“สัตตาหะ” ว่าด้วยกิจของ “พระภิกษุ”

วันที่ 31 กรกฏาคม  2569   ประเทศไทยเข้าเทศกาลพรรษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  การเข้าพรรษา เป็นเรื่องของพระสงฆ์โดยตรง ในการที่พระสงฆ์จะต้องเตรียมตัวอยู่กับวัด ไม่สามารถค้างแรมที่ไหนได้ เว้นมีศาสนกิจที่เป็น และต้องเป็นไปตามพุทธานุญาตเท่านั้น ที่เรียกว่า “สัตตาหะ”

“พรรษา” เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ฝน หรือฤดูฝน ถ้าบาลีจะใช้คำว่า “วัสสะ”

คนอินเดียสมัยก่อนนับปีด้วยการนับฤดูฝน ว่าผ่านไปกี่ฝนแล้ว ดังนั้นคำว่าพรรษาจึงมีความหมายว่า “ปี” ไปโดยปริยาย

คำว่า “เข้าพรรษา” จึงแปลได้ว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝน พระพุทธเจ้าได้กำหนดพระวินัยให้พระภิกษุต้องจำอยู่กับวัด ไม่อนุญาตให้เดินทางไปไหน

ในครั้งพุทธกาล การออกจาริกโปรดสัตว์หรือออกไปหาสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นกิจสำคัญของสงฆ์ แต่เมื่อถึงฤดูฝน ฤดูที่ชาวบ้านปลูกถั่วปลูกข้าว ถนนหนทางไม่ได้มีมากมายเหมือนปัจจุบัน พระพุทธองค์จึงไม่ต้องการให้พระสงฆ์ออกเดินย่ำไปรบกวน ทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวบ้าน

รวมไปถึงในฤดูฝนมักจะมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยออกมาหากินตามพื้นดินจำนวนมาก การเดินเหยียบทับสัตว์เล็กสัตว์น้อยจะเป็นการผิดศีลข้อปาณาฯไป รวมไปถึงความยากลำบากในการเดินทางของพระสงฆ์ในฤดูฝนที่พื้นดินเป็นโคลนเลน พระพุทธองค์จึงกำหนดพระวินัยสำคัญข้อนี้ขึ้นมา

วันเข้าพรรษาจึงเป็นโอกาสดีที่ชาวพุทธในส่วนของฆราวาส ได้ทำนุบำรุงพระภิกษุสงฆ์ – สามเณร นับแต่เริ่มวันเข้าสู่พรรษา จนถึงวันออกจากพรรษา คือวันที่ฝนหมดแล้ว

สำหรับพระภิกษุบางรูปถือเอา “วันทอดกฐิน” ในวัดที่ตนจำพรรษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจาริกไปยังสถานที่ต่าง ๆ  ต่อไป

ส่วนคำว่า “สัตตาหะ คืออะไร?   ได้อธิบายไว้ดังนี้

สัตตาหะ (บาลี: สัตฺตาห) แปลว่า ระยะเวลา 7 วัน หรือ 7 คืน โดยมาจากคำว่า

สัตฺต = เจ็ด    อห = วัน  รวมความหมายว่า เจ็ดวัน

ที่มาในสมัยพุทธกาล เมื่อพระภิกษุเข้าจำพรรษาแล้ว ต้องอยู่ประจำวัดตลอดฤดูฝน เพื่อไม่ให้เหยียบย่ำพืชผลและสัตว์เล็กสัตว์น้อย อีกทั้งเพื่อให้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรม

ต่อมามีกรณีที่พระภิกษุบางรูปมี กิจจำเป็น เช่นอุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์ที่อาพาธ  สงเคราะห์บิดามารดาหรือญาติผู้ป่วย ปฏิบัติกิจของคณะสงฆ์ ระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่พระศาสนาหรือวัด กิจจำเป็นอื่นที่พระวินัยทรงอนุญาต

พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุออกจากวัดที่จำพรรษาไปค้างแรมที่อื่นได้ ไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า สัตตาหะ

การอธิษฐานสัตตาหะ   ก่อนออกจากวัด พระภิกษุต้องแจ้ง (อปโลกน์) แก่พระภิกษุผู้ร่วมจำพรรษา และอธิษฐานว่า  สัตฺตาหกรณียํ เม อตฺถิ  ตสฺมา อหํ สัตฺตาหํ คจฺฉามิ  สัตฺตาหาติกฺกเม สติ ปจฺจาคมิสฺสามิ.

แปลว่า  “ข้าพเจ้ามีกรณียกิจที่จะต้องไป เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงไปสัตตาหะ และจะกลับมาภายในกำหนด 7 วัน”

หลักพระวินัย  ต้องมีเหตุจำเป็น ไม่ใช่ออกไปเพื่อความสะดวกส่วนตัว   ต้องอปโลกน์ (แจ้ง) แก่พระผู้ร่วมจำพรรษา

ไปได้ไม่เกิน 7   คืน  ต้องกลับวัดที่จำพรรษาภายในกำหนด

หากเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุที่พระวินัยรองรับ อาจเป็นเหตุให้ ขาดพรรษา  ที่ไป (หลักฐานในพระไตรปิฎก)

หลักเรื่องสัตตาหะปรากฏใน พระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาคว่าด้วยการจำพรรษา (วัสสูปนายิกขันธกะ) ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติข้ออนุญาตให้พระภิกษุออกจากที่จำพรรษาได้ชั่วคราวเมื่อมีเหตุจำเป็น และกำหนดระยะเวลาไว้ไม่เกิน 7  คืน

สรุป  การเข้าพรรษา ไม่ได้หมายความว่าพระห้ามออกจากวัดตลอด ๓ เดือน แต่พระวินัยเปิดโอกาสให้พระภิกษุออกไปได้เมื่อมีเหตุจำเป็น โดยต้องเป็นไปตามหลัก สัตตาหะ คือออกไปได้ ไม่เกิน ๗ คืน พร้อมอปโลกน์ให้ถูกต้องตามพระวินัย แล้วกลับมาจำพรรษาต่อภายในกำหนด จึงไม่ถือว่าขาดพรรษา

 

ที่มา.. PrapasChol /เพจ:งานพระศาสนา เพื่อบุญกิจ
Share:

Leave a Reply