ฟังเสียงสะท้อนจากพระต่างจังหวัด:การศึกษาสงฆ์ภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม “ผีซ้ำด้ำพลอย” เงินมีแต่บริการจัดการไม่เป็น??

รัฐธรรมนูญมาตรา 67 ระบุไว้ว่า “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใดและพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย.”

ปัจจุบันประเทศไทยมีวัดประมาณ 44,504 วัด โดยยังไม่ได้รับรวมสำนักสงฆ์ ที่พักสงฆ์ รวมทั้งสถานที่ปฎิบัติธรรมอีกนับหมื่นแห่ง ขณะที่จำนวนพระภิกษุมี 245,978  รูป และสามเณร  32,273 รูป

การศึกษาของคณะสงฆ์ประกอบด้วย การศึกษาแผนกธรรม แผนกบาลี และการศึกษาพระปริยัติสามัญโดยมี พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 เป็นที่รองรับ

ส่วนการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งทั้ง 2 แห่งขึ้นตรงกับกระทรวง อว. โดยตรง

“Thebuddh” ได้รับเสียงสะท้อนจากพระภิกษุระดับ “เจ้าสำนักศาสนศึกษา”  ในจังหวัดหนึ่งว่า

เมื่อปีพุทธศักราช 2562 คณะสงฆ์ต่างดีใจที่ได้รับ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม โดยบรรดาเจ้าสำนักทั้งหลายรวมทั้งครูผู้สอนทั้งสาย นักธรรม บาลี และสามัญ  ต่างดีใจเพราะในมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ได้บัญญัติไว้ว่า “ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณสำหรับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมตามความเหมาะสมและจำเป็น” ซึ่งที่ผ่านมาวงการสงฆ์ก็คงจะทราบดีว่าการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ผ่านมาแต่ละวัดต่างอาศัยเงินที่มาใช้จ่ายในการเรียนการสอนจากเงินวัดหรืออาศัยบารมีของหลวงพ่อ เรียกว่ารูปใดมีบารมีก็จัดการศึกษาได้ แต่ที่พบเห็นมาตลอดคือพอสิ้นบุญสมภารรูปนั้นรูปที่มารับช่วงต่อไม่มีบารมีสำนักเรียน สำนักศาสนศึกษา ก็ซบเซาลงและยุบไปในที่สุด เรียกว่าไม่มั่นคง

การที่มีการเรียกร้องให้มี พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม จนผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคนั้นจนตราเป็นกฎหมายและมีการประกาศใช้ สำนักต่างๆก็หวังจะได้งบประมาณมาจุนเจือค่าใช้จ่ายต่างๆในภาวะที่คนทำบุญปัจจุบันกับวัดน้อยลง ซึ่งที่สำคัญจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อสำนัก เพราะเงินงบประมาณจะได้รับทุกปีการศึกษา

“ปัจจุบันนี้ก็เหมือนผีซ้ำด้ำพลอยสำนักงบประมาณก็ได้จัดสรรงบอุดหนุนให้แล้วบางส่วนบางอัตรา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรมแล้ว  สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อได้รับงบประมาณโอนงบลงไปยังบรรดาผู้มีอำนาจทั้ง 3 กอง คือ  กองธรรม อันมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นประธาน   กองบาลี มี พระพรหมโมลีเป็นประธาน และพระปริยัติสามัญ ซึ่งมี สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ เป็นประธานแล้ว ท่านทั้งหลายเหล่านี้กลับไม่เร่งเบิกจ่ายไปยังเจ้าสำนัก โรงเรียนและครูผู้สอน กว่าจะเบิกค่าตอบแทนในแต่ครั้งผ่านไปตั้ง 5-6เดือนหรือเกือบสิ้นปีงบประมาณก็มี ซึ่งทำให้ความเป็นอยู่ของโรงเรียนหรือสำนักเรียน สำนักศาสนศึกษาต่าง ๆ และครู มีความลำบากในการแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่าภัตตาหาร รวมทั้งครูฆราวาสก็บริหารจัดการชีวิตลำบากเพราะค่าตอบแทนไม่ตรงเวลา บางคนต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ถูกทวงหนี้ต้องกู้นอกระบบมาใช้หนี้แทน  หรือบางคนสอบผ่านแล้ว ยังไม่เรียกบรรจุก็มี  มี พ.ร.บ.ก็เหมือนไม่มี ผู้มีอำนาจเหล่านั่นทำงานไม่เป็น หรือไม่สนใจการศึกษาก็ไม่รู้ รัฐให้เงินแล้ว ไม่รู้ไปเก็บไป กุมไว้ทำไม..”

“แหล่งข่าว” จากคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร คนหนึ่งเผยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการเร่งรัดติดตามเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันท่วงที  ตอนนี้สมาพันธ์ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ยื่นเรื่องมาให้ทางคณะกรรมาธิการช่วยติดตามเร่งรัดแล้ว ทั้งเรื่องโรงเรียนขาดสภาพคล่องด้านการเงิน ไม่มีเงินมาสำรองจ่ายในช่วงเปิดเทอมใหม่ การสำรวจนักเรียนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ล่าช้า รวมทั้งสำนักพุทธไปเกณฑ์อัตราครูนักเรียน 20 ต่อ 1  มาจัดสรรค่าตอบแทน ทำให้มี จศป. ตกกรอบหรือเกินเกณฑ์เป็นจำนวน 298  รูป/คน ไม่ได้รับการจัดสรรค่าตอบเป็นระยะเวลา 4  ปีงบประมาณ ซึ่งภาระเหล่านี้ตกเป็นของเจ้าอาวาส

“มันน่าแปลกงบประมาณสำนักงานพุทธโอนไปยังแม่กองธรรม บาลี และสายสามัญแล้ว แต่เงินไม่สามารถโอนไปยังเจ้าสำนัก โรงเรียนได้ เรามี พ.ร.บ.มา 6-7 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าคณะสงฆ์ท่านทำอะไรกันอยู่ สำนักงบประมาณ เขาก็บอกว่ารัฐพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพราะมันเป็นกฎหมาย เพียงแต่ คณะสงฆ์และสำนักงานพุทธ ต้องตั้งงบประมาณเสนอมา ให้มีเอกสารครบถ้วน  และรวมทั้งมีพระคุณเจ้ามาบอกว่า การนับจำนวนนักเรียนซึ่งส่วนใหญ่ก็คือสามเณร เจ้าหน้าที่สำนักงานพุทธนับแล้วเรียงรายตัว บางโรงเรียนให้ยืนถ่ายรูปพร้อมบัตรประชาชนแสดงด้วย หากเป็นจริงดังที่ว่าน่าอับอายมาก โลกมันถึงไหนกันแล้ว..”

จากข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่างบประมาณด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม ประจำปี 2569 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 2,688.95 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 48.80 ของงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั้งหมด โครงสร้างงบประมาณนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดัน .ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 1,027.97 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนและดูแลสวัสดิการของบุคลากรทางการศึกษาโดยตรง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สายสามัญ) แก่สามเณรแบบเรียนฟรี 15 ปี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.การสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

วงเงินรวมโดยประมาณ: 1,412.83 ล้านบาท มุ่งเน้นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สายสามัญ) แก่พระภิกษุสามเณร ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สวัสดิการครู การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา รวมถึงการซ่อมแซมอาคารและการฝึกอาชีพ

1.1โครงการเรียนฟรี 15 ปี:50 ล้านบาท (ค่าจัดการเรียนการสอน, หนังสือ, อุปกรณ์, เครื่องแบบ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน)

1.2เงินอุดหนุนสมทบการจัดการศึกษา:73 ล้านบาท (ค่าตอบแทนและค่าครองชีพครู 599.85 ลบ., ค่ารถรับ-ส่ง 96.43 ลบ., ค่าตอบแทนครูสอนบาลีและพระพุทธศาสนา 49.44 ลบ.)

1.3การศึกษาในถิ่นทุรกันดารและทุนการศึกษา: อุดหนุนการศึกษาในถิ่นทุรกันดาร72 ล้านบาท และทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี 29.06 ล้านบาท

1.4เงินอุดหนุนซ่อมแซมอาคารเรียน:39 ล้านบาท (สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียน)

1.5เงินอุดหนุนการฝึกวิชาชีพ (ช่างสิบหมู่):85 ล้านบาท (ส่งเสริมทักษะอาชีพให้นักเรียน)

1.6การบริหารและพัฒนาคุณภาพ: อุดหนุนสำนักเขตการศึกษา0 ล้านบาท, การนิเทศและประกันคุณภาพ 3.0 ล้านบาท, ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้/ห้องสมุด 2.0 ล้านบาท และการจัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากร 1.58 ล้านบาท

2.การสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม

วงเงินรวมเฉพาะแผนก: 779.82 ล้านบาท มุ่งเน้นการสนับสนุนค่าตอบแทนบุคลากรทางการศึกษาและการส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา

2.1ค่าตอบแทนบุคลากร (ตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2562):32 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้สนับสนุนการศึกษา 516.56 ล้านบาท และ ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสอน 257.76 ล้านบาท

2.2เงินอุดหนุนจัดการศึกษาธรรมศึกษา:50 ล้านบาท

หมายเหตุ: การสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม โอนตั้งจ่ายไปยัง สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

3.การสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี

วงเงินรวมเฉพาะแผนก: 234.12 ล้านบาท มุ่งเน้นการสนับสนุนค่าตอบแทนบุคลากรทางการศึกษาเพื่อรักษาและสืบทอดพระพุทธพจน์

3.1ค่าตอบแทนบุคลากร (ตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2562):12 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสอน 183.24 ล้านบาท และ ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้สนับสนุนการศึกษา 50.88 ล้านบาท

 หมายเหตุ: การสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี โอนตั้งจ่ายไปยัง สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง

4.การสนับสนุนการศึกษาศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์

วงเงินรวม: 19.54 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรมผู้สนับสนุนการศึกษา ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์:54 ล้านบาท

5.งบประมาณที่ใช้ร่วมกัน แผนกธรรม-บาลี (Shared Budget)

วงเงินรวมโดยประมาณ: 242.64 ล้านบาท เป็นงบประมาณส่วนกลางที่ตั้งไว้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ ทรัพยากร และการนิเทศของทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีควบคู่กัน

5.1 เงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี (อุดหนุนทั่วไป):43 ล้านบาท

5.2 การนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษา แผนกธรรม-บาลี:28 ล้านบาท

5.3 การผลิตสื่อ, พัฒนาบุคลากร และจัดประชุมสัมมนา (แผนกธรรม-บาลี): รวม10 ล้านบาท (ประกอบด้วย ผลิตสื่อ 1.2 ลบ., พัฒนาบุคลากร 1.2 ลบ. และประชุมสัมมนาผู้บริหาร 0.7 ลบ.)

5.4 งบดำเนินงานสำหรับการศึกษาพระปริยัติธรรม:83 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าตอบแทน ใช้สอย วัสดุ 0.74 ลบ. และค่าสาธารณูปโภค 1.09 ลบ.)

สำหรับการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ เดิมคณะสงฆ์จัดกันเองภายในวัดเพื่อสร้างศาสนทายาท เพื่อนำเด็กที่ “ตกหล่น” จากระบบการศึกษาของรัฐมาไว้ที่วัด และการศึกษา “พระปริยัติธรรม แผนกสามัญ” ในอดีต “มหาเถรสมาคม” ก็ไม่นับว่าเป็นการศึกษาของคณะสงฆ์ เป็นประเภท “นอกคอก”  เพราะเชื่อว่า “สามเณรกลุ่มนี้” เรียนเพื่อออกไปใช้ชีวิตเยี่ยงคฤหัสถ์ มิได้อยู่เพื่อเป็น “หน่อเนื้อ” ของคณะสงฆ์อย่างจริงจัง

ยุคก่อนปี 2540  โรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญ ซึ่งมีสามเณรเรียนอยู่จำนวนมาก  มีพระเถระหลายรูปมองว่า ควรได้รับการส่งเสริม แต่ก็มีปัญหาว่า จะให้โรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญ ไปขึ้นกับแท่งการศึกษาไหน จะให้ไปขึ้นกับกรมสามัญศึกษา เหมือนโรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษาทั่วไป ก็ไม่ได้ จะให้ไปขึ้นกับแท่งโรงเรียนเอกชน เหมือนกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ก็ไม่ได้ เรียกว่า ไม่รู้จะจัดโรงเรียนสามเณรเข้าในโรงเรียนประเภทไหน

จนเมื่อปี 2553 “สมเด็จเกี่ยว” สมเด็จพระพุฒาจารย์  อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร  อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ออกประกาศมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับ โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญขึ้นมาฉบับหนึ่ง เพื่อให้ “มหาเถรสมาคม” ให้การรับรองว่า โรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญ ก็เป็นการศึกษาของคณะสงฆ์เช่นเดียวกับ “การศึกษานักธรรม-บาลี”

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2558 มหาเถรสมาคมโดย “สมเด็จช่วง” สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วย กรรมการมหาเถรสมาคม 6 รูป พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 รูป รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมคณะกรรมการทั้งหมด 22 รูป/คน เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม เสนอ มหาเถรสมาคมเห็นชอบ เพื่อมอบต่อให้กับรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562” ฉบับนี้ เกิดขึ้นได้ นอกจาก “ฝ่ายบ้านเมือง” อันประกอบด้วย นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุคนั้น “สนับสนุน” ผลักดันอย่างจริงจังแล้ว

ในหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์” พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ของพระเทพเวที หรือปัจจุบันคือ  “พระธรรมวชิโรดม”  เจ้าคณะภาค 6 วัดสังเวชวิศยาราม ในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านเขียนไว้เล่าอย่างละเอียดว่า  “วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2562 ถือว่าเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ ได้รับอาราธนาจากเจ้าหน้าที่รัฐสภาให้มาร่วมฟังการพิจารณา พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม โดยมี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พระพุทธศาสนาร่วมด้วย เวลา 10.45 น. ของวันที่ 31 มกราคม 2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติโหวตเห็นชอบ 152 ท่าน งดออกเสียง 6 ท่าน ไม่ลงคะแนน 2 ท่าน จากผู้ประชุมทั้งหมด 160 ท่าน ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของการปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้านศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ ทุกท่านที่ร่วมรับฟังดีใจและปรบมือ ทั้งสาธุการเป็นการใหญ่..”

ซึ่งต่อมาพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาลง วันที่ 16 เมษายน 2562 ประกาศใช้อย่างทางการ

และตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ทั้งกฎหมายลูก ทั้งงบประมาณสนับสนุน งานบริหารงานบุคคล เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็ยังติดขัด มีปัญหาและอุปสรรคดังเสียงสะท้อนที่นำเสนอมาแล้วข้างต้น รัฐสนับสนุนด้านงบประมาณ  แต่เงินกองอยู่กับส่วนกลาง ไม่ถึงระดับคนทำงานที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าติดขัดเพราะอะไร??

Leave a Reply