วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ องค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ ร่วมกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 21 ภายใต้หัวข้อ “พุทธปัญญาในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกและการสร้างอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ : Buddhist Wisdom in Promoting Global Sustainable Development and Building a Shared Future for Humanity“ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปเปิดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ในครั้งนีั โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (ICDV) ประมุขสงฆ์ พระสังฆาธิการ นักวิชาการชาวพุทธและพุทธศาสนิกชนจาก 34 ประเทศร่วมให้การต้อนรับ

พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้กล่าวสุนทรพจน์ความตอนหนึ่งว่า “วันวิสาขบูชา มิได้เป็นเพียงวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนเท่านั้น หากยังเป็นวันที่ชาวโลกได้ร่วมกันน้อมพิจารณาคุณค่าของพระธรรมคำสอน อันเป็นแสงสว่างนำทางชีวิต และเป็นแนวทางในการสร้างสังคมโลกให้ดำเนินไปด้วยสันติ ปัญญา และความรับผิดชอบร่วมกัน
หัวข้อของการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ ๒๑ ในปีนี้ คือ “พุทธปัญญาในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก และการสร้างอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ” ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง และสอดคล้องกับสภาพการณ์ของโลกในปัจจุบัน ด้วยมนุษยชาติกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม วิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ตลอดจนความทุกข์ทางจิตใจของผู้คน แม้โลกจะก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ แต่หากความเจริญนั้นขาดปัญญา ขาดเมตตา และขาดความตระหนักถึงส่วนรวม ก็อาจนำไปสู่ความทุกข์ ความแตกแยก และการเบียดเบียนกันได้
พระพุทธศาสนาเสนอแนวทางแห่ง พุทธปัญญา คือปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริง เห็นเหตุ เห็นผล และเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง การพัฒนาที่ยั่งยืน จึงมิใช่เพียงการเพิ่มความมั่งคั่งทางวัตถุ หรือความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่เบียดเบียนมนุษย์ ไม่ทำลายธรรมชาติ และไม่ทอดทิ้งผู้เปราะบาง การพัฒนาที่แท้จริงต้องประกอบด้วยคุณธรรม มีปัญญาเป็นเครื่องนำทาง และมีเมตตาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ถือหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาของโลกปัจจุบันด้วยความพอดี ย่อมเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีสติ เมื่อผู้นำมีปัญญาย่อมบริหารงานเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ย่อมสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สงบ มั่นคง และยั่งยืนได้ หากผู้นำ ชุมชน และประชาชนทุกระดับน้อมนำหลักธรรมเหล่านี้ไปใช้ ก็ย่อมเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นหนทางสู่การสร้างอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ อนาคตของโลกมิได้เป็นของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งโดยลำพัง แต่เป็นมรดกร่วมกันของทุกคนในวันนี้ และของอนุชนรุ่นหลังในวันข้างหน้า จึงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงภายในใจของมนุษย์เปลี่ยนจากความเห็นแก่ตัวเป็นความเอื้อเฟื้อเปลี่ยนจาก การแข่งขันแก่งแย่งเป็นความร่วมมือ และเปลี่ยนจากการพัฒนาเพื่อประโยชน์เฉพาะตน เป็นการพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน ดังพุทธภาษิตที่ว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี” ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข
ในโอกาสอันเป็นมงคลแห่งวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลกนี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย ได้น้อมนำพุทธปัญญามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและการทำงาน เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่มีสันติภาพ มีความยุติธรรม มีความเมตตา และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน“


Leave a Reply