“ณพลเดช” ชี้ Walk for Peace 3,700 กม. พลังพุทธฐานราก สร้าง “ทุนศีลธรรม” ต่อรองการเมืองวีซ่าไทย–สหรัฐฯ

“ณพลเดช มณีลังกา” ระบุ การเดินธุดงค์ “Walk for Peace” ของพระสงฆ์ในสหรัฐฯ ระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร ไม่ใช่เพียงกิจกรรมศาสนา หากเป็นพลังสันติภาพฐานรากที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้พุทธศาสนาและคนไทย พร้อมต่อยอดเป็นทุนทางศีลธรรมในการทูตและนโยบายวีซ่าระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษากรรมการต่างประเทศ และอดีตอนุกรรมาธิการพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า การเดินธุดงค์ข้ามรัฐ “Walk for Peace” ของคณะพระสงฆ์ชาวพุทธในสหรัฐอเมริกา ระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร จากเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางศาสนา หากแต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม การเมือง และการทูตเชิงคุณค่า ที่สะท้อนการตื่นตัวของพุทธศาสนาในสหรัฐฯ และสามารถแปรเปลี่ยนเป็น “ทุนทางศีลธรรม” เพื่อใช้ต่อรองเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นการถูกปฏิเสธวีซ่าของคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นายณพลเดช อธิบายว่า Walk for Peace สามารถวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบได้อย่างน้อย 7 มิติ ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับฐานรากของประชาชน ไปจนถึงโครงสร้างอำนาจรัฐและนโยบายวีซ่าระหว่างประเทศ

1. มิติฐานรากของสันติภาพ (Grassroots Peace)
Walk for Peace แสดงให้เห็นว่าสันติภาพสามารถเริ่มต้นจากการกระทำของมนุษย์ธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโต๊ะเจรจาหรือมติระดับรัฐ การเดินเท้าอย่างต่อเนื่องกว่า 80 วัน ผ่านเมืองและชุมชนจำนวนมาก ทำให้สันติภาพกลายเป็นสิ่งที่ประชาชน “มองเห็นและสัมผัสได้” ภาพของพระสงฆ์ที่อดทน เรียบง่าย และสงบ ทำให้สังคมอเมริกันตั้งคำถามใหม่ต่อความหมายของสันติภาพ ซึ่งแตกต่างจากสันติภาพเชิงนโยบายที่มักอยู่ห่างไกลชีวิตประจำวัน

2. มิติการตื่นตัวของพุทธศาสนาในสหรัฐอเมริกา
การต้อนรับจากประชาชน โบสถ์คริสต์ องค์กรชุมชน และอาสาสมัคร สะท้อนว่าพุทธศาสนาเริ่มมีพื้นที่ในสังคมอเมริกันในฐานะแหล่งเยียวยาจิตใจ ไม่ใช่เพียงศาสนาของผู้อพยพหรือชนกลุ่มน้อย การอยู่ร่วมกันข้ามศาสนาในภาคปฏิบัติ ช่วยลดอคติ และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อพุทธศาสนาและคนไทยในสังคมตะวันตก

3. มิติการทูตทางจิตวิญญาณ (Spiritual Diplomacy)
Walk for Peace ทำหน้าที่เสมือนการทูตภาคประชาชนและศาสนา ที่ไม่ต้องใช้หนังสือเดินทางทางการเมือง แต่ใช้ศีลธรรม ความเพียร และเมตตาเป็นภาษาเดียวกัน สื่อท้องถิ่นและชุมชนอเมริกันให้ความสนใจโดยไม่ผูกติดกับผลประโยชน์รัฐ แตกต่างจากการทูตเชิงสถาบันอย่าง Board of Peace ซึ่งขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างอำนาจ งบประมาณ และเงื่อนไขสมาชิกภาพ

4. มิติการเยียวยาจิตใจและสังคม (Healing & Mindfulness)
ในสหรัฐฯ ที่เผชิญความแตกแยกทางการเมืองและความรุนแรง Walk for Peace ทำให้แนวคิด “สติ” และ “อหิงสา” ถูกถ่ายทอดผ่านการกระทำจริง เหตุอุบัติเหตุที่พระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บ แต่คณะยังคงเดินหน้าต่อ พร้อมสุนัขกู้ภัย “อโลกา” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา ความอดทน และการเยียวยาร่วมกันของสังคม

5. มิติการยกระดับพุทธศาสนาสู่โครงสร้างรัฐ
เป้าหมายให้สหรัฐฯ รับรองวันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดแห่งชาติ เป็นการขยับพุทธศาสนาจากระดับจิตวิญญาณส่วนบุคคล สู่การยอมรับเชิงโครงสร้างรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพุทธศาสนาในสหรัฐฯ จากศาสนาทางเลือก สู่ศาสนาที่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรม

6. มิติเปรียบเทียบสันติภาพศีลธรรมกับสันติภาพอำนาจรัฐ
ในส่วนตัวเมื่อเทียบกับ Board of Peace ภายใต้การนำของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสันติภาพที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจรัฐ งบประมาณ และเงื่อนไขการมีส่วนร่วม Walk for Peace กลับเป็นสันติภาพที่ขับเคลื่อนด้วยศีลธรรม ความสมัครใจ และการเสียสละ การเดินเท้าเปล่าเพื่อสันติภาพโดยไม่เรียกร้องผลตอบแทนใด ๆ มีพลังเชิงสัญลักษณ์ที่เข้าถึงใจประชาชนมากกว่ากลไกทางการเมือง

7. มิติการเมืองวีซ่าและการต่อรองเชิงนโยบายของไทย
นายณพลเดช ชี้ว่า ปัญหาการถูกปฏิเสธและตัดสิทธิ์วีซ่าเข้าสหรัฐฯ ของคนไทย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเอกสาร แต่สะท้อนภาพลักษณ์เชิงโครงสร้างว่าคนไทยถูกมองเป็น “ความเสี่ยง” Walk for Peace ช่วยสร้างภาพใหม่ให้คนไทยในฐานะ “ผู้สร้างสันติภาพ” และ “ทรัพยากรทางสังคม” ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศเชิงนโยบายของสหรัฐฯ ในระยะกลางและยาว กระทรวงการต่างประเทศของไทยควรนำทุนทางศีลธรรมนี้ไปใช้ชี้แจงเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันการผ่อนคลายเงื่อนไขวีซ่า การลดอัตราการปฏิเสธ และการขยายสิทธิ์ให้คนไทย โดยเฉพาะนักศึกษา พระสงฆ์ นักวิชาการ และผู้ทำงานด้านจิตใจในสังคมอเมริกา

นายณพลเดช กล่าวสรุปว่า Walk for Peace คือบทเรียนสำคัญว่า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากศรัทธา สติ และการกระทำของประชาชน และในโลกที่การเมืองวีซ่าผูกโยงกับภาพลักษณ์ประเทศ กิจกรรมเชิงศาสนาและสันติภาพเช่นนี้ สามารถกลายเป็นพลังเงียบที่ช่วยยกระดับศักดิ์ศรีและสิทธิของคนไทยบนเวทีโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

Leave a Reply