“เนเธอแลนด์” ส่งคืนจารึกประวัติศาสตร์กล่าวถึง “อาณาจักรศรีวิชัย” สร้างวัดพุทธที่นาคาปฎินัม อินเดียใต้

วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 เฟชบุ๊ค “Kang Vol Khatshima” หรือ ผศ. ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้โพสต์ข่าว  ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำพิธีส่งมอบจารึกแผ่นทองแดงไลเดน (Leiden Copper Plates) คืนให้แก่รัฐบาลอินเดียอย่างเป็นทางการ โดยมีความว่า  จารึกสำคัญของอินเดียที่เพิ่งได้รับคืนจากเนเธอร์แลนด์ มีข้อความกล่าวถึงกษัตริย์ศรีวิชัยไปสร้างวัดพุทธที่นาคปฏินัม อินเดียใต้ด้วย  จารึกชุดนี้ประกอบด้วยแผ่นทองแดงทั้งหมด 24 แผ่น โดยแบ่งออกเป็น 2 พวง เรียกง่ายๆ ว่า “พวงใหญ่” (Larger Plates) และ “พวงเล็ก” (Smaller Plates) ซึ่งร้อยรวมกันด้วยห่วงสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่มีตราประทับของราชวงศ์โจฬะ (Chola) น้ำหนักรวมกันเกือบถึง 30 กิโลกรัมเลยทีเดียว

รายละเอียดเนื้อหาจารึกก็น่าสนใจยิ่งนัก

จารึกแผ่นทองแดงไลเดนพวงใหญ่ (Larger Leiden Plates) มีจำนวน 21 แผ่น เขียนเป็น 2 ภาษา โดย 5 แผ่นแรก จารึกด้วยอักษรโจฬะ-ครันถะ (Chola-Grantha) เขียนเป็น ภาษาสันสกฤต เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญเทพเจ้า จากนั้นเป็นบทกวีสรรเสริญพระเกียรติคุณและลำดับสายราชวงศ์ ของกษัตริย์โจฬะอย่างละเอียด ตั้งแต่ต้นราชวงศ์จนถึงพระเจ้าราชราชที่ 1 และพระเจ้าราเชนทรที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่ พระวิษณุ (โศลกแรกเป็นการสรรเสริญพระองค์) และโศลกที่สองเป็นการอ้อนวอนเทพเจ้าให้ราชวงศ์โจฬะคงอยู่สืบไป ต่อจากนั้นสืบลงมาเป็น พระมนู (Manu) โอรสของพระอาทิตย์ พระอิกษวากุ (Ikshvāku) โอรสของพระมนู และสืบต่อตามลำดับเป็นพระมานธาตรี (Māndhātri) – พระมุจุกุนทะ (Muchukunda) – พระวลภะ (Vaḷabha) – พระศิพิ (Śibi) บรรพบุรุษผู้สละชีวิตตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น (เรารู้จักในชื่อพระเจ้าสีพีหรือศีพี ผู้บริจาคเนื้อแทนนกนั่นเอง) และโอรสของพระองค์คือพระเจ้าโจฬะ (Chōḷa) คาดว่าจะเป็นการ “หงำ” กัน ว่าใครมีความเป็นมาใหญ่กว่ากัน ระหว่างราชวงศ์โจฬะ กับราชวงศ์ปัลลวะ เพราะพวกปัลลวะเริ่มนับจากพระพรหมลงมา

เนื้อหาที่น่าสนใจในส่วนที่เป็นภาษาสันสกฤตคือบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์การทูตทางทะเล โดยกล่าวถึงกษัตริย์ศรีวิชัย คือพระเจ้าศรีมารวิชโยตตุงคะวรมัน (Sri Mara Vijayotunga Varman) กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัย ได้สร้างวัดและอารามพระพุทธศาสนาขึ้นที่เมืองท่านาคปัฏฏินัม (Nagapattinam) เพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชบิดาของพระองค์ และตั้งชื่ออารามนี้ตามชื่อพระราชบิดาว่า “จูฬามณีวรมวิหาร” (Chulamanivarmavihara) จากนั้นระบุว่าพระเจ้าราชราชที่ 1 ได้ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทกอุทิศส่วนบุญและพระราชทานหมู่บ้านชื่อ “อาไนมังคลัม” (Anaimangalam) ให้แก่วิหารแห่งนี้

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้สนุก เพราะพ่อกับพ่อเหมือนจะดีกัน แต่ลูกกับลูกคือ พระเจ้าราเชนทรโจฬะกับพระเจ้ามารวิชโยตตุงคะตีกันเป็นเวลา 10 กว่าปี

ส่วน 16 แผ่นที่เหลือ จารึกด้วยอักษรทมิฬโบราณ ภาษาทมิฬ เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อบังคับต่างๆ การบริหารราชการแผ่นดิน และพิกัดเขตแดนในท้องถิ่นอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น บันทึกขั้นตอนการรังวัดที่ดิน โดยระบุวิธีโบราณคือ “ให้ปล่อยช้างพัง (ช้างเพศเมีย) เดินไปรอบ ๆ พื้นที่เพื่อกำหนดพิกัดเขตแดนของหมู่บ้านอาไนมังคลัม” มีการระบุรายชื่อพยาน ขุนนาง และตัวแทนจากสภาหมู่บ้าน รวมถึงสั่งการให้ยกเว้นภาษีทุกประเภทให้กับที่ดินของวิหารพุทธแห่งนี้ พร้อมให้สิทธิ์ในการใช้น้ำจากระบบชลประทานอย่างเต็มที่เพื่อบำรุงพระสงฆ์ในพุทธศาสนา

แผ่นสุดท้ายระบุชื่อคนเขียน คนทำจารึกแผ่นทองแดงนี้ด้วย น่าสนใจเพราะทำกันเป็นกลุ่ม

พวงที่ 2 เรียกว่าจารึกแผ่นทองแดงไลเดนพวงเล็ก (Smaller Leiden Plates) มีจำนวน 3 แผ่น จารึกด้วยอักษรทมิฬโบราณ ภาษาทมิฬ ทั้งหมด เนื้อหาเป็นพระบรมราชโองการของพระเจ้ากุโลตตุงคะโจฬะที่ 1 (Kulottunga Chola I) ซึ่งครองราชย์ในเวลาต่อมา (ราว ค.ศ. 1070–1120) เป็นข้อความที่เป็นส่วนต่อขยายหรือข้อตกลงเพิ่มเติม บันทึกเหตุการณ์หลังจากที่จารึกหลักแรกผ่านไปหลายสิบปี

เนื้อหาสำคัญมีการกล่าวถึงทูต 2 คนจากราชสำนักศรีวิชัย เดินทางข้ามทะเลมาเข้าเฝ้าพระเจ้ากุโลตตุงคะโจฬะที่ 1 เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงรับรองและคุ้มครองสิทธิ์ในที่ดินเดิมที่พระเจ้าราชราชเคยพระราชทานไว้” พระองค์จึงทรงออกราชโองการฉบับนี้ขึ้น โดยคำแปลระบุการพระราชทานผลประโยชน์เพิ่มเติม เป็นข้าวเปลือกจำนวน 4,500 กะลัม (Kalam – หน่วยตวงโบราณ) พร้อมที่ดินเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงและอุปัฏฐากคณะสงฆ์ที่พำนักอยู่ในจูฬามณีวิหาร เมืองนาคปัฏฏินัม

หมายเหตุ..เมืองนาคปัฏฏินัม (Nagapattinam) ปัจจุบันคือ เมืองนากัปปัฏตินัม (Nagapattinam) ตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดียเมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญทางประวัติศาสตร์และศูนย์กลางการบริหารของเขตนากัปปัฏตินัม โดยตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งโคโรแมนเดล ทางตอนใต้ของอินเดีย ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและจุดแวะพักสำคัญของพ่อค้าและนักจาริกแสวงบุญในยุคอาณาจักรโจฬะ

Leave a Reply