รำลึก 3 เสาหลัก!! ผู้พลิกประวัติศาสตร์ สร้างรากฐาน “มจร”

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เพจจริยธรรม ซึ่งเป็นเพจที่รายการความเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์ ได้โพสต์ข้อความเนื่องในวันเกิดของ ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ผู้เป็นปูชนียาจารย์ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ว่า เป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์วางรากฐานสำคัญให้กับ “มจร” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่ยอมรับจากทั้งภายในประเทศและนานาชาติ ไว้ดังนี้

หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ซึ่งปัจจุบันผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับโลกนั้น ไม่ได้ถูกเนรมิตขึ้นในชั่วข้ามคืน ทว่าเกิดจากหยาดเหงื่อและวิสัยทัศน์ของ “บุรุษผู้บุกเบิก” ในยุคที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ยังไร้ซึ่งกฎหมายรองรับ

เนื่องในโอกาสวันที่ 2 พฤษภาคม ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ประกาศให้เป็น “วันจำนงค์ ทองประเสริฐ” เพื่อรำลึกถึงวันคล้ายวันเกิดของ ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ (เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2472) จริยธรรมนิวส์ ขอนำพาทุกท่านย้อนรอยไปพบกับ 3 เหตุการณ์และ 3 ปูชนียบุคคลสำคัญ ผู้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ มจร ก้าวมาถึงจุดนี้ได้

สหธรรมิกแห่งวัดสระเกศ: การผนึกกำลังของ “พระกวีวรญาณ” และ “พระมหาเกี่ยว”

ย้อนกลับไปในยุคก่อร่างสร้างตัวของ มจร ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้ก่อเกิดมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ระหว่างพระมหาเปรียญสองรูป คือ พระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร (ต่อมาคือ พระกวีวรญาณ หรือ ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ) และ พระมหาเกี่ยว อุปเสโณ (ต่อมาคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์)

ทั้งสองท่านเปรียบเสมือนปีกซ้ายและปีกขวาที่ขับเคลื่อน มจร ในยุควิกฤต:

ขุนพลฝ่ายวิชาการ: พระกวีวรญาณ (จำนงค์) ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเยล ได้ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง “รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ” ท่านได้สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการศึกษาคณะสงฆ์ ด้วยการนำระบบทวิภาค (Semester) และระบบหน่วยกิตแบบสากลเข้ามาใช้ใน มจร เป็นครั้งแรก

ขุนพลฝ่ายบริหาร: ขณะเดียวกัน พระราชวิสุทธิเมธี (สมณศักดิ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ในขณะนั้น) ได้รับหน้าเสื่อเป็น “รองอธิการบดีฝ่ายธุรการ” (และเลขาธิการ มจร ในเวลาต่อมา) คอยเป็นกันชน สนับสนุนงบประมาณ และบริหารจัดการให้ระบบการศึกษาแบบใหม่ที่พระกวีวรญาณวางไว้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย

การส่งมอบไม้ผลัดแห่งปัญญา : ดึง “พระมหาประยุทธ์” สู่รั้ว มจร

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ภาระงานทางวิชาการเริ่มหนักหน่วงขึ้น ประกอบกับพระกวีวรญาณ (จำนงค์) มีเหตุให้ต้องเตรียมตัวลาสิกขาเพื่อออกไปรับใช้ชาติด้านวิชาการในฐานะฆราวาส มจร จึงเข้าสู่สภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องการ “ตัวตายตัวแทน” ที่มีวิสัยทัศน์และสติปัญญาเป็นเลิศ

ณ จุดนี้เองที่อดีตพระกวีวรญาณ (ศ.พิเศษ จำนงค์) และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ได้ร่วมกันสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการเล็งเห็นถึงอัจฉริยภาพของพระมหาเปรียญ 9 ประโยครุ่นน้องรูปหนึ่ง ท่านทั้งสองจึงได้ร่วมกันทาบทามและดึงตัว พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต (ปัจจุบันคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) ให้เข้ามารับไม้ต่อในการเป็นอาจารย์และผู้บริหารของ มจร

การตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ เพราะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้กลายมาเป็น “รองเลขาธิการ” ที่ช่วยพัฒนางานวิชาการของ มจร ให้เข้มแข็ง และก้าวขึ้นเป็นปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนาที่ทั่วโลกให้การยอมรับในเวลาต่อมา

มรดกที่ทิ้งไว้ให้แผ่นดิน

เหตุการณ์ที่ทั้ง 3 ท่านได้ร่วมกันถักทอไว้ ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบวิชาการโดย ศ.พิเศษ จำนงค์ การประคับประคององค์กรของสมเด็จพระพุฒาจารย์ และการสานต่อความเป็นเลิศทางวิชาการโดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รอดพ้นจากยุคที่รัฐยังไม่ให้การรับรองสถานะ มาสู่การมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์แบบ

“วันจำนงค์ ทองประเสริฐ” จึงมีความหมายลึกซึ้ง เป็นวันที่ชาว มจร และพุทธศาสนิกชนชาวไทย จะได้รำลึกถึง “เครือข่ายแห่งปราชญ์” ทั้ง 3 เสาหลัก ผู้เสียสละ ทุ่มเท และมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ที่ได้ร่วมกันวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้แก่การศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างยั่งยืนสืบมา

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มี “พระพรหมวชิราธิบดี” ดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัย “พระพรหมบัณฑิต” ดำรงตำแหน่ง อุปนายกสภามหาวิทยาลัย และมี  “พระพรหมวัชรธีราจารย์” ดำรงตำแหน่งอธิการบดี

จัดการศึกษาแบ่งออกเป็น 5 คณะ ประกอบด้วย บัณฑิตวิทยาลัย คณะพุทธศาสตร์ ครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์  มีจำนวนทั้งหมด 293 หลักสูตร โดยจำแนกเป็น ปริญญาตรี 170 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิต 2 หลักสูตร ปริญญาโท 78 หลักสูตร ปริญญาเอก 43 หลักสูตร

“มจร” มีนิสิตทั้งหมด 25,774 รูป/คน แบ่งออกนิสิตระดับปริญญาตรี 18,159 รูป/คน , นิสิตระดับปริญญาโท 5,081 รูป/คน นิสิตระดับปริญญาเอก 2,534 รูป/คน  ความพิเศษของ มจร คือ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์เรียนร่วมกันได้ โดยแบ่งเป็นนิสิตบรรพชิต 11,974 รูป นิสิตคฤหัสถ์ 13,800 คน ขณะที่ศิษย์เก่าพระภิกษุส่วนใหญ่ล้วนจบการศึกษามาจาก มจร ตั้งแต่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นต้น ส่วนศิษย์เก่าคฤหัสถ์รับใช้สังคมได้อย่างมีคุณภาพ

 “มจร” มีอาจารย์ทั้งหมด 1,351 รูป/คน จำแนกเป็นปริญญาโท 493 รูป/คน ปริญญาเอก 805 รูป/คน  และมีตำแหน่งทางวิชาการ จำนวน 473 รูป/คน จำแนกเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ 348 รูป/คน  รองศาสตราจารย์  117  รูป/คน และศาสตราจารย์ 7 รูป/คน ผลิตผลงานวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่ 1,276  เรื่อง  (ข้อมูลปี67)

ในปี 2568  มีนิสิตนานาชาติจำนวน  2,333รูป/คน จาก 27  ประเทศ ประเทศที่มาเรียน “มจร”  4 อันดับเรียงจากมากไปหาน้อย คือ เมียนมา จำนวน 1,514 รูป/คน,ลาว 237 รูป/คน,เวียดนาม 167 รูป/คนและจีน มี 154 รูป/คน

“มจร” มีวิทยาเขตและวิทยาลัยสงฆ์กระจายอยู่ทั่วประเทศ  ประกอบไปด้วย ส่วนกลาง  12 วิทยาเขต  27  วิทยาลัยสงฆ์  4 หน่วยวิทยบริการ และ สถาบันสมทบอีก 5 แห่งประกอบด้วย วิทยาลัยพระพุทธศาสนาดองกุกชอนบอบ สถาบันฮองกงตุงลัมเพียวแลนด์ วิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติศรีลังกา วิทยาลัยพุทธศาสตร์สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ วิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกทประเทศฮังการี และ มีโรงเรียนในสังกัด 1 แห่ง คือ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Leave a Reply