจการคณะสงฆ์ ยิ่งกว่า พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติ

เรื่องนี้ พระมหานรินทร์ ได้ทำการวิเคราะห์เอาไว้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ภายหลังที่ได้เห็นประกาศฉบับนี้เพียงวันเดียว (ประกาศลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568)

แต่อาจารย์ทองย้อยแกก็ “ย้อย” สมชื่อ คือไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เขาเขียนไว้ตั้งนานก็ไม่อ่าน ไม่อ่านยังไม่พอ ยังมาตั้งคำถามเอากับคนเขียนอีกว่า “ถ้าจะตั้งคำถาม ต้องถามมาตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 อันเป็นวันที่สังคมรู้กันว่ามีผู้คิดที่จะให้มี คพช. ไม่ใช่มาถามเอาวันนี้”

ไม่อ่านอย่าเซ็น ไม่เห็นอย่าวิจารณ์

นี่ไงฮะ ถึงบอกว่า “สะเพร่า” เป็นถึงครูบาอาจารย์ ไม่ทำการบ้าน แต่ทำงานอย่างลวก ๆ ใช้ประสบการณ์เก่าๆ คิดว่าตัวเองเก๋า ไม่รู้ว่าโลกปัจจุบันเขาไปถึงไหนกันแล้ว ยังมะงุมมะงาหราอยู่กับความรู้ชุดเดิม เห็นแล้วก็น่าสงสารคนแก่ แต่ก็ปล่อยแกไปเถอะ อย่าไปถือสาอะไรเลย

จึงถามว่า อ่านเอาเรื่อง หรือ อ่านหาเรื่อง ?

Leave a Reply