“มจร” เปิดห้องต้อนรับ “กก.อิสลามประจำกรุงเทพฯ” ด้าน “เจ้าคุณประสาร” ย้ำ มจร เปิดประตูกว้างทุกศาสนา เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคม!!

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น.  ณ ห้องประชุมคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระเทพวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานในการต้อนรับคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร อันมี ผศ.ดร.อับดุลเลาะ หนุ่มสุข รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และคณะ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และบุคคลากร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมต้อนรับ

พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวตอนหนึ่งว่า  ในนามมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยภายใต้การนำของพระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรู้สึกยินดีและปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครมาเยือนเชื่อมสัมพันธไมตรี ความจริงพวกเราเจอกันแล้วหลายเวทีในการสัมมนา แต่ลักษณะแบบมาจับเข่าคุยกันแบบนี้อย่างไม่เกิดขึ้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยของเรามีภารกิจด้าน มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่และสร้างพุทธนวัตกรรม เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม  บุรพาจารย์ของชาว มจร ตั้งแต่สมเด็จพระพุฒาจารย์ หลวงพ่ออาจ ท่านมีปณิธานอันแรงกล้าที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับนานาชาติ ร่วมทั้งศาสนาอื่น ๆ  ในยุคพระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดี มจร ท่านเชื่อมสัมพันธ์จัดเวทีระดับนานาชาติไปทั่วโลกร่วมกับตัวแทนศาสนาทั้งคริสต์ อิสลาม ฮินดู แม้กระทั้งพระพรหมวัชรธีราจารย์ องค์อธิการบดีปัจจุบันท่านก็เปิดประตู มจร ให้ทุกศาสนาเข้ามาเรียน เข้ามาศึกษา และเข้ามาเยี่ยมเยียน มจร ได้ตลอด

“พวกเราในฐานะผู้แทนศาสนา ต้องร่วมมือกัน ต้องเป็นแบบอย่าง เพื่อให้ศาสนิกชนของตนเป็นคนดี เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขและเกิดสันติภาพ ซึ่งหลวงพ่อพุทธทาสท่านได้วางหลักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาไว้ดีมาก 3 ประการ คือ 1. ให้ทุกคนยึดมั่นตามหลักคำสอนให้ศาสนาของคน 2. สร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดีต่อกันระหว่างศาสนา และ 3. อยากให้ดึงมนุษย์ออกจากวัตถุนิยมให้มาก เนื่องจากหากมนุษย์ติดอยู่ในวัตถุนิยม จะก่อให้เกิดความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นแล้วจะนำมาซึ่งความแตกแยกในมนุษยชาติ ดังที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้..”

ขณะที่ ผศ.ดร.อับดุลเลาะ  หนุ่มสุข กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ที่พวกเราได้มาเยี่ยมเยียนและได้รับเกียรติจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในเดือนที่พวกเราเชื่อว่าเป็นเดือนที่ดีที่สุดในสิบสองเดือนคือเดือนรอมฏอน เดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม วะสะฎียะฮ์ แปลว่าทางสายกลาง เหมือนกับภาษาของพุทธศาสนาคือ มัชฌิมา คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และท่านจุฬาราชมนตรี ให้ความสำคัญกับสังคมพหุวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก มุสลิมกับชาวพุทธเราอยู่ร่วมกันมานานแล้วตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย อยุธยา จนกระทั้งปัจจุปัจจุบัน ในอดีตเรามักไม่ค่อยได้ปฎิสัมพันธ์ต่อกันวัดก็อยู่วัด มัสลิมก็อยู่ในส่วนของมัสยิด ต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน

ยุคนี้เราต้องมีปฎิสัมพันธ์ต่อกัน เราต้องร่วมมือกันในสร้างสังคมแห่งสันติสุข สังคมแห่งสันติภาพ ใน มจร มีการเปิดสอนเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ อย่างที่ท่านเจ้าคุณกล่าวไว้ว่า ปัจจุบัน มจร เปิดประตูกว้างทุกศาสนา ไม่มีกำแพงกั้นระหว่างศาสนา ตรงนี้ทำอย่างไร คนมุสลิมจึงจะมาเรียน มจร ได้ แนวคิดของหลวงพ่อพุทธทาส 3 ประการที่เจ้าคุณพระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวไว้สำคัญมากในการเสริมสร้างระหว่างศาสนิกชนและสันติภาพในโลกนี้ เราต้องสร้างค่านิยมใหม่ ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจระหว่างศาสนาถือว่าเป็นศัตรูของพวกเรา พวกเราต้องหาทางที่จะเชื่อมสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้นไป..”

หลังจากนั้นได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในการที่จะจับมือร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร

พระเทพวัชรสารบัณฑิต ได้กล่าวสรุปตอนท้ายว่า วันนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเราจะทำงานร่วมกันเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แบบนี้ไปสู่สังคมกว้าง ซึ่งเท่าที่ฟังมาสรุปได้ 5 ประเด็นที่พวกเราจะทำงานร่วมกัน คือ 1.จะร่วมกันทำงานด้านการศึกษา 2. ด้านสังคมต่อไปนี้จะทำงานกันให้มากยิ่งขึ้น จะสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นยิ่งขึ้น 3. เรื่องชายแดนภาคใต้ตรงนี้อาจต้องตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อไปเยี่ยมเยียนพระภิกษุสงฆ์ วัดและมัสยิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  4.  มจร จะไปเยี่ยมที่สำนักจุฬาราชมนตรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และประการสุดท้าย ขอให้พวกท่านกลับมาเยี่ยนพวกเราอีก เนื่องจากวันนี้เป็นวันสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นการสร้างถนนแห่งเมตตา กรุณา เป็นถนนแห่งสันติสุขทั้งระดับปัจเจก ระดับสังคม ระดับประเทศชาติ เพื่อนำไปสู่สันติภาพให้เกิดขึ้นกับมนุษยชาติต่อไป..

Leave a Reply