ความจริงมี “หนึ่งเดียว” กรณี “พระเมธาวินัยรส” วิจารณ์ได้ แต่ “ต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง”

วันที่ 18 กรกฏาคม 2569   ตามที่มีเพจอวตารเผยแพร่ข้อเขียนเรื่อง “มมร. คัดทิ้ง มจร. ชุบเลี้ยง” กล่าวพาดพิงถึง พระเมธาวินัยรส, รศ.ดร. ด้วยถ้อยคำรุนแรง เหยียดหยาม และตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคุณวุฒิ การทำหน้าที่กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ตลอดจนการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์นั้น มีกลุ่ม “ลูกศิษย์” พระเมธาวินัยรส ได้ออกหนังสือเปิดความจริงอีกด้าน โดยระบุว่าในฐานะศิษย์ผู้เคยได้รับความรู้และเห็นการทำงานของท่าน ขอชี้แจงโดยยึดหลักว่า บุคคลสาธารณะย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มิใช่อคติ ข่าวลือ หรือถ้อยคำลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

1. กรุณาเรียกตำแหน่งทางวิชาการให้ถูกต้อง

พระเมธาวินัยรสมีตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ดร. หรือ รศ.ดร. มิใช่ “ผศ.ดร.” ดังที่ข้อเขียนดังกล่าวระบุซ้ำหลายครั้ง

ข้อมูลจากหน่วยงานของทั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่างระบุตำแหน่งของท่านว่า พระเมธาวินัยรส, รศ.ดร. อย่างชัดเจน ทั้งยังปรากฏประวัติคุณวุฒิด้านปรัชญา พุทธศาสน์ศึกษา และปรัชญาอินเดียและศาสนา มิใช่บุคคลที่ไม่มีพื้นฐานทางวิชาการดังที่ถูกกล่าวหา

เพียงข้อมูลพื้นฐานเรื่องตำแหน่งทางวิชาการ ผู้เขียนยังไม่ตรวจสอบให้ถูกต้อง แล้วข้อกล่าวหาส่วนอื่นจะมีความน่าเชื่อถือเพียงใด?

2. คำว่า “มมร. คัดทิ้ง” เป็นการสรุปเกินกว่าหลักฐาน

เอกสารของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยแสดงว่า พระเมธาวินัยรสเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมถึง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและเลขานุการสภาวิชาการ มิใช่บุคคลที่ “ไร้ผลงานและไร้ที่ยืน” ตามถ้อยคำเสียดสีในบทความ

ส่วนเอกสารการประชุมสภามหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาจารย์ประจำหลักสูตร ระบุเพียงว่า “สิ้นสุดสัญญาจ้าง” ไม่ได้ระบุว่าถูกลงโทษ ถูกปลดเพราะกระทำผิด หรือถูก “คัดทิ้ง” ดังที่ผู้เขียนพยายามสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชน

การสิ้นสุดวาระบริหาร การเกษียณอายุ หรือการสิ้นสุดสัญญาจ้าง เป็นกลไกปกติขององค์กร มิใช่หลักฐานแห่งความล้มเหลวหรือความผิดทางจริยธรรมโดยอัตโนมัติ

3. การมีคุณวุฒิหลายสาขาไม่ใช่ความผิด

ข้อเขียนดังกล่าวพยายามทำให้การศึกษาหลายศาสตร์กลายเป็นเรื่องน่าขบขัน ทั้งที่โลกวิชาการร่วมสมัยให้ความสำคัญกับการวิจัยแบบสหวิทยาการ เพราะปัญหาสังคม ศาสนา การศึกษา การบริหาร และจริยธรรม ไม่อาจอธิบายด้วยศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างโดดเดี่ยวได้

การมีความรู้หลายสาขาอาจถูกตรวจสอบได้ว่า สอดคล้องกับหัวข้อที่ได้รับแต่งตั้งหรือไม่ แต่ไม่ควรถูกตีความล่วงหน้าว่าเป็นการ “สะสมปริญญาเพื่อรับจ้าง” เพราะนั่นมิใช่การวิจารณ์ผลงาน หากเป็นการคาดเดาเจตนาภายในใจของบุคคลโดยไม่มีหลักฐาน

ผู้วิจารณ์ทางวิชาการควรถามว่า “คุณวุฒิและผลงานตรงกับงานที่ได้รับมอบหมายหรือไม่”
มิใช่ถามว่า “เหตุใดบุคคลนี้จึงเรียนมาหลายสาขา”

4. จำนวนครั้งของการเป็นกรรมการสอบต้องตรวจสอบด้วยข้อมูล มิใช่ตัวเลขที่กล่าวลอย ๆ

ข้อกล่าวหาว่าชื่อของท่านปรากฏเป็นกรรมการหรือประธานสอบถึง “ร้อยละ 80 ของมหาวิทยาลัย” เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง แต่ไม่มีการแสดงฐานข้อมูล รายชื่อนิสิต ระยะเวลา จำนวนหลักสูตร หรือวิธีคำนวณประกอบ  หากผู้เขียนมีหลักฐานจริง ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบว่า

– นับจากจำนวนวิทยานิพนธ์ทั้งหมดเท่าใด
– อยู่ในช่วงเวลาใด
– แต่งตั้งโดยคณะหรือหลักสูตรใด
– คุณสมบัติของกรรมการไม่ตรงตามเกณฑ์ข้อใด
– มีผลประโยชน์ทับซ้อนในกรณีใด

การปรากฏชื่อบุคคลในหลายคณะกรรมการอาจเป็นประเด็นที่มหาวิทยาลัยควรตรวจสอบเรื่องภาระงานและการกระจายผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ ความถี่เพียงอย่างเดียวไม่ใช่หลักฐานของการทุจริตหรือระบบอุปถัมภ์

5. ข้อกล่าวหาเรื่อง “รับซองแล้วเซ็นผ่าน” ต้องมีหลักฐานเฉพาะกรณี

การกล่าวหาว่ากรรมการสอบรับค่าตอบแทนแล้วลงนามอนุมัติให้นิสิตจบโดยไม่แก้ไขวิทยานิพนธ์ เป็นข้อกล่าวหาที่กระทบชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จึงต้องมีหลักฐานชัดเจน เช่น เล่มวิทยานิพนธ์ก่อนและหลังสอบ รายงานมติกรรมการ แบบรับรองการแก้ไข วันลงนาม และพยานผู้เกี่ยวข้อง ต้องแยกให้ชัดระหว่าง

1. การลงนามรับรอง ผลการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์
2. การลงนามรับรองว่า แก้ไขวิทยานิพนธ์สมบูรณ์แล้ว
3. การอนุมัติให้ สำเร็จการศึกษาโดยมหาวิทยาลัย

ทั้งสามขั้นตอนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่ได้อยู่ในอำนาจของประธานกรรมการเพียงผู้เดียว

มจร. มีข้อบังคับระดับบัณฑิตศึกษาและกลไกพิจารณาผ่านหลักสูตร คณะบัณฑิตวิทยาลัย สภาวิชาการ และสภามหาวิทยาลัย การกล่าวว่ากรรมการเพียงรูปเดียวสามารถ “เซ็นให้จบ” ได้ทั้งหมด จึงเป็นการทำให้กระบวนการที่มีหลายชั้นเหลือเพียงภาพง่าย ๆ เพื่อใช้โจมตีบุคคล

ถ้ามีหลักฐานว่ากระบวนการใดไม่ถูกต้อง ควรส่งให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ควรใช้การเล่าเรื่องเชิงเยาะเย้ยแทนพยานหลักฐาน

6. การใช้วุฒิเปรียญธรรมมาเหยียดคุณค่าทางวิชาการ เป็นการใช้เกณฑ์ผิดประเภท

การเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาพระไตรปิฎก แต่การแต่งตั้งอาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิระดับบัณฑิตศึกษา ยังต้องพิจารณาคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ตำแหน่งทางวิชาการ ผลงานวิจัย ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่สัมพันธ์กับสาขาวิชา

การนำคำว่า “จบแค่เปรียญธรรม 4 ประโยค” มาใช้ดูหมิ่นบุคคล จึงไม่ต่างจากการตัดสินนักกฎหมายด้วยคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ หรือวัดความสามารถนักวิจัยด้วยอายุพรรษาเพียงอย่างเดียว

ผู้วิจารณ์อาจตั้งคำถามได้ว่าบุคคลนั้นมีความเชี่ยวชาญตรงกับหัวข้อวิทยานิพนธ์หรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบจาก คุณวุฒิ ผลงาน และประสบการณ์จริง มิใช่หยิบคุณวุฒิเพียงรายการเดียวมาลบล้างคุณวุฒิและผลงานทั้งหมด

7. ตำแหน่งประธานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์เป็นตำแหน่งที่ตรวจสอบได้

ปัจจุบันเว็บไซต์สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ระบุชื่อ พระเมธาวินัยรส, รศ.ดร. เป็นประธานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นทางการ มิใช่เพียง “ข่าวแว่ว” ตามที่กล่าวอ้าง

คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมการวิจัย จึงต้องปฏิบัติงานภายใต้ระบบ มาตรฐาน และกระบวนการตรวจสอบ มิใช่อาศัยอำนาจประธานเพียงคนเดียว

หากผู้ใดเห็นว่าการแต่งตั้งไม่เหมาะสม ย่อมสามารถขอให้มหาวิทยาลัยเปิดเผยคำสั่ง คุณสมบัติ หลักเกณฑ์การคัดเลือก การอบรม และระบบจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนได้ แต่ต้องไม่กล่าวหาว่าผู้ได้รับแต่งตั้ง “ไม่มีจริยธรรม” ก่อนมีผลการสอบสวนหรือหลักฐานที่พิสูจน์ได้

8. ศิษย์มิได้ปฏิเสธการตรวจสอบ

การเป็นศิษย์มิได้หมายความว่าต้องปกป้องอาจารย์อย่างหลับหูหลับตา หากมีหลักฐานว่าท่านหรือบุคคลใดกระทำผิดระเบียบ ข้าพเจ้าก็เห็นว่ามหาวิทยาลัยควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และเปิดเผยผลตามสมควร

แต่ในทางกลับกัน ผู้กล่าวหาก็ต้องรับผิดชอบต่อข้อความของตนเช่นเดียวกัน

การตรวจสอบที่เป็นธรรม ต้องตรวจสอบทั้งผู้ถูกกล่าวหาและความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวหา มิใช่ลงโทษบุคคลด้วยถ้อยคำบนเฟซบุ๊กก่อนเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ข้อเขียนดังกล่าวมิใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ระบบมหาวิทยาลัย แต่เต็มไปด้วยถ้อยคำดูหมิ่น การคาดเดาเจตนา และการกล่าวหาความผิดโดยไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังระบุตำแหน่งทางวิชาการของพระเมธาวินัยรส  ผิดตั้งแต่ต้น

วิชาการจะเจริญไม่ได้ด้วยการประจบสอพลอ แต่ก็จะเจริญไม่ได้เช่นกัน หากเราใช้ความเกลียดชังแทนเหตุผล ใช้ข่าวลือแทนหลักฐาน และใช้การประจานแทนกระบวนการยุติธรรม

ขอเรียกร้องให้ผู้บริหาร มจร. ตรวจสอบข้อกล่าวหาทุกประเด็นอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งกรรมการสอบ ภาระงาน การรับรองการแก้ไขวิทยานิพนธ์ และคุณสมบัติของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ให้ประชาคมรับทราบ

ขณะเดียวกัน ขอให้ผู้เผยแพร่ข้อกล่าวหาแสดงหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรม หากไม่มีหลักฐาน ก็ควรยุติการใช้ถ้อยคำที่ทำลายชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ความจริงไม่ต้องการเสียงตะโกนที่ดังที่สุด
แต่ต้องการหลักฐานที่ชัดที่สุด

วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ และตั้งคำถามได้  แต่ต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพียงเพราะความจริงนั้นไม่ตอบสนองต่ออคติของตนเอง..

Leave a Reply