มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่มีวิสัยทัศน์ “จัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ และสร้างพุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม” และได้กำหนดพันธกิจไว้ว่าส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สังคมหมายความว่ามีภารกิจในการส่งเสริมให้บุคลากรและ นิสิต ให้มีความตระหนักและเห็นความสําคัญของการมีจิตอาสา นำองค์ความรู้และประสบการณ์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายการในการแก้ปัญหาและเสริมสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้กับสังคมและประเทศชาติ

โครงการพัฒนาบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา เป็นพันธกิจหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่เป็น “แม่งาน” โดยเริ่มแรกกำหนดพื้นที่เป้าหมายไว้ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน คือ เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน ลำพูน เชียงราย แพร่ น่าน ตาก และพะเยา ครอบคลุมชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เย้า มูเซอ ลีซอ ม้ง ลั๊วะ อาข่า ไทใหญ่ ไทลื้อ และจีนยูนาน เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2543 เพื่อให้พระนิสิตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งส่วนกลางและภูมิภาคได้ปฎิบัติศาสนกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง โดยมิได้เลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์วรรณะ ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาของชาวพุทธกำลังคลอนแคลน การทำงานของพระนิสิตเหล่านี้ จึงเปรียบได้ดัง “ดวงประทีปแห่งขุนเขา” นักรบแห่งธรรม สวมหัวใจแห่งความเป็น “พุทธะ” มุ่งมั่นทำงานรับใช้ “พระพุทธองค์” ดังพระโพธิสัตว์ กินบนดิน นอนบนป่า อาศัยบนดอยโอบล้อมไปด้วยภูเขาห่างไกลจากสังคมเมืองอันวุ่นวาย
ระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม 2569 “พระพรหมวัชรธีราจารย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และคณะผู้บริหารทั้งส่วนกลางและวิทยาเขต ได้เดินทางไปให้กำลังใจ “พระบัณฑิตอาสา” ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “พระบัณฑิตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง” ณ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันมี “พระบัณฑิตอาสา” ปฎิบัติศาสนกิจอยู่ทั้งหมด 33 รูป 33 อาศรม (ที่พักสงฆ์) กระจัดกระจายอยู่บนดอยและตามจังหวัดต่าง ๆ บางรูปจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี

พระพรหมวัชรธีราจารย์ ได้กล่าวให้แนวทางการปฎิบัติงานของพระบัณฑิตอาสาตอนหนึ่งว่า หน้าที่ของพระบัณฑิตพัฒนาชาวเขา ต้องทำ 4 ประการ คือ หนึ่ง ให้การศึกษา เกื้อหนุนประชาชนให้มีความรู้ เพื่อจะได้มีโอกาสที่ดีในสังคมประเทศชาติต่อไป สอง ให้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ให้กำลังใจและเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน สาม ช่วยสอนอบรมเรื่องวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา ภายใต้ร่วมกันสืบสาน รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการอยู่ร่วมกัน และ ประการที่สี่ พระบัณฑิต ต้องช่วยสังเคราะห์ญาติโยม ให้เป็นที่พึ่งทางใจและบางคราวก็เป็นที่พึ่งทางกายภาพได้ด้วย เป็นสะพานเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งคณะสงฆ์ ภาครัฐและประชาชน
“ทีมงาน” สอบถามจากประชาชน “เผ่าอิวเมี่ยน” หรือ “เย้า” ที่มาร่วมงานที่พักสงฆ์ดอยบ้านปางกิ่ว ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย มาร่วมแสดงตนเป็น “พุทธมามกะ” จำนวน 300 ครัวเรือน ทราบว่าส่วนใหญ่ใช้ภาษาของตนเองใน “สื่อสาร” ซึ่งกันและกัน พร้อมบอกว่า ประชาชนเมี่ยนนับถือ “ผี” และ “ลัทธิเต๋า” ตามบรรพบุรุษ มาร่วมกิจกรรมกับคณะสงฆ์บ้างในเวลาที่พระบัณฑิตอาสาต้องการให้มาร่วมงาน หรือในวันสำคัญของพระพุทธศาสนา และครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ดอยแห่งนี้มีอาชีพ “ปลูกชา” เป็นรายได้หลักในการเลี้ยงครอบครัว

“พระสุธีรัตนบัณฑิต” คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร ในฐานะถิ่นเกิด “จังหวัดเชียงราย” และเป็นพระที่มีบทบาทสำคัญในโครงการ “พระธรรมจาริก” ของคณะสงฆ์ และโครงการ “พระบัณฑิตอาสา” ของ มจร เล่าว่า ตอนนี้ พระพรหมบัณฑิต ในฐานะประธานคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยพระธรรมจาริกแล้วโดยมี พระธรรมวชิราธิบดี วัดเบญจมบพิตร เป็นประธาน ตนเองเป็นกรรมการและเลขานุการ ร่างระเบียบนี้จะเป็นการทำงานแบบบูรณาการในการเผยแผ่ธรรมะบนดอย มันจะครอบคลุมทั้งหมดทั้งเรื่องการเผยแผ่ เรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างพระธรรมจาริกและพระบัณฑิตอาสา รวมทั้งเรื่องอาศรมต่าง ๆ ที่ตอนนี้หลายแห่งไม่มีสถานะทางทะเบียน
“ชุมชนตำบลวารีนี้เป็นชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์ ศาสนาและวัฒนธรรม ประชาชนที่นี้มีทั้งเย้า กะเหรี่ยง ไทใหญ่ และจีนยูยาน จีนฮ่อ ส่วนศาสนา มีทั้ง พุทธ คริสต์ และอิสลามจาก “อุยกุย์” เดิมเคยมีโรงเรียนสอนจีนใต้หวันด้วย..”
สอดคล้องกับ “เจ้าของรีสอร์ท” และ “ไร่ชา” ใกล้กับที่พักสงฆ์บ้านปางกิ่วบอกว่า พ่อเป็นทหารในกองพล 93 อพยพมาตั้งรกรากที่นี้ เดิมที่นี้เป็นป่า และ มีชาป่า พ่อของตนจึงจับจองที่ดินแถวนี้ปลูกชา เลี้ยงครอบครัว ถนนและไฟฟ้าเพิ่งเข้ามาถึงหมู่บ้านไม่เกิน 15 ปีมานี้ เดียวนี้เจริญขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังนับถือความเชื่อดั้งเดิมคือ ผี พร้อมบอกว่า ตนเองเป็นพุทธส่วนภรรยาเป็นอิสลาม และลูกเป็นพุทธศาสนิกชน ครอบครัวไม่มีปัญหาเรื่องศาสนา พร้อมย้ำว่า ตนเองได้ถวายที่ดินให้กับท่าน ว. วชิรเมธี จำนวน 200 ไร่ เพื่อสร้างเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม

ขณะที่ “พระอนุสรณ์ โชติธมฺโม” ที่พักสงฆ์บ้านปางกิ่ว ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เล่าว่าตนเองเป็นพระบัณฑิตอาสาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจังหวัดขอนแก่น เป็นคนขอนแก่นโดยกำเนิด ชอบอยู่บนป่าบนดอย และต้องการความวิเวก เดิมเรียนที่ มจร มหาสารคาม วิทยาเขตขอนแก่น มีเพื่อนชวนให้มาเป็นบัณฑิตอาสา มาปฎิบัติศาสนกิจตั้งแต่ปี 2561 แล้ว นับแล้ว 9 ปี ส่วนที่พักสงฆ์บ้านปางกิ่วนี้อยู่มาแล้ว 3 พรรษา ช่วงแรกลำบากมาเนื่องจากแตกต่างด้านภาษาวัฒนธรรม การอยู่การกิน และความเชื่อของเขา เราต้องปรับตัวเองให้ได้ ต้องมีความอดทน คนเย้าอุปนิสัยเป็นคนคนดี มีความซื่อสัตย์ เพราะเราต้องทำให้เขาเชื่อมั่นว่าเราจริงใจกับเขา หาเราเอาใจให้เขาได้ ซื้อใจได้ ชาวบ้านที่นี้ขอได้หมด พร้อมที่จะมาร่วมมือกับเรา โดยเฉพาะการสร้างกิจกรรมสำคัญมา เนื่องจากคนเผ่าเย้า เขาไม่มีวัฒนธรรมเป็นรวมกลุ่ม ต่างคนต่างทำ เราจึงต้องเป็นหลักชัยให้เขาให้ได้ คำสอนทางพระพุทธศาสนา วิธีปฎิบัติต้องให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมนับถือผีหรือป้ายบรรพบุรุษเขา และสิ่งสำคัญที่สุดเราต้องซื้อใจเขาให้ได้ เราต้องเป็นหลักให้เขา เป็นที่พึ่งยากทุกข์กายทุกข์ใจได้
“ความสนใจในพระพุทธศาสนาของพวกเขา จะเกิดขึ้นก็เมื่อเขามีความทุกข์ใจ เหมือนสมัยพุทธกาลเลย คือ ทุกข์แล้วจึงเข้าหาพระ เราก็อาศัยจังหวะนี้เอาธรรมะรักษาความทุกข์ของเขาทำให้มันเบาบางลงไป ในส่วนตัวของอาตมาคิดว่า การจะให้คนเปลี่ยนนับถือศาสนาได้ก็มีแต่บนดอยนี้แหละ อย่างวันนี้มีคนมาสมัครเข้ามานับถือพระรัตนตรัยจำนวน 300 ครัวเรือน ซึ่งต่อไปบ้านของพวกเขาก็มีพระพุทธรูป รูปในหลวง พร้อมบัตรแสดงความเป็นพุทธมามกะบัตรทุกบ้าน..”

เมื่อ “ทีมงาน” ถามว่า อยากฝากอะไรถึงผู้บริหาร มจร ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคบ้างท่านบอกว่า “อยากให้ผู้บริหารประชาสัมพันธ์ขอให้พระนิสิตอาสาเข้าสมัคร เพราะตอนนี้การประชาสัมพันธ์น้อยมาก จากเดิมมี 60-70 รูปตอนนี้เหลือ 33 รูป และใน 33 รูปนี้ส่วนใหญ่ 70% อยู่เกิน 5 ปีแล้ว บางรูปอายุมากแล้ว ประการที่สอง การอยู่กิน อยากให้ผู้บริหาร มจร มาช่วยดูแลตรงนี้ อาศรมหลายแห่งไม่สามารถบิณฑบาตได้ เนื่องจากประชาชนไม่ได้นับถือพุทธ การช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องเงิน แต่อยากให้เป็นอาหาร เพราะนิตยภัตที่ได้ 4,000 บาท แม้ไม่มากแต่ก็ถือว่ายังชีพไปได้ พอได้ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ สำคัญที่สุดคือ ต้องการให้ผู้บริหารทั้งส่วนกลางและวิทยาเขต ประชาสัมพันธ์รับสมัครนิสิตอาสารุ่นใหม่เข้ามา..”
ด้าน “พระศิริวัฒนภัทร ญาณภาโส” พระบัณฑิตอาสาสำนักสงฆ์บ้านแม่คิง อ.งาว จ.ลำปาง บอกว่า “เพิ่งมาสมัครเป็นพระบัณฑิตอาสาได้ 1 ปี ชุมชนที่บ้านแม่คิงเป็นชนเผ่าอิวเมี่ยนหรือเย้าเหมือนที่นี้ ร้อยละ 80% นับถือคริสต์ พุทธมีแค่ 2-3 หลังคาเรือน จึงบิณฑบาตไม่ได้ ซึ่งชาวพุทธที่นั่นดีมากจะจัดเวรกันมาส่งอาหารให้พระฉันทุกวันเราก็ให้ศีลให้พรไป หรือบางคราวพวกเขาก็มาร่วมทำวัตรสวดมนต์ร่วมกับเราได้ การเป็นอยู่ไม่ได้สบายกาย แต่สบายใจ โทรศัพท์ อินเตอเน็ตที่สำนักสงฆ์บ้านแม่คิงใช้ไม่ได้”

“พระสหัสวรรษ สุทฺธสทฺโธ” พระบัณฑิตอาสาสำนักสงฆ์บ้านขุนแหง อ.งาว จ.ลำปาง บอกว่า สำหรับสำนักสงฆ์บ้านหุนแหง เป็นชุมชนใหญ่ มีทั้งอิวเมี่ยนและไทลื้อ รวมทั้งคนเมือง คนที่นี้เขาเอาความเป็นหมู่บ้านเป็นหลัก ไม่เลือกว่าเป็น คริสต์ หรือเป็นพุทธ เวลาวัดมีกิจกรรมเขามาร่วมได้หมด อย่างตรุษจีนชุมชนเขาก็จัดผ่าป่ามาถวายให้กับวัด วันพระ วันออกพรรษา มาหมด บิณฑบาตคนใส่กันมาก ฉันไม่หมด ซึ่งอาหารที่เหลือก็แจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาขอ บางคราวก็ให้ผู้สูงอายุ ผุ้ป่วยติดเตียง
“ประชาชนส่วนใหญ่เขาจะมาวัด คือมาปรึกษาการใช้ชีวิตว่าทำอย่างไรชีวิตเขาจะมีความสุขในการใช้ชีวิตในประจำวัน บางคนก็มาขอพึ่งทางกายภาพ เช่น เรื่องอาหาร เรื่องยา เราก็เป็นที่พึ่งให้เขาได้ เท่าที่เรามีของ..”
ทั้ง 2 รูปในฐานะ “พระบัณฑิตอาสา” มจร ได้ส่งเสียงสะท้อนถึง ผู้บริหาร มจร อย่างตรงไปตรงมาว่า “อยากให้มาตรวจเยี่ยมพื้นที่บ่อย ๆ อยากขอคำปรึกษาเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพราะการเป็นพระบัณฑิตเรา เจอปัญหาและอุปสรรคมากและหลากหลายในการเผยแผ่ พวกเราเข้าไม่ถึงผู้บริหาร มจร ความจริงเราส่งงานทุกปีว่าเราทำอะไรบ้าง เจอปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง แต่ส่งขึ้นไปแล้ว ผลตอบมาไม่เคยมี ว่าเวลาเราเจอปัญหาแบบนี้ จะแก้ไขอย่างไร ส่งไปแล้วเรื่องก็เงียบ อยากให้ผู้บริหารมาดูตรงจุดนี้ ส่วนเรื่องเงินค่าน้ำค่าไฟ ชาวบ้านเขาดูแลอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะให้ช่วยพวกเรา..”

ทางด้าน “พระปกรณ์ สนฺตมโน” พระบัณฑิตอาสาอาศรมบานหนองแขม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นพระบัณฑิตอาสามาแล้ว 13 ปี อยู่ในชุมชนชาวคริสต์ เล่าว่าประชากรที่ร้อยละ 90% นับถือศาสนาคริสต์ แต่ไม่ใช่ปัญหาอยู่ร่วมกันได้ จัดบวชสามเณรทุกปี ๆ ละไม่ต่ำว่า 50 รูป หากบวชต่อก็ส่งเข้าเรียนต่อจังหวัดเชียงใหม่
“ภูมิใจที่สุดคือไดสร้างทำเรื่องสร้างคน สร้างศาสนทายาท ทำงานเรื่องนี้มานานแล้วนับสิบปี สามเณรที่ส่งเรียนบางคนเป็นผู้พิพากษา นายตำรวจ นายทหารแล้ว ในชุมชนแม้นับถือศาสนาคริสต์ แต่อาตมาอยู่ร่วมกับพวกเขาได้ เอาหัวใจความเป็นพระ คือผู้ให้ เป็นผู้เสียสละให้พวกเขา ทำเพื่อชุมชน ดึงเด็ก ๆ มาบวช เข้ามาเรียน การทำงานเผยแผ่แบบนี้ มันต้องรู้เขารู้เขา มันจึงจะได้ใจพวกเขา เอาธรรมะเพียว ๆ อย่างเดียวไม่ได้.. หากจะให้ผู้บริหารช่วยก็คือเรื่องผ้าไตร หนังสือสวดมนต์ เนื่องจากจัดบวชสามเณรภาคฤดูร้อนทุกปี..”
ส่วนรูปสุดท้าย “พระมหาฐานันดร เขมปญฺโญ” ศิษย์เก่า มจร ระดับ “ปริญญาเอก” เป็น “พระบัณฑิตอาสา” ยาวนานมากกว่า 23 ปี จบ มจร รุ่น 44 เป็น “ปกาเกอะญอ” หรือ “กะเหรี่ยง” จำพรรษาอยู่ในอาศรมพระบัณฑิตอาสาบ้านดอยดอกแดง ต.บ่อคลี่ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดเมืองนอน ท่านบอกว่า
การอยู่บนดอยมีข้อจำกัดในการใช้ภาษาพอสมควร แต่ตนเองไม่มีปัญหาเนื่องจากเป็นคนพื้นถิ่น การเป็นบัณฑิตอาสาต้อง ทำให้เห็น อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ ปรับตัวเข้ากับชุมชนเขาให้ได้ ส่วนตัวทำงานเป็นพระบัณฑิตอาสาในบ้านเกิด เป็นลูกหลานของคนที่นั้น ช่วงแรกการยอมรับ คือปัญหาใหญ่ การเปลี่ยนความคิดให้เขามารับพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องยาก มันต้องทำให้เขาเห็นว่าพระเป็นที่พึ่งให้เขาได้

“เดิมชุมชนอาตมานับถือผีบรรพบุรุษและนับถือศาสนาคริสต์ ในส่วนที่นับถือผีบรรพบุรุษหันมานับถือพุทธแล้ว ส่วนในครัวเรือนที่นับถือคริสต์ก็เหมือนเดิม แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา เราเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เราต้องบอกหลักความจริง บอกสัจธรรมให้พวกเขาได้ทราบ เขาก็รับได้กับความจริงที่เราพูด คนเราจะเจริญได้มันไม่ได้เกิดจากการอ้อนวอนหรือเซ่นไหว้ พระพุทธศาสนาสอนว่า คนเราจะดีได้ มันต้องมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เช่น เราเป็นไข้ บางความเชื่อให้ไปหาหมอผี บางศาสนาสวดมนต์อ้อนวอน แต่พุทธศาสนาให้หาสาเหตุของความเป็นไข้และความทุกข์ที่เกิด หรือ บางครอบครัว สามีภรรยาทะเลาะกัน เพราะเกิดจากโทสะเกิดจากกิเลส หากจะให้ครอบครัวอบอุ่น หมดทุกข์ ไปอ้อนวอนหรือไปบูชาสิ่งอื่น ๆ ปัญหาไม่จบ ศาสนาพุทธ คือ ความจริง เวลาเราอธิบายแบบนี้เราก็ไม่ขัดแย้งกับใคร ทั้งการนับถือผีหรือนับถือศาสนาอื่น ๆ….”
พร้อมมองแนวทางการเผยแผ่ธรรมะว่าบนดอยบนภูเขาสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้บทบาทพระสงฆ์ไม่เหมือนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว เดิมเราแสดงบทบาทฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ได้ บทบาทสะพานเชื่อมได้ ปัจจุบันภาครัฐเข้ามาเชื่อมโยงกับชุมชนหมู่บ้านเองหมดแล้ว เดิมโครงการพระต้องเขียน เดียวนี้ไม่ต้องแล้ว พระภิกษุเป็นแค่ที่ปรึกษา ซึ่งเขาจะปรึกษาก็ได้ ไม่ปรึกษาก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือพระเราต้องวิ่งเข้าหาหลักเราให้เจอ


Leave a Reply