ก่อนจะเข้าสู่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม นอกจากยักษ์ทวารบาลและซุ้มประตูทรงมงกุฏแล้ว เราจะได้เห็นศาลา2หลังอยู่ด้านซ้าย-ขวาของซุ้ม มีรูปปั้นของชาย 2 คน แล้วชาย 2 คนนี้เป็นใคร เกี่ยวข้องกับวัดอรุณอย่างไร?
เหตุที่มีการสร้างรูปของบุคคลทั้งสองนี้ไว้ก็สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ทั้งคู่ต่างเผาตัวตายภายในบริเวณวัดอรุณฯ โดยนายเรืองเริ่มก่อนเป็นคนแรกเมื่อปี 2333 สมัยรัชกาลที่ 1 ติดตามมาด้วยนายนกในอีก 27 ปีต่อมา คือปี 2360 สมัยรัชกาลที่ 2

ทั้งคู่มิได้ต้องการประท้วงใคร หรือทำไปด้วยความเพ้อคลั่ง แต่เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปในเวลานั้น ว่าทั้งนายเรืองและนายนกต่างต้องการบูชาพระพุทธศาสนาในระดับอุกฤษฎ์ เพื่อมุ่งหมายบรรลุพระโพธิญาณ
ยุคนั้น การสละชีวิตเพื่อหวังแลกเอาพระนิพพาน คงถือเป็นบุญใหญ่อันน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่ง หลังจากนั้นราวสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการสร้างรูปนายเรืองนายนกขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยทำเป็นหินสลักตั้งไว้ที่วัดอรุณฯ พร้อมกับมีศิลาจารึกกำกับ โดยรูปนายเรืองนั่งขัดสมาธิพนมมือ ส่วนรูปนายนกนั่งขัดสมาธิ มือวางประสานที่หน้าตักในท่านั่งสมาธิ
เรื่องราวของทั้งนายเรืองและนายนกปรากฏในหลักศิลาจารึกกรุงรัตน โกสินทร์ หลักที่ 133 ซึ่งมีใจความกล่าวถึงนายเรืองว่า นายเรืองได้เผาตัวตายเมื่อปี พ.ศ. 2333 เนื่องจากเป็นผู้มีความศรัทธาในพุธศาสนาอย่างแก่กล้า กินน้อยมักน้อย ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ขยันทำบุญสุนทาน โดยก่อนหน้าที่นายเรืองจะเผาตัวตาย นายเรืองและเพื่อนได้ใช้ดอกบัวอ่อนเสี่ยงทายว่าใครจะสำเร็จพระโพธิญาณก่อน กัน หากรุ่งเช้าดอกบัวของใครบานแสดงว่าคนนั้นเป็นผู้สำเร็จพระโพธิญาณ พอรุ่งเช้าปรากฏว่าดอกบัวของนายเรืองบาน แต่ดอกบัวของเพื่อนนั้นไม่บาน นับแต่นั้นมานายเรืองจึงถือศีลและสวดมนต์อย่างเคร่งครัด และพันผ้าราดน้ำมันจุดไฟเผาแขนทั้ง 2 ข้างต่างธูปเทียนบูชาพระทุกวัน จนในที่สุดนายเรืองจึงได้เผาตัวตาย ซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 ดังข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า
“ก่อน ที่นายเรืองจะเผาตัวตายประมาณ 9 – 10 วัน นายเรืองกับเพื่อนอีก 2 คนคือ ขุนศรีกัณฐัศว์ แห่งกรมม้า และนายทองรัก ได้พากันไปอธิษฐานที่พระะอุโบสถวัดครุฑ โดยมีดอกบัวตูมไปคนละดอก ต่างอธิษฐานว่าใครจะสำเร็จพระโพธิญาณแล้ว ขอให้ดอกบัวผู้นั้นจงเบ่งบาน..”
รุ่งขึ้นปรากฏว่าดอกบัวของนายเรืองบานเพียงผู้เดียว ของอีก 2 คนไม่ยอมบาน ทำให้นายเรือง เชื่อมั่นว่าตนนั้นจะเป็นผู้ได้สำเร็จพระโพธิญาณ แน่ จึงได้ไปที่ศาลาการเปรียญวัดอรุณฯ สมาทานพระอุโบสถศีล ฟังเทศนาและเอาสำลีชุบน้ำมันวางพาดที่แขน และ จุดไฟเผาเป็นพุทธบูชาแทนดวงประทีป ทุกวัน แม้จะร้อนอย่างไรนายเรืองก็ทนได้ เพราะในใจคิดแต่เรื่องพระโพธิญาณเท่านั้น
ในวันเผาตัว เวลาทุ่มเศษ เมื่อนายเรืองได้ฟังเทศน์จบแล้ว ก็นุ่งผ้าชุบน้ำมันเดินออกมาที่หน้าศาลาการเปรียญ นั่งพนมมือในท่าที่เหมือนที่สลักเป็นหินไว้ เมื่อนั่งรักษาอารมณ์จนสงบดีแล้วจึงจุดไฟเผาตัวเอง ขณะที่ไฟลุกขึ้นท้วมตัวนั้น นายเรืองตะโกนประกาศร้องดังๆว่า “ สำเร็จปรารถนาแล้ว….สำเร็จปรารถนาแล้ว….”
ขณะนั้นมีคนยืนดูการ เผาตัวครั้งนี้ประมาณ 500- 600 คนเพราะมีการประกาศให้รู้ล่วงหน้า คนที่ยืนดูต่างก็ร้องดังๆ ว่า “สาธุ!” ขึ้นพร้อมกัน แล้วก็เปลื้องผ้าห่มโยนเข้ากองไฟ แม้แต่คนนับถือศาสนาอื่นยังก้มหัวคำนับแล้วโยนหมวกเข้ากองไฟด้วย
พอไฟโทรมลง คนที่ศรัทธาได้ช่วยกันยกศพของนายเรืองใส่โลงตั้งไว้ที่ศาลาการเปรียญ สวดอภิธรรม 3 คืน แล้วจึงนำไปเผาที่ทุ่งนาวัดหงส์รัตนาราม ติดกับพระราชวังเดิม กล่าวกันว่าเมื่อตอนที่จุดไฟเผาศพนายเรือง ได้มี ปลาในท้องนากระโดดเข้ามาเผาตัวในกองไฟด้วย 11 – 12 ตัว
อัฐินายเรืองนั้นปรากฏว่ามีสีต่างๆ ทั้งเขียว ขาว เหลือง ขาบ ดูประหลาด จึงชวนกันเก็บใส่โกศดีบุกตั้งไว้บนศาลาการเปรียญวัดอรุณราชวราราม”

ส่วน เรื่องราวของนายนกนั้น พบสรุปได้ว่า นายนกเป็นผู้ศรัทธาในพุทธศาสนา มักน้อย สันโดษ ใจบุญสุนทาน และเผาตัวตายเพื่อมุ่งบรรลุพระโพธิญาณเช่นเดียวกับนายเรือง ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 2 ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพรกรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เมื่อปี พ.ศ. 2359 ความว่า
“วันนั้นฝนตกหนัก ตั้งแต่เวลาพลบค่ำจนสิบเอ็ดทุ่มจึงหยุด ครั้งเวลาเช้าชายหญิงจึงมา เห็นนายนกเผาตัวเองตาย ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่หน้าพระอุโบสถเก่าแก่ แต่ไฟนั้นดับแล้ว ก่อนหน้านั้นนายนกได้เคยบอกแก่ญาติมิตรชาวบ้านที่ชอบกันว่านายนกจะ ประพฤติสุจริตทำบุญรักษาศีลตั้งจิตปราถนานิพพานธรรม!!! ตั้งแต่นั้นมานายนกก็ปฏิบัติมักน้อย ลาบ้านเรือนญาติมิตรเสีย ออกไปสมาทานศีลเจริญภาวนารักษาจิตอยู่ในศาลาการเปรียญเก่าวัดอรุณราชวรา ราม(วัดแจ้ง) จะได้เป็นกังวลด้วยการบำรุงกายและกิจที่บริโภคนั้นหามิได้ เมื่อ ใครมีน้ำใจให้อาหารก็ได้บริโภคบ้าง บางทีก็ไม่ได้บริโภคอาหาร อดอาหารมือหนึ่งบ้าง บางวันก็ไม่ได้บริโภค ทรมานตนมาจนวันเผาตัวตาย เมื่อนายนกจะเผาตัวนั้นได้บอกกล่าวญาติมิตรผู้หนึ่งผู้ใดนั้นไม่มี คนทั้งปวงเมื่อเห็นศพนายนกก็พากันทำบุญสักการะบูชาศพนายนกเป็นอันมาก”–
นอก จากนี้ ยังมีหลักศิลาจารึกกรุงรัตนโกสินทร์ หลักที่ 133 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นายเรืองและนายนกเผาตัวตายไว้เช่นกัน และมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์(ขำ บุนนาค) ความว่า
“นายนกเผาตัวตายที่วัดอรุณ เป็นการเอาชีวิตบูชาพระรัตนตรัย การที่คนมีความเลื่อมใสในศาสนาแก่กล้า จนถึงสละชีวิตตน ด้วยเข้าใจว่าจะแลกเอามรรคผลในทางศาสนานั้น มีทุกลัทธิศาสนา แม้มีสิกขาบทห้ามในพระวินัย ก็ยังมีหนังสืออื่นที่โบราณาจารย์แต่งยกย่องการสละชีวิตให้เป็นทาน เพื่อแลกเอาประโยชน์พระโพธิญาณ จึงทำให้คนแต่ก่อนโดยมากมีความนิยมว่า การสละชีวิตเช่นนั้น เป็นความประพฤติชอบ ในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เมื่อในรัชกาลที่ 1 มีนายเรืองคน 1 ได้เผาตัวเองเช่นนายนก ได้ทำรูปไว้ที่วัดอรุณทั้งนายเรืองแลนายนก แลมีศิลาจารึก ไว้ดังนี้”
จาก การศึกษาของนักวิชาการในปัจจุบันถึงกรณีของนายเรืองและนายนกที่เผาตัวเพื่อ บรรลุมรรคผลนิพพาน ทำให้เห็นว่า คนไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (หรืออาจในทุก ๆ สังคมของโลก)มีความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และศึกษาปฏิบัติธรรม ทำบุญ หรือทำสิ่งใดก็ตามเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ดังจะเห็นได้การกระทำดังเช่นนายเรืองและนายนกก็จะเป็นที่ยกย่องแก่คนทั่วไป ในแง่มุมที่เป็นผู้ยอมตายเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน แม้ว่ามีข้อห้ามการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตายเพื่อบรรลุธรรมในพระวินัยอยู่ ก็ตาม ซึ่งบางคนก็สร้างวัด สร้างพระพุทธรูป และสร้างปูชนียสถานในพุทธศาสนาเพื่อมุ่งหวังบรรลุมรรคผลนิพพานกันอีกทางหนึ่ง
ที่มา..เวปไซต์ “พลังจิต”

Leave a Reply