เปิดโปรเจคใหม่ “มส.” มรดกโลก มรดกธรรม สนองพระดำริ “สมเด็จพระสังฆราช”

พรุ่งนี้ (วันที่ 1 กรกฏาคม 2569 ) เวลา 18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ เจ้าจอม พลโทหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฎวชิรพัทธ์ เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรัตนสุข และเปิดศูนย์เรียนรู้โครงการมรดกโลก มรดกธรรม ณ วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

โครงการส่งเสริมการจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา หรือ “โครงการมรดกโลก มรดกธรรม” เป็นโครงการที่ในพระดำริใน “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ที่ปรารภโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ปูชนียวัตถุ และปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมในสังคมไทย และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย  มหาเถรสมาคมจึงเห็นสมควรเสนอยกระดับโครงการดังกล่าว ให้เป็นโครงการของคณะสงฆ์ ทั่วประเทศสืบต่อไป

ซึ่งต่อมามหาเถรสมาคม ได้มีมติสนองพระดำริรับ “โครงการมรดกโลก มรดกธรรม” ไว้ดำเนินการภายใต้โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข พร้อมกับตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด โดยให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีบทบาทและหน้าที่พัฒนาองค์ความรู้และกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการจัดการและการอนุรักษ์โบราณวัตถุ โบราณสถาน ตลอดถึงมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา ส่งเสริม สนับสนุนให้วัด องค์กร และชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการและการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับโครงการวัดประชา รัฐ สร้างสุข

ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่า เป็นประเทศที่มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรม อันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งองค์กร UNESCO ได้ประกาศยกย่องให้แหล่งวัฒนธรรมของไทยขึ้นเป็นมรดก โลกทางวัฒนธรรมจำนวน 5 แห่ง คือ 1) เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร) 2) นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3 )แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี 4) อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 5) อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่มรดกวัฒนธรรมอีก 6 แห่ง ที่ได้ขึ้นทะเบียนเบื้องต้น (ขึ้นบัญชี Tentative List) ของศูนย์มรกดโลกของ UNESCO เพื่อการพัฒนาสู่การเป็นมรดกโลกในอนาคต ได้แก่ 1) กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรู้ง ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด จังหวัดบุรีรัมย์ 2) อนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ 3) พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร 4)พระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง จังหวัดนครพนม 5) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 6) สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา

สำหรับความเป็นมา สืบเนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสนพระทัยต่องานด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของชาติเป็นอย่างยิ่ง โดยปรากฏในพระราชดำรัสของพระองค์ในหลายคราว เช่นในคราวที่พระองค์ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เมื่อวันที่ 26ธันวาคม พ.ศ.2504 โดยได้มีพระราชดำรัส ดังความว่า

“…โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่าและจำเป็นแก่การศึกษาคันคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง ของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงทนถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ ตลอดกาล โดยเฉพาะโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานแก็บรักษาและตั้งแสดงให้ นักศึกษาและประชาชนได้ชมและศึกษาหาความรู้ให้มากและทั่วถึงยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้”

และ พระราชดำรัสในปี พ.ศ. 2506 ความว่า “.การสร้างอาคารสมัยนี้คงจะเป็นเกียรติสำหรับผู้สร้างคนเดียวแต่เรื่องโบราณสถานนั้นเป็นเกียรติของชาติ อิฐเก่าๆ แผ่นเดียวก็มีค่า ควรช่วยกันรักษาไว้ ถ้าเรา ขาดสุโขทัย อยุธยา และกรุงเทพฯ แล้วประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย…” และมีพระราชดำรัสอีก ความว่า “ข้าพเจ้าได้คิดมานานแล้วว่า โบราณวัตถุและศิลปวัตถุของท้องถิ่นใด ก็ควรจะเก็บรักษา และตั้งแสดงไว้ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของจังหวัดนั้นๆ ข้าพเจ้าพอใจที่กระทรวงศึกษาธิการและ กรมศิลปากรที่เห็นพ้องด้วย และทำได้สำเร็จเป็นแห่งแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้”

จากพระราชดำรัสดังกล่าวจึงเกิดแนวคิดการจัดเก็บและการจัดแสดงโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ของสังคมไทยซึ่งถือว่าเป็นการแสดง “ประวัติศาสตร์ของชาติ” ที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีความเป็นรูปธรรมผ่านวัตถุและโบราณสถาน อันเป็นการแสดงถึงความรุ่งเรืองและความมีอารยรรมของชาติไทยในอดีต

ต่อมา “สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ปรารภดำริโครงการ บูรณปฏิสังขรณ์ปูชนียวัตถุ และปรับปรุงภูมิทัศน์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเฉลิมพระเกียรติ และถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่ากับเพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปี 2568 และฝ่ายสาธารญปการของมหาเถรสมาคม โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้จัดโครงการวัด ประชา รัฐสร้างสุข และโครงการมรดกโลก มรดกธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาและการส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในสังคมไทย ให้มีการบูรณปฏิสัขรณ์โบราณสถาน โบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนา มรดกวัฒนธรรม และภูมิปัญญาให้มั่นคงสถาพร

การจัดการโบราณวัตถุ โบราณสถาน หรือมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยนั้น มีการ จัดการตามความสำคัญตามความสำคัญ คือ 1) การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้ยกระดับขึ้น เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (ระดับโลก) 2) การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุและโบราณสถานของชาติของกระทรวงวัฒนธรรม (ระดับชาติ) และ 3) พื้นที่และมรดก ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในระดับท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าว อยู่ภายในการจัดการของภาครัฐและชุมชน เช่น คณะสงฆ์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น โดยได้มีการพัฒนาและการอนุรักษ์ในระดับที่ตีในหลายพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ นำรายได้เข้าสู่ ประเทศและท้องถิ่น โดยภาครัฐ คณะสงฆ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนได้จัดทำ

โครงการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต่างๆ เช่น “ยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก” “การอนุรักษ์พื้นที่มรดกโลก จังหวัดกำแพงเพชร” “การส่งเสริมเครือข่ายการอนุรักษ์โบราณสถานในสุโขทัย” “การทำบุญเมือง ลพบุรี” โครงการวัด ประชา รัฐสร้างสุข  และโครงการอื่น ๆ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และ การจัดการมรดกวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนามรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก UNESCO และ องค์กร WIPO (World Intellectual Property Organization) โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ในพื้นที่มรดกโลกทางวัฒนธรรมของไทย

ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมไทย ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นหากมีการนำวิถีวัฒนธรรรมประเพณีทางพระพุทธศาสนา เช่นการไหว้พระ สวดมนต์ และการยกหลักพุทธธรรมมาสู่การเรียนรู้ การส่งเสริมพัฒนาจิตใจและ ปัญญา รวมทั้งการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผ่านเครือข่ายการจัดการมรดเกทางวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในพื้นที่มรดกโลกและพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของไทย จะก่อให้เกิดรูปแบบการ จัดการทางวัฒนธรรมทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่เป็นเการเอื้อเฟื้อต่อการยกระดับ “จิตใจและ ปัญญา” ของประชาชนอันนำไปสู่การสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์..

Leave a Reply