เจาะปมฉาว!! “ที่พักสงฆ์ป่าชนะใจ” เงื่อนงำ 4 ประเด็น ตร.-ปปท.สอบเส้นทางเงิน!!

วันที่ 19 ก.พ.69 หลังจากวานนี้ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว (บิ๊กเต่า) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้ เข้าตรวจสอบ “สถานปฎิบัติธรรมป่าชนะใจ” ที่มี ครูบาชัยวัฒน์ เป็นเจ้าสำนัก พร้อมทั้งข้อกล่าวหาบุกรุกป่าและใช้ที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบ ต่อมาทางสถานปฎิบัติธรรมป่าชนะใจออกมาแก้ข้อกล่าวหาใน 3 ประเด็นว่า มิได้บุกรุกที่ดิน สปก.แต่ได้มาเนื่องด้วยชาวบ้านสละสิทธิให้ การใช้ที่ดินยังอยู่ในขั้นตอนการขอ และข้อกล่าวหาว่าสร้างบ้านขายหลังละ 5 แสนก็ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงกุฎิปฎิบัติธรรมเท่านั่น  ขอที่เพจ “กู้ศักดิ์ศรีให้ตำรวจ” ได้โพสต์เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า

เจาะปมฉาว “วัดป่าชนะใจ”: ศรัทธาหรือพุทธพาณิชย์?​จากปฏิบัติการของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)นำโดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว (บิ๊กเต่า) เข้าตรวจสอบ “วัดป่าชนะใจ” ที่มี ครูบาชัยวัฒน์ เป็นเจ้าสำนักแม้จะบวชได้เพียง 2 พรรษา (ตั้งแต่ปี 2566) แต่กลับมีเงื่อนงำที่น่าสงสัยใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้:

​1. หมู่บ้านอาริยะ: ธุรกิจบนคราบนักบุญ
​พบการสร้างบ้านน็อกดาวน์จัดสรร เตรียมขายให้ผู้มาปฏิบัติธรรมหลังละ 500,000 บาท ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นที่พักสงฆ์อย่างชัดเจน

​2. รุกพื้นที่ป่าสงวนและ ส.ป.ก.
​มีการใช้เครื่องจักรหนักทำลายป่าและถมหน้าดินเพื่อสร้าง”พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ” และ “ผาชนะใจ” โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดินอย่างถูกต้อง

​3. สาธารณูปโภคปริศนา  ​เกิดคำถามสำคัญว่า ระบบไฟฟ้าและน้ำประปาขนาดใหญ่ถูกลากเข้าไปติดตั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้อย่างไร ใครเป็นผู้อนุญาตหรือให้การสนับสนุน?

​4. ขุมทรัพย์มหาศาล 2,000 ไร่  ​ครูบาชัยวัฒน์ถูกระบุว่ามีเงินกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านถึง13 แปลง รวมเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ซึ่งตำรวจกำลังเร่ง แกะรอยที่มาของเงินจำนวนมหาศาลนี้ ขณะที่สำนักพุทธฯยืนยันว่าที่นี่เป็นเพียงที่พักสงฆ์ และเคยถูกปฏิเสธการตั้งวัดเนื่องจากใช้เอกสารประชาคมหมู่บ้านปลอม​ความเชื่อมโยงที่ต้องขยายผล​ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบครูบาชัยวัฒน์ได้เดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งทางทีมข่าวและโซเชียลต่างตั้งข้อสังเกตว่าควรมีการเชิญกลุ่มบุคคลที่มีความใกล้ชิดหรือมีความเชื่อมโยงกันมาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่ม “หลวงตา-แม่ชี” ชื่อดัง รวมถึงดาราและอินฟลูเอนเซอร์บางกลุ่มที่เคยมีความเคลื่อนไหวร่วมกัน เพื่อความโปร่งใสในที่มาของเงินทุนและการดำเนินงาน

ทำไมต้องเป็น “บิ๊กเต่า” และทำไมตำรวจต้องปราบพระ?

​หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดตำรวจต้องเข้ามาวุ่นวายกับวงการสงฆ์?คำตอบคือเมื่อ “ศรัทธา” กลายเป็น “พุทธพาณิชย์”  และกฎระเบียบสงฆ์เริ่มหย่อนยาน ตำรวจจึงต้องเข้ามาทำหน้าที่ด้วยเหตุผลดังนี้:​รักษาความบริสุทธิ์ของศาสนา: กำจัดพระที่ประพฤติผิดวินัยร้ายแรง (ปาราชิก) หรือใช้ศาสนาบังหน้าเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว​บังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง: พระสงฆ์อยู่ภายใต้กฎหมายไทย หากมีการยักยอกทรัพย์ ทุจริตเงินวัด หรือรุกที่ดินของรัฐ ตำรวจต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด​ป้องกันการมอมเมาประชาชน: ปราบปรามความเชื่อที่ผิดเพี้ยน การหลอกขายบุญ หรือการนำเรื่องนรก-สวรรค์มาใช้เป็นเครื่องมือรีดไถเงินจากผู้เลื่อมใส​อุดช่องโหว่การตรวจสอบ: หากปล่อยให้สำนักพุทธฯ ตรวจสอบกันเอง อาจเกิดการเอื้อประโยชน์หรือช่วยเหลือพวกพ้อง การที่ตำรวจสอบสวนกลาง (โดยเฉพาะบิ๊กเต่าที่มีผลงานปราบปรามทุจริตโดดเด่น) เข้ามาจัดการ จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการละเว้น

​บทสรุป: กรณีวัดป่าชนะใจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาพุทธพาณิชย์ในสังคมไทย หากไม่มีการกวาดล้างอย่างจริงจัง ศาสนาอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินและแสวงหาผลประโยชน์ การทำงานของตำรวจสอบสวนกลางในครั้งนี้ จึงเป็นการกู้คืนศักดิ์ศรีให้ศาสนาพุทธและกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง

ขณะที่เฟชบุ๊ค สถาพร ด่านขุนทด ข่าว 3 มิติ ได้โพสต์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า  พวกจะล่อเขาทั้งเวิ้งซะเเล้ว อาณาจักรวัดป่าครูบากับลูกศิษย์  เขตป่าสงวนฯที่มวกเหล็ก สระบุรี ป่าไม้กันบางส่วนให้ ส.ป.ก. เเต่เนื่องจากยังคงสภาพป่าสมบูรณ์ ส.ป.ก.จึงยังไม่ได้จัดให้ใคร

อยู่มาวันหนึ่ง มีนักปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่ง ทั้งพระสงฆ์-เเม่ชี พร้อมลูกศิษย์ อ้างสิทธิ์เข้าไปทำประโยชน์ ประกาศเรี่ยไร่ผู้มีจิตศรัทธา พากันเอาเครื่องจักรหนักเข้าไปตีเปิดป่า ตัดทำถนนขึ้นไปยอดเขา วัดป่าต้องใกล้ชิดธรรมชาติ

ฝังท่อ เดินไฟฟ้า ทำระบบสาธารณูปโภค เตรียมสร้างที่พักสงฆ์ ลานปฏิบัติธรรม เเบ่งล็อกเปิดจองบ้านพักน็อกดาวน์สไตล์มูจิ หลังละ 5 เเสนบาท

ขึ้นไปบนยอดนึกว่าลานจอดยานอวกาศ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ อ้างที่วัดป่าเข้ามาก็เพราะจะช่วยดูเเลป่า

ส่วนครูบาฯ ผู้นำจิตวิญญาณวันนี้ไม่อยู่ ถามไปถามมาเพิ่งบวชได้ 2 ปี เเต่เรียกครูบาซะเเล้ว

เจอพระ 10 กว่ารูป ล่าสุด มีรายงานว่า สำนักพุทธฯ ประสานต้นสังกัดที่เลย-อุบลราชธานี มีเอกสารเรียกให้กลับไปรายงานตัวเเล้ว ถ้าไม่กลับ จะถือเป็นพระเร่รอน เเละต้องลาสิกขา

สอบสวนกลาง เเละ ป.ป.ท. จะขยายผลตรวจเส้นเงิน เเละเอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจนท.รัฐ ที่มีเอี่ยวผลประโยชน์.

Cr:ภาพ พยัคฆ์ไพร

ข้อมูลเพจ กู้ศักดิ์ศรีให้ตำรวจ /เฟชบุ๊ก สถาพร ด่านขุนทด

Leave a Reply