ถอดรหัสสุนทรพจน์ “ปกรณ์ นิลปพันธ์”

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569  พระเมธีวัชรบัณฑิต หรือ “เจ้าคุณหรรษา” ผู้ช่วยเลขาธิการสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ได้โพสต์ข้อความ ถอดรหัสสุนทรพจน์ของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีไทยกับตำแหน่งพุทธไทยในภูมิศาสนศาสตร์โลกบนเวทีวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของสหประชาชาติ โดยมีความว่า

คล้อยหลังการจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกที่เมืองอู๋ซี มลฑลเจียงซู ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยก็ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกอย่างเป็นทางการ (Official Celebration) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 29 พฤษภาม 2569 ด้วยเหตุที่องค์การสหประชาชาติได้ให้การรับรองวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของสหประชาขาติ (United Nations Day of Vesak) ในปั 2542

ส่วนตัวอยากจะพาท่านผู้อ่านไปถอดรหัสเนื้อหาหลักของสุนทรพจน์ของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐนมนตรีที่กำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา กำลังให้สัญญากับประชาคม (Social Contract) ในสังคมไทยและสังคมโลกใน 2 ประเด็นใหญ่ คือ

(1) ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งแรก ต่อชาวพุทธไทย คณะสงฆ์ไทย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ทราบว่า ภายใต้แนวนโยบายแห่งรัฐตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่มุ่งให้รัฐต้องสนับสนุนและส่งเสริมพระพุทธศาสนาเถรวาท นั้น รัฐบาลไทยยุคนี้ กำลังจะนำพาพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนไปในทิศทางใด

(2) ภายใต้ภูมิศาสนศาสตร์โลกยุคใหม่ ที่มิได้ผูกขาดพุทธปัญญาสากลไว้กับประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น รัฐบาลไทยกำลังจัดวางตำแหน่งพระพุทธศาสนาแบบไทยบนหน้าประวัติโลกสมัยใหม่อย่างไร จึงจะสอดรับกับพฤติกรรมและความต้องการจำเป็นของสังคมโลกที่กำลังทุกข์ และไร้ระเบียบอยู่ในขณะนี้

เมื่อนำสุนทรพจน์ของมาจัดวาง แล้ววิเคราะห์โดยละเอียด จะพบประเด็นที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กระตุ้น และย้ำเตือนอย่างหนักแน่น ดังนี้

พระพุทธศาสนาคือศาสนาแห่งปัญญา

รองนายกฯ ได้ยกพุทธพจน์มาย้ำต่อที่ประชุม UNESCAP Hall ว่า ปัญญา โลกัสมิง ปัชโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก และ นัตถิ ปัญญาสมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ย่อมไม่มี ปัญญาจึงสำคัญต่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ ชุมชน และสังคม ปัญญาที่ถูกต้องและเหมาะสมที่มีสติเป็นฐานนั้น จะส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม

ปัญญาจึงมิได้หยุดยั่งอยู่แค่การพัฒนาคุณค่าภายในเพื่อเข้าถึงความสุขภายในจำเพาะคนใดคนหนึ่งเท่านั้น หากเป็นการนำเอาพลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝน และพัฒนา ไปออกแบบและสรรค์ชีวิตและสังคมให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น โดยการส่งเสริมและยกระดับกรุณาธรรม ย้ำเตือนให้มนุษย์เห็นใจกัน เคารพสิทธิมนุษยชนจนสามารถเห็นมองเห็นคุณค่าของการเป็นมนุษย์ ไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางฐานะ อาชีพ สถานะ ภาษา ศาสนา และความเชื่อ จนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ไทยจะเป็นศูนย์กลางสมาธิโลก

หนทางเดียวที่จะกระตุ้นให้มนุษยชาติเกิดปัญญาบริสุทธิ์ และปัญญากรุณา จนกลายเป็นเป็นปัญญาสากลอำนวยโสตถิผลต่อมนุษยชาติอย่างยั้งยืนได้นั้น เราจะต้องเสริมสร้างและยกระดับปัญญาสากลให้สูงขึ้น

รัฐบาลไทยจึงมุ่งส่งเสริมและยกระดับการพัฒนาให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางของสมาธิโลก” โดยกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติจากทั่วโลกเดินทางมาปฏิบัติธรรมตามสำนักปฏิบัติต่างๆ ทั่วประเทศไทย อันจะนำไปสู่การออกแบบชีวิตที่ดี (Wellness) ทั้งสุขภาพกาย สังคม จิตใจ และปัญญา ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และยืนยาว (Happuness&Longevity)

ผลต่อเนื่องที่จะตามมาคือ การอยู่ร่วมกับครอบครัว ชุมชน และสังคมด้วยความรัก ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ (Empathy) ไม่เลือกปฏิบัติ ตั้งมั่นในสุจริตวัฒนธรรม ใส่ใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน ตามกรอบ ESG: E:Environment S:Social และ G:Governance

ปัญญาสากลส่งผลต่อปัญญาประดิษฐ์

ในที่สุดแล้ว ปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และนำมาเสนอนั้น มนุษย์จะต้องพิสูจน์ทราบด้วยการลงมือปฏิบัติ อันเป็นการตอกย้ำว่า หากมนุษยชาติต้องการจะรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ได้ จำเป็นหันมาร่วมมือกันยกระดับปัญญา ผ่านการศึกษาเรียนรู้ ทั้งภายนอกและภายในอย่างจริงจัง และรอบด้าน จะส่งผลต่อการนำปัญญาบริสุทธิ์ และปัญญากรุณามาออกแบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์คุณค่าที่ดีงาม เพื่อความรุ่งเรือง และผาสุขอย่างยั้งยืนของมนุษยชาติ

สาระสำคัญทั้ง 3 ประเด็นจากสุนทรพจน์ข้างต้นนั้น เป็นการจัดวางตำแหน่ง (Positioning) พระพุทธศาสนาไทย เพื่อสร้างให้เกิดภาพจำว่าจุดแข็งของพุทธไทยจะอยู่ตรงไหนในภูมิศาสนศาสตร์โลก ภายใต้แนวนโยบายแห่งรัฐของรัฐบาลยุคนี้ ที่มุ่งส่งเสริม และกระตุ้นให้พุทธศาสนิกชนในสังคมไทย ในภาคส่วนต่างๆ ผู้มุ่งหวังความเจริญของพระพุทธศาสนา ได้ผนึกกำลังร่วมกันในการนำนโยบายแห่งรัฐไปขยายผลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม (Implementation) ต่อไป เพื่อความรุ่งเรือง และควาทร่มเย็นเป็นสุขของชาวไทยและสังคมโลกตลอดไป

Leave a Reply