หนังสือจารึกประวัติศาสตร์คดี “เงินทอนวัด”

เมื่อวานนี้ไปร่วมงานครบรอบ 13 ปี แห่งการมรณกาลของ “สมเด็จเกี่ยว” วัดสระเกศ ตามคำชวนของคณะสงฆ์วัดสระเกศ บรรยากาศ  “คึกคัก” มีสมเด็จพระราชาคณะมาร่วมทั้งมหานิกายและธรรมยุต มีพระราชาคณะ พระครูสัญญาบัตรทุกทั่วสารทิศคาดว่าประมาณ 400-500 รูป  ส่วนฆราวาสไม่ต้องพูดถึงมีทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการ ประชาชน

“ผู้เขียน” ถาม “พระคุณเจ้า” ในวัดสระเกศว่า พระคุณเจ้าที่ต้องคดีเงินทอนวัด ได้รับคืนตำแหน่ง “เจ้าอาวาส” และ “สมณศักดิ์” มาแล้วกี่ปี  คำตอบคือประมาณ 3 ปีแล้ว  สังเกตกลุ่มคฤหัสถ์ที่มาร่วมงาน แปลกว่าคณะสงฆ์วัดสระเกศ ได้เรียกพลัง “ศรัทธา” กลับคืนมาแล้ว

ส่วน “พระสงฆ์” ไม่ขอพูดถึง  พูดแล้วเดียวหาว่าผู้เขียน “ด้อยค่า” 

ยามมี “ภัย” น้ำใจสู้ฆราวาสไม่ได้

“ผู้เขียน” เห็นสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ ที่มาร่วมงานพักอยู่ในห้องรับรอง ต่างสนใจอ่านหนังสือ ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ สาระสำคัญสุดของหนังสือเล่มนี้ คือ คณะสงฆ์วัดสระเกศ บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คดี “เงินทอนวัด”  ตั้งแต่วันแรกของการจับกุม จนได้รับคืน “สมณศักดิ์”

ช่วงแรกของหนังสือเล่มนี้นอกจากมีประวัติและผลงาน “สมเด็จเกี่ยว” แล้ว ปรากฎมีคำเตือนและคำสั่งเสียที่ “สมเด็จเกี่ยว” ฝากไว้แก่เหล่าสานุศิษย์ก่อนมรณภาพ

“เมื่อหลวงพ่อไม่อยู่แล้ว จะเกิดภัยกับพวกเรามาก  อย่าพากันประมาท หลวงพ่อไม่ทันเห็นหรอก ในเวลานั้น เพราะหลวงพ่อไม่อยู่แล้ว”

ถ้อยคำดังกล่าวนี้ เป็นเสมือนพินัยกรรมอันสำคัญและทรงคุณค่ายิ่งสะท้อนความห่วงใยต่อสานุศิษย์และต่อสำนักวัดสระเกศ ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ในเวลาต่อมาเกิดขึ้นจริงๆ คำสั่งเสียนี้จึงยิ่งมีความหมายในฐานะส่วนหนึ่งของความทรงจำและประวัติศาสตร์ของสำนักวัดสระเกศเลยทีเดียว  มิใช่เพียงคำพูดของพระมหาเถระก่อนละสังขาร

หากเป็นคำเตือนให้ผู้ที่ยังอยู่ “อย่าพากันประมาท”

ช่วงที่สอง นี้สำคัญมากถือว่าเป็น “จารึกประวัติศาสตร์”  เป็นการบันทึกจากความทรงจำ…สู่เอกสารประวัติศาสตร์

เป็นการบันทึกแบบ “เรื่องเล่า”  คดีประวัติศาสตร์แบบ “ละเอียดยิบ” ตั้งแต่เช้ามึดของวันที่ 24 พฤษภาคม  2561 ที่ทัพตำรวจยกโขยงบุกไปจับกุม “พระมหาเถระ” 3 วัด คือ วัดสามพระยา วัดสระเกศ และวัดสัมพันธวงศ์

ตำรวจทำอะไรบ้างกับ “พระภิกษุ” เหล่านี้  และ ก่อนหน้านั่นมี  “สัญญาณ” อะไรบ่งบอกว่าจะมีการ จับกุม” 

ตำรวจมี “ลับ หลวง พลาง” อย่างไร

พร้อมทั้งเล่ารายละเอียด “เทคติก” ของตำรวจ ระบบการสอบสวนที่ก้าวร้าวใช้คำพูดที่รุนแรงต่อพระสงฆ์

จุดสุดพีคบันทึกที่ 1  ในหนังสือเล่มนี้ คือมีโทรศัพท์ “ลึกลับ” อ้างผู้ใหญ่ เรียกเงิน 30 ล้าน เพื่อเคลียร์คดีด้วย..

คณะสงฆ์วัดสระเกศ บันทึกแบบเจาะลึกอีกว่า ตั้งแต่ตำรวจจับ เจอสถานการณ์อย่างไรบ้าง เมื่อขึ้นสู่ศาลแล้ว  มีการให้การแบบไหน ศาลว่าอย่างไร รวมทั้งเมื่อจะเข้าสู่เรือนจำ เจ้าหน้าที่ “พศ.” ผู้มีหน้าที่ดูแลคุ้มครองพระสงฆ์ ทำอย่างไรบ้าง

แต่ถูก “เจ้าหน้าที่เรือนจำ” ห้ามไว้ เนื่องจากอยู่ในเขตอำนาจของ “กรมราชทัณฑ์”

หนังสือเล่มนี้ครบเรื่องทั้งมิติทางประวัติศาสตร์  มีการอ้างอำนาจรัฐใส่ความพระผู้เห็นต่างกับรัฐ เช่น กรณี ครูบาศรีวิชัย ครูบาขาว ในปี 2463

คดีหลวงพ่ออาจ “พระพิมลธรรม” เกิดความขัดแย้งในการคณะสงฆ์ว่าด้วยการแต่งตั้ง “สังฆนายก”   ชนชั้นอำนาจในการสงฆ์และบ้านเมือง คิดว่า “พระพิมลธรรม” อยู่เบื้องหลังการคัดค้าน จึงใส่ความคดีอาบัติปาราชิก สุดท้ายท่านหลุดข้อกล่าวหานี้ ในปี 2503

เมื่อตั้งข้อกล่าวหา “พระพิมลธรรม” ต้องอาบัติปาราชิกไม่ได้ ในปี 2505 จึงตั้งข้อกล่าวหาว่าท่านฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ และนำรูปแบบกรรมฐาน “ยุบหนอ พองหนอ” จากประเทศพม่า ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

จึงเป็นที่มาของการถอดจีวร บังคับให้สวมใส่ “ชุดขาว”  ยัดใส่คุก

คณะสงฆ์ “วัดสระเกศ” รวมทั้ง “วัดสามพระยา”  ยึดแบบ “พระพิมลธรรม”  ในการการต่อสู้และใช้ชีวิตในเรือนจำ

มิติของการต่อสู้ คณะสงฆ์วัดสระเกศ บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการต่อสู้คือ เอกสาร  และมี “สติ” ทุกเมื่ออยู่กับตำรวจ ไม่ยอมสิ่งที่ตำรวจสั่ง เช่น ให้ผุ้ถูกกล่าาหาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นศิษย์วัดให้ใส่สูทไปถ่ายรูปหน้าวัด บังคับให้ซัดทอด..พระพรหมสิทธิ

รวมทั้งมีพระภิกษุที่ถูกจับกุมก็เจอในลักษณะนี้เหมือนกัน คือ ใช้วาจาก้าวร้าว หยาบคาย เพื่อให้ยอมรับและซัดทอด..

“ผู้เขียน” เล่าภาพกว้าง ๆ เฉพาะบันทึกที่ 1 ของเล่มนี้ อ่านแล้วทั้งเศร้า สงสาร  โกรธเจ้าหน้าที่ เห็นใจ

พระคุณเจ้าที่อุทิศตนเพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนามาตลอดชีวิต

แต่ถูกกระทำเยี่ยงอย่าง “ผู้ร้าย” 

ในหนังสือเล่มนี้เล่าเทคนิคของตำรวจ และเห็น “ชั้นเชิง” การต่อสู้ของคณะสงฆ์วัดสระเกศ  มีทั้งใต้ดิน บนดิน และจิตวิทยาการเมือง ถือว่ามิใช่ธรรมดา

สมแล้วที่คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายยกให้ เป็น “เบอร์1”

Share:

Leave a Reply