เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดร.ณพลเดช มณีลังกา อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และที่ปรึกษาประธานอนุกรรมาธิการงบประมาณด้านการศึกษา เปิดเผยภายหลังการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในชั้นอนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ “พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงฐานองค์พระ ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจากไม่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่มานานกว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2525

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การได้รับงบประมาณครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข่าวดีในเชิงงบประมาณ แต่เป็นข่าวดีของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ เพราะพระประธานพุทธมณฑลเป็นทั้ง ศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ ปูชนียวัตถุสำคัญ และส่วนหนึ่งของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ
“ขอแสดงความยินดีกับพุทธศาสนิกชนทุกคน การที่พระประธานพุทธมณฑลได้รับงบประมาณเพื่อบูรณะในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะองค์พระไม่ได้เป็นเพียงพระพุทธรูปขนาดใหญ่ แต่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของประชาชน และเป็นพระพุทธรูปสำคัญของประเทศ”
ดันต่อเนื่อง จนงบปี 70 เห็นผลเป็นรูปธรรม
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า แนวคิดในการดูแลและบูรณะองค์พระประธานพุทธมณฑลมีการผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดย สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมสิทธิ เคยมีดำริถึงความจำเป็นในการบูรณะองค์พระ รวมถึงการสนับสนุนด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม
ที่ผ่านมาได้มีการผลักดันงบประมาณด้านพระปริยัติธรรม และในปีงบประมาณ 2570 สามารถผลักดันงบประมาณด้านการปรับปรุงฐานองค์พระประธานให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการพูดถึงปัญหา แต่ต้องผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการงบประมาณจนเกิดผลจริง และวันนี้ถือว่าเราเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว” ดร.ณพลเดช กล่าว
เปิดตัวเลขงบพุทธมณฑล 70.73 ล้านบาท
สำหรับงบประมาณของพุทธมณฑลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เอกสารประกอบการชี้แจงระบุว่า มี งบลงทุนส่วนกลางรวม 70,734,500 บาท แบ่งเป็น 4 โครงการสำคัญ ได้แก่
งานซ่อมปรับปรุงถนนแอสฟัลต์คอนกรีตรอบพุทธมณฑล สาย ก ข และ ค วงเงิน 5,093,600 บาท
งานปรับปรุงฐานองค์พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ วงเงิน 13,306,800 บาท
งานบูรณะซ่อมแซมพระวิหารพุทธมณฑล วงเงิน 27,339,800 บาท
งานปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในพุทธมณฑล วงเงิน 24,994,300 บาท
รวมทั้งสิ้น 70,734,500 บาท

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า จากตัวเลขงบประมาณดังกล่าวจะเห็นว่า การดูแลพุทธมณฑลไม่ได้มีเฉพาะองค์พระประธาน แต่ยังครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งถนน พระวิหาร และระบบไฟฟ้า ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการรองรับประชาชนที่เดินทางมาสักการะ
อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ควรถือเป็น จุดเริ่มต้นของแผนดูแลระยะยาว มากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะสถานที่สำคัญระดับประเทศไม่ควรรอให้เกิดความเสื่อมสภาพรุนแรงแล้วจึงใช้งบประมาณก้อนใหญ่เข้าซ่อมแซม
ชงเพิ่มช่องทางบอกบุญ ควบคู่เงินภาครัฐ
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า จากการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นว่าควรวางแผนงบประมาณสำหรับการดูแลพุทธมณฑลในปีต่อ ๆ ไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมพิจารณาเพิ่มช่องทางให้พุทธศาสนิกชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
“ภาครัฐควรมีงบประมาณรองรับอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันหากเปิดช่องทางให้พุทธศาสนิกชนร่วมบอกบุญหรือร่วมอนุรักษ์ ก็ควรมีระบบที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์”
พระประธาน 25 พุทธศตวรรษ มรดกที่ต้องรักษา
พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ เป็นปูชนียวัตถุสำคัญที่สร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของพุทธมณฑลในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีก่อฤกษ์พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2498 ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2500 และแล้วเสร็จในปี 2525
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2525 มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะอย่างเป็นทางการ จากนั้นองค์พระได้ตั้งตระหง่านเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาจนถึงปัจจุบัน
องค์พระเป็นพระพุทธรูปยืน ปางลีลา ขนาดใหญ่ ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยประยุกต์พุทธลักษณะจากพระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัย หล่อด้วยทองสำริด น้ำหนักประมาณ 17,543 กิโลกรัม แบ่งหล่อเป็นชิ้นส่วน 137 ชิ้น ก่อนนำมาประกอบเป็นองค์พระ มีความสูง 15.875 เมตร
“เงินแผ่นดินต้องคุ้มค่า บูรณะต้องรักษาพุทธศิลป์”
ดร.ณพลเดช ย้ำว่า การบูรณะครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นภารกิจในการ รักษามรดกทางพระพุทธศาสนา ศิลปกรรม และวัฒนธรรมของชาติ
โดยเฉพาะเมื่อเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน การดำเนินงานต้องมีทั้งความประณีต ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ พร้อมรักษาพุทธศิลป์ดั้งเดิมให้มากที่สุด
“เมื่อใช้งบประมาณของแผ่นดินแล้ว ต้องบูรณะด้วยความประณีต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาพุทธศิลป์ดั้งเดิมให้มากที่สุด เพราะองค์พระประธานพุทธมณฑลไม่ได้เป็นเพียงพระพุทธรูปขนาดใหญ่ แต่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย และเป็นมรดกที่เราต้องส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป”
ชื่นชม ผอ.สำนักพุทธฯ ชี้แจงงบ “ละเอียด–ชัดเจน–ตอบคำถามได้”
ดร.ณพลเดช กล่าวด้วยว่า ในการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ ขอชื่นชม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและคณะผู้ชี้แจง ที่สามารถนำเสนอรายละเอียดงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และตอบข้อซักถามได้อย่างตรงประเด็น ทำให้คณะอนุกรรมาธิการสามารถเห็นภาพรวมของภารกิจ ปัญหา และความจำเป็นในการใช้งบประมาณของพุทธมณฑลได้อย่างชัดเจน
“ต้องชื่นชมผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มาชี้แจงงบประมาณได้ อย่างดีเยี่ยม ทั้งรายละเอียดของโครงการ เหตุผลความจำเป็น และภาพรวมการใช้งบ ทำให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความเข้าใจและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างชัดเจน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการชี้แจงงบประมาณต่อฝ่ายนิติบัญญัติ”
ดร.ณพลเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า 43 ปีของการรอคอย วันนี้พระประธานพุทธมณฑลได้เข้าสู่กระบวนการบูรณะอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือทำให้งบประมาณทุกบาทเกิดประโยชน์สูงสุด งานบูรณะต้องมีคุณภาพ รักษาเอกลักษณ์ทางพุทธศิลป์ และต้องวางระบบบำรุงรักษาให้ต่อเนื่อง เพื่อให้องค์พระยังคงสง่างามและเป็นศูนย์รวมใจของพุทธศาสนิกชนไทยไปอีกหลายชั่วอายุคน.

Leave a Reply