“มจร” เป็นปลื้ม!! องค์ชายลามะน้อยแห่งภูฏาน ขอฝากตัวเป็นศิษย์มอบรม “พระธรรมทูต”

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 10.09 น. H.E.Kinzang Dorji, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of Bhutan to Thailand and Permanent Representative of UNESCAP ฯพณฯ เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำราชอาณาจักรไทย น้อมถวายการปฏิสันถาร พระสิทธิวัชรบัณฑิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ณ สถานเอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำราชอาณาจักรไทย ซอยรัชดานิเวศน์ ถนนประชาอุทิศ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

H.E.Kinzang Dorji, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of Bhutan to Thailand and Permanent Representative of UNESCAP ฯพณฯ เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำราชอาณาจักรไทย อาราธนา พระสิทธิวัชรบัณฑิต มาเป็นบุญเขต รับการถวายน้ำชา ณ สถานเอกอัครราชทูตภูฏานประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ H.E.Kinzang Dorji, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of Bhutan to Thailand and Permanent Representative of UNESCAP ฯพณฯ เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำราชอาณาจักรไทย นมัสการเรียน รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ว่า H.E.Vairochana Rinpoche มีกำหนดการเดินทางเยือน มจร เพื่อทรงเข้ารับการอบรมภาควิชาการและวิปัสสนากรรมฐาน ร่วมกับพระสงฆ์ผู้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๓๒ ในโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๓๒ ณ มจร พระนครศรีอยุธยา ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๙

พร้อมกันนี้ H.E.Kinzang Dorji, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of Bhutan to Thailand and Permanent Representative of UNESCAP ฯพณฯ เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำราชอาณาจักรไทย ได้กราบขอบพระคุณ พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดี และ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่ถวายการปฏิสันถาร His Eminence Vairochana Rinpoche Jigme Jigten Wangchuk อย่างสมพระเกียรติ และยังอาราธนา อธิการบดี และ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ เดินทางเยือนราชอาณาจักภูฏานในปี ๒๕๖๙ เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่าง มจร และ คณะสงฆ์ภูฏานให้เจริญแน่นแฟ้นสืบไป

พระประวัติขององค์ลามะน้อยแห่งภูฏานผู้ระลึกชาติได้

สมเด็จไวโรจนะรินโปเช มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระราชาธิบดีจิ๊กมี่ ทรงเป็นหลานของ สมเด็จพระชนนี ดอร์เจ วังโม วังชุก และทรงเป็นพระโอรสของ เจ้าหญิง โซนัม เดเชน วังชุก ท่านระลึกชาติได้ตั้งแต่อายุ ๒ ชันษา ว่าในศตวรรษที่ ๘ หรือราวพ.ศ.1244 ท่านเคยเกิดเป็นนักบวชนามว่า มหาไวโรจนะ โลจาวา ในอดีตชาตินั้นท่านเป็นพระ ๑ ใน ๗ รูปแรกของธิเบต และยังเป็นศิษย์เอก ๑ ใน ๒๕ คนของท่านคุรุปัทมสัมภวะ

เป็นผู้ที่คุรุปัทมสัมภวะยกย่องว่ามีคุณธรรมเสมอด้วยองค์ท่าน นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา มีคุณต่อพระพุทธศาสนาอย่างเอนกอนันต์ในการแปลพระคัมภีร์ ท่านถูกยกย่องว่า เป็นโลจาวา หมายถึงนักแปลภาษาที่ยิ่งใหญ่ที่เปรียบประดุจ “มหาโลกจักษุ” หรือดวงตาอันยิ่งใหญ่ของโลก ผู้ยังให้โลกนี้สว่างไสว และท่านยังเป็นผู้นำเอาคำสอนสูงสุดทางวัชรยานเข้าสู่ธิเบต

ท่านระลึกชาติและเล่าให้สมเด็จยาย สมเด็จแม่ของท่านฟังว่าท่านเคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาลันทาหากท่านได้ไปจะจำได้ทุกอย่าง ในปีพ.ศ. 2561 ด้วยพระชันษาเพียง 3 ปีสมเด็จพระอัยยิกาได้พิสูจน์เรื่องการระลึกชาติด้วยการพาไปนาลันทาที่อินเดียพร้อมทั้งผู้รู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อพิศูจน์การระลึกชาตินี้ ปรากฏว่าสมเด็จไวโรจนะสามารถชี้ตำแหน่งห้องเรียนและสถานที่ต่างๆถูกต้องตามประวัติศาสตร์ยังความอัศจรรย์ใจแก่คณะผู้ติดตามอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ท่านยังระลึกได้ว่าตนเองเคยบำเพ็ญในถ้ำภายในประเทศธิเบตอีกด้วย หลังจากที่ท่านได้ผ่านการพิศูจน์ตามโบราณราชประเพณีแล้วท่านจึงถูกเชิญให้บวชเป็นลามะตั้งแต่อายุ ๒ พระชันษาโดยคณะสงฆ์กลางของภูฏาน ในปัจจุบันพระองค์อยู่ในความดูแลของสมเด็จพระอัยยิกาและพระมารดา ทรงปลูกฝังให้การศึกษาทั้งด้านศาสนา ปรัขญา ภาษาศาสตร์ ประติมากรรม วิทยาศาสตร์

การระลึกชาติของท่านสร้างความอัศจรรย์ใจไปทั่วโลกในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งยืนยันคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการเวียนว่ายตายเกิด ชาติภพ และเป็นการยืนยันถึงหลักแห่งโพธิสัตว์ที่จะกลับมาเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อโปรดสรรพชีวิต และการกลับมาของท่านมหาไวโรจนะในครั้งนี้ก็เชื่อกันว่าท่านจะเป็นผู้นำสันติสุข ความร่มเย็น และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาสู่มนุษยชาติในปัจจุบัน

และเมื่อปีที่ผ่านมา สมเด็จไวโรจนะรินโปเช ได้เดินทางมามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ใน พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Leave a Reply