กก.กลางอิสลามฯยื่นหนังสือ กมธ.ศาสนา : อปพส. บิดเบือน สร้างความเกลียดชังพุทธ-อิสลาม

303 Views

         ประเทศไทยประกอบด้วยสังคมหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายศาสนา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 90 กว่า จะเป็นพลเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ก็ทรงเป็นพุทธมามกะ และทั่วโลกย่องให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก

         แต่หลายปีมานี้ความขัดแย้งระหว่างศาสนิกชนเริ่มบานปลายและขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการสร้าง “ศาสนสถาน” ของศาสนาอิสลามในประเทศไทย โดยมีชาวพุทธกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายตัวของศาสนสถาน  จนเป็นที่มาของการร้องขอของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อให้กรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สร้างความเข้าใจและสร้างความสมานฉันท์ทางศาสนา

        ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ระบุว่า “ มล.ที่เคลื่อนไหวต่อต้านอิสลาม มีการศึกษา แต่ขาดคุณสมบัติผู้ดี นำเรื่องอคติศาสนามาย่ำยี สร้างความเกลียดชังคนในชาติ ล่าสุดยื่นหนัวสือ ถึง ประธานกรรมาธิการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ดำเนินการขจัดอคติ สร้างความเข้าใจ และสร้างความสมานฉันท์ทางศาสนา”

      ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้เขียนบทความผ่านโซเชียลมีเดีย หัวข้อ         “ ศาสนาที่นำความรุนแรงมาสู่ภูมิภาค” โดยระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมมากที่สุด แต่ท่ามกลางความหลากหลายนี้ก็ไม่เคยมีสงครามศาสนาเกิดขึ้น ฮินดูเคยอยู่มาก่อน แล้วพุทธศาสนาก็เข้ามาก่อเกิดความเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรมขึ้น แต่ก็เป็นไปอย่างสันติ

            จากนั้นอิสลามก็เข้ามา กลายเป็นศาสนาที่คนจำนวนมากยึดถือโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนแถบชายฝั่งทะเล แต่การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ก็ดำเนินไปอย่างสันติ และทั้งสามศาสนาก็ดำรงอยู่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์โดยสันติเรื่อยมา แม้บางศาสนาจะสูญเสียอิทธิพลที่เคยมีไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยก่อให้เกิดความกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด

            ความขัดแย้งความรุนแรงและสงครามมาพร้อมกับลัทธิอาณานิคมของชาติมหาอำนาจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสเปนที่ยึดครองฟิลิปปินส์ ฮอลแลนด์ที่ยึดครองอินโดนีเซีย อังกฤษที่ยึดครองมาเลเซีย ฝรั่งเศษที่ยึดครองเวียดนาม เป็นต้น วัตถุนิยม ชาตินิยมที่เป็นเลือดเนื้อของลัทธิอาณานิคมนี้คือต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งและความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยบางครั้ง ศาสนาก็ถูกหยิบมาเป็นเครื่องมือในการแผ่อิทธิพลของคนบางกลุ่ม หรือเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับผู้รุกราน

          จนถึงบัดนี้ ศาสนาทุกศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะยังเป็นที่มาแห่งความสงบสันติในภูมิภาคได้ ยกเว้นคนบางกลุ่มที่รับอิทธิพลของแนวคิดชาตินิยม ชาติพันธุ์นิยม อำนาจนิยมที่ลัทธิล่าอาณานิคมนำเข้ามา เอามาครอบลงไปบนการนับถือศาสนาของตน ก็จะทำให้ศาสนานั้นกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความเป็นอริบาดหมางกับคนกลุ่มอื่นได้

 แต่ในความเป็นจริง ถ้าเข้าถึงศาสนากันจริง เราจะไม่เป็นอริศัตรูกับศาสนิกชนใด ยกเว้นศาสนิกชนนั้นกระทำการรุกรานเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งในเอเชียอาคเนย์นี้ไม่มีศาสนาใดสอนให้ทำเช่นนั้น ยกเว้นศาสนาวัตถุนิยม ชาตินิยมและอำนาจนิยมที่ทรงอิทธิพลมากกว่าศาสนาใดในปัจจุบัน

 นอกจากนี้ ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ยังได้เขียนอีกบทความระถึงกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อตเนอิสลาม ในขณะนี้ โดยเฉพาะ คนที่ใช้คำนำหน้าว่า ม.ล.เป็นคนมีการศึกษา แต่ขาดคุณสมบัติผู้ดี เพราะเอาศาสนามาย่ำยีโดยอคติ และปราศจากความรู้จริง

          “ การป้องกันตัวเป็นสิทธิอันชอบธรรมของคนทุกคน การทำสงครามในอิสลามคือการใช้สิทธิในการป้องกันตัวตามธรรมชาติ ไม่ใช่การอนุญาตให้ฆ่าผู้อื่นตามการมโนของ ม.ล.บางคนระบุ”  ดร.วิสุทธิ์ กล่าว

            กรอบใหญ่ในการทำสงครามตามที่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานบัญญัติไว้ ปรากฎในโองการที่ 190 บท อัตเตาบะฮ ดังนี้ ” จงทำสงครามในหนทางแห่งอัลลอฮกับคนที่ก่อสงครามกับพวกเจ้า และจงอย่าละเมิดความชอบธรรม แท้จริงองค์อัลลอฮไม่ทรงรักผู้ละเมิด”

           ดร.วิสุทธิ์  ยังได้อธิบายโองการนี้เพิ่มเติมว่า พิจารณาบทบัญญัตินี้จะเข้าใจได้ว่า

          1.มุสลิมจะก่อสงครามกับผู้อื่นไม่ได้ ยกเว้นคนอื่นมาหาเรื่องก่อสงครามก่อน

          2. การสงครามที่อนุญาต ต้องอยู่ในครรลองแห่งอัลลอฮ ไม่ใช่สงครามเพื่อแย่งดินแดน ไม่ใช่สงครามเพื่อชาติพันธุ์ และไม่ใช่สงครามเพื่อแย่งทรัพยากร

         3. แม้ในยามสงคราม ก็ต้องระวังไม่ให้ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นและไม่ละเมิดหลักความชอบธรรม จะไปฆ่าผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ ไม่ฆ่าผู้หญิง เด็ก คนชราและนักบวชรวมทั้งไม่ทำลายทรัพยากร

        4.หากไม่อยู่ในกรอบบัญญัติทั้งสาม ก็ไม่นับเป็นการสงครามตามแนวทางอิสลามแต่อย่างใด

        ส่วนโองการอื่น ๆ ในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับการสงคราม ล้วนเป็นส่วนปลีกย่อยของโองการนี้ หมายความว่าต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาที่โองการนี้กำหนดเท่านั้น

         ล่าสุด ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง ประธานกรรมาธิการศาสนา ศิลปและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ดำเนินการขจัดอคติ สร้างความเข้าใจ และสร้างความสมานฉันท์ทางศาสนา ทั้งนี้ประเทศไทยอยู่ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ หรือ อปพส.พยายามเคลื่อนไหวให้เกิดความเกลียดชังของคนในชาติที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม อันเป็นอันตรายและกระทบความสัมพัน์อันดีของคนในชาติ จึงอยากให้ดำเนินการต่อไป

       หลังจากการยื่นหนังสือต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ต่อจากนี้ไปคงจะต้องติดตามต่อไปว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนิกชนจะบานปลายหรือไม่อย่างไร

*************************

     ขอบคุณภาพ-ข้อมูล :  สำนักข่าวอะลามี่

Leave a Reply