กฎหมายก่อสร้างเสนาสนะ “เจ้าอาวาส” ต้องรู้!!

วันที่ 16 เมษายน 2569  สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ได้เผยแพร่ องค์ความรู้การก่อสร้างเสนาสนะภายในวัด ซึ่งอาจเสี่ยงผิดระเบียบ หากไม่รู้เรื่องกฎหมาย โดยมีความว่า การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ (ขั้นตอนขออนุมัติ สัญญาจ้าง และการรับมอบงาน)”

ในรอบปีหนึ่ง ๆ วัดวาอารามทั่วประเทศมีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะเป็นจำนวนมาก แต่มักมีปัญหาจุกจิกและเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนสำหรับพระสังฆาธิการมากที่สุด คือ “ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน” “การก่อสร้างผิดแบบจนผิดกฎหมายผังเมือง” หรือแม้แต่ “ความเข้าใจผิดเมื่อราชการส่วนท้องถิ่นจะเข้ามาก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในวัด” หลายกรณีเกิดจากการละเลยขั้นตอนการขออนุญาต การทำสัญญาจ้างที่หละหลวม หรือการไม่มีระบบตรวจรับงานที่รัดกุมเพียงพอ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีบริหารโครงการก่อสร้างอย่างถูกต้องตามระเบียบ จึงเป็นการปกป้องทั้ง “งบประมาณของวัด” และ “สถานภาพของพระสังฆาธิการ” ให้ปลอดภัยจากข้อครหาทางกฎหมาย

๑. การก่อสร้างด้วยเงินวัด/เงินบริจาค (ต้องผ่านความเห็นชอบคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น) กรณีที่วัดดำเนินการก่อสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์ด้วยทุนทรัพย์ของวัดเอง ไม่จำเป็นต้องเสนอเรื่องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) หรือมหาเถรสมาคม (มส.) อนุมัติ แต่เจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนนิติบุคคล จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัด และที่สำคัญที่สุดคือต้องจัดทำหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมแนบแบบแปลน เสนอขอความเห็นชอบจาก เจ้าคณะตำบล ➡️ เจ้าคณะอำเภอ ➡️ และเจ้าคณะจังหวัด ตามลำดับชั้นการปกครองเสมอ
👉 ตัวอย่างข้อผิดพลาด: เจ้าอาวาสมีดำริสร้างศาลาปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่และดำเนินการว่าจ้างผู้รับเหมาทันทีโดยไม่ได้รายงานให้เจ้าคณะผู้ปกครองทราบ เมื่อเกิดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานหรือข้อพิพาทกับชุมชน เจ้าอาวาสจึงต้องรับผิดชอบแก้ไขปัญหาเพียงลำพังและอาจถูกตำหนิว่าข้ามขั้นตอนการปกครอง

 ๒. อาคารในวัดต้องขออนุญาตก่อสร้างจาก “ท้องถิ่น” หรือไม่? นี่คือประเด็นที่พระสังฆาธิการมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “อาคารในวัดได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขออนุญาต” แท้จริงแล้วตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดให้อาคาร เสนาสนะ กุฏิ ศาลาการเปรียญ ถือเป็น “อาคาร” ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้กฎกระทรวงจะมียกเว้นให้บางกรณี แต่โดยหลักการแล้ว อาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ จะต้องดำเนินการขออนุญาตหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น (เทศบาล/อบต.) ให้ถูกต้องตามแบบแปลนและระยะร่นเสมอ
👉 ตัวอย่างข้อผิดพลาด: วัดก่อสร้างกุฏิหลังใหม่ชิดกับกำแพงวัดฝั่งที่ติดกับบ้านเรือนประชาชนโดยไม่เว้นระยะร่นตามกฎหมายควบคุมอาคาร เมื่อเพื่อนบ้านร้องเรียนไปยังเทศบาล เทศบาลจึงมีอำนาจสั่งระงับการก่อสร้างหรือรื้อถอนได้ ทำให้วัดสูญเสียทั้งงบประมาณและเวลา

 ๓. การทำสัญญาจ้างผู้รับเหมา (ปิดจุดอ่อน ป้องกันการเสียเปรียบ) การทำสัญญาจ้างเป็นจุดที่วัดเสียเปรียบมากที่สุดหากไม่รอบคอบ สัญญาที่ดีต้องระบุขอบเขตงาน (Scope of Work) ให้ชัดเจน และมีจุดที่ต้องเน้นย้ำ ได้แก่
• การแบ่งงวดชำระเงิน: ไม่ควรจ่ายเงินล่วงหน้า (Advance) มากเกินไป ควรแบ่งงวดงานตามความก้าวหน้าจริง (ประมาณ 5-6 งวด) เพื่อให้วัดมีอำนาจต่อรอง
• ค่าปรับกรณีล่าช้า: ต้องระบุบทลงโทษ (Penalty Clause) เช่น ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.1 ของมูลค่างาน
• การรับประกัน: ควรกำหนดระยะเวลารับประกันความชำรุดบกพร่องอย่างน้อย 1-2 ปี และถ้าวงเงินงบประมาณสูง ให้ผู้รับเหมาวางเงินประกันผลงานด้วย
👉 ตัวอย่างข้อผิดพลาด: เจ้าอาวาสตกลงว่าจ้างด้วยสัญญาใจปากเปล่า หรือใช้สัญญาสำเร็จรูปของผู้รับเหมาที่กำหนดให้เบิกเงินล่วงหน้าถึง 50% เมื่อผู้รับเหมาเบิกเงินไปแล้วก็ละทิ้งงาน วัดไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้เพราะไม่มีหลักฐานและเงื่อนไขสัญญาที่รัดกุมเพียงพอ

 ๔. การตั้งคณะกรรมการตรวจรับงาน (เกราะป้องกันงบประมาณวัด) เพื่อความโปร่งใส วัดไม่ควรปล่อยให้เจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกรตรวจรับงานเพียงลำพัง ควรตั้ง “คณะกรรมการตรวจรับงาน” ประกอบด้วย: ประธาน (ผู้แทนเจ้าอาวาส), กรรมการฝ่ายเทคนิค (วิศวกร/ช่างเทศบาล/ช่างภายนอก), และกรรมการฝ่ายบัญชี โดยคณะกรรมการจะต้องตรวจสอบและวัดปริมาณงานหน้างานจริงเทียบกับแบบแปลน หากพบข้อบกพร่องต้องสั่งให้แก้ไขก่อนอนุมัติจ่ายเงิน
👉 ตัวอย่างข้อผิดพลาด: ไม่มีการตั้งกรรมการตรวจรับ เมื่อผู้รับเหมาแจ้งส่งงาน เจ้าอาวาสก็อนุมัติเบิกจ่ายเงินทันที ภายหลังพบว่าใช้เหล็กหรือวัสดุผิดสเปก ทำให้โครงสร้างทรุดร้าว ต้องเสียเงินบูรณะใหม่ในเวลาอันสั้น

 ๕. กรณีใช้ “เงินอุดหนุนจากราชการ” (ต้องเป๊ะตามระเบียบพัสดุ) หากวัดได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ กรมศิลปากร เงินก้อนนี้ถือเป็น “งบประมาณแผ่นดิน” วัดจะใช้วิธีบริหารแบบเงินบริจาคทั่วไปไม่ได้ ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการ ต้อง ทำสัญญา ตั้งคณะกรรมการจัดหาพัสดุและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุอย่างเป็นทางการ และดำเนินงานตามระเบียบของหน่วยงาน และต้องทำรายงานผลการเบิกจ่ายส่งคืนหน่วยงานเจ้าของงบประมาณอย่างเคร่งครัด
👉 ตัวอย่างข้อผิดพลาด: วัดนำเงินอุดหนุนบูรณะโบราณสถานจากกรมศิลปากร ไปจ้างช่างชาวบ้านโดยไม่มีการสืบราคา ไม่มีคณะกรรมการตรวจรับ และไม่มีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง ทำให้ถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เรียกเงินคืนและกลายเป็นความผิดทางวินัย

 ๖. เมื่อราชการท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) มาก่อสร้างให้ (กันเขต vs ไม่กันเขต) กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณมาสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่วัด มีหลักปฏิบัติที่พระสังฆาธิการต้องแยกให้ออก ทว่ามีกฎเหล็กสูงสุดที่ต้องจำให้แม่นยำคือ “ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ ต้องส่งเรื่องมาให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) พิจารณาก่อนเสมอ” โดยแบ่งการพิจารณาเป็น ๒ กรณี ดังนี้:
• กรณี “ไม่ต้องกันเขตจัดประโยชน์”: หากท้องถิ่นสร้างสิ่งที่เป็น “เสนาสนะโดยตรงสำหรับวัด” (เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิ เมรุ เขื่อนกันตลิ่ง ลานคอนกรีต เสาไฟฟ้า หรือระบบประปาใช้ภายในวัด) และเมื่อสร้างเสร็จแล้ว โอนสิทธิ์ให้วัด วัดเป็นผู้จัดการดูแลใช้ประโยชน์เอง กรณีนี้ไม่ต้องขอกันเขตจัดประโยชน์และไม่ต้องทำสัญญาเช่า แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมี “หนังสืออนุญาตจาก พศจ.” ก่อน ถึงจะให้ส่วนราชการดำเนินการก่อสร้างได้
• กรณี “ต้องกันเขตและทำสัญญาเช่า”: หากท้องถิ่นสร้างอาคารเพื่อ ส่วนราชการใช้ประโยชน์เองโดยตรง (เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาคารสำนักงานชั่วคราว สถานีอนามัย) หรือ ใช้ในการสาธารณะ(เช่น ประปาหมู่บ้าน) กรณีนี้ ต้องขอกันเขตจัดประโยชน์ จากมหาเถรสมาคม และต้องทำ “สัญญาเช่า” ที่ดินระหว่างวัดกับหน่วยงานราชการนั้น ๆ ให้ถูกต้อง
👉 ตัวอย่างข้อผิดพลาด: เจ้าอาวาสอนุญาตให้เทศบาลเข้ามาเทถนนคอนกรีตและสร้างศาลาในวัดทันที โดยเข้าใจผิดว่าเมื่อสร้างให้วัดใช้ก็ไม่ต้องรายงานใคร แท้จริงแล้วถือเป็นการข้ามขั้นตอน เพราะแม้จะเป็นกรณีที่ไม่ต้องกันเขตจัดประโยชน์ ก็จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ พศจ. พิจารณาและต้องรอรับหนังสืออนุญาตจาก พศจ. เสียก่อนจึงจะเริ่มลงมือก่อสร้างได้

หลักปฏิบัติ (Do/Don’t) สำหรับพระสังฆาธิการ
• Do: การก่อสร้างขนาดใหญ่ นำเสนอแบบแปลนและโครงการก่อสร้างเพื่อขอความเห็นชอบจาก เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ก่อนเริ่มงานก่อสร้างขนาดใหญ่ทุกครั้ง
• Do: ติดต่อขออนุญาตหรือแจ้งเทศบาล/อบต. ในท้องที่ให้ตรวจสอบแบบแปลน เพื่อให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และระยะร่นตามกฎหมายผังเมือง
• Do: ในกรณีให้ส่วนราชการเข้ามาสร้างถนนหรืออาคารในวัด(ยกเป็นทรัพย์สินของวัด) ต้องทำ MOU ตกลงขอบเขตงาน ส่งเรื่องผ่านเจ้าคณะผู้ปกครอง และแจ้ง พศจ. ให้รับทราบล่วงหน้าเสมอ
• Don’t: ห้ามทำสัญญาจ้างที่กำหนดให้จ่าย “เงินเบิกล่วงหน้า (Advance)” ในสัดส่วนที่สูงเกินไปโดยไม่มีหลักประกันผลงาน และห้ามทำสัญญาโดยไม่มีค่าปรับกรณีล่าช้า
• Don’t: ห้ามนำเงิน “อุดหนุนจากรัฐ” ไปบริหารจัดการเบิกจ่ายแบบผ่อนปรนเหมือนเงินบริจาควัด ต้องใช้ระบบคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบของราชการอย่างเคร่งครัด

 สรุป ๓ เรื่องที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
๑. สร้างเองต้องขอลำดับชั้น – อาคารต้องถูกผังเมือง: แม้ใช้เงินวัด ก็ต้องรายงานเจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด และการสร้างอาคารในวัดต้องไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ของส่วนท้องถิ่น
๒. สัญญาจ้างต้องรัดกุม – ตรวจรับต้องเป็นคณะกรรมการ: สัญญาที่ดีต้องมีค่าปรับและแบ่งงวดงานชัดเจน การตรวจรับต้องตั้งคณะกรรมการที่มีความรู้ด้านช่างร่วมด้วย เพื่อป้องกันการถูกทิ้งงานและวัสดุผิดสเปก
๓. ท้องถิ่นสร้างให้ ดูที่ “ผู้ใช้ประโยชน์”:
ท้องถิ่นมาสร้างถนน ศาลา กุฏิ แล้ว “วัดเป็นผู้ใช้” ➡️ ไม่ต้องกันเขต
แต่ถ้าท้องถิ่นมาสร้างศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาล แล้ว “ท้องถิ่นเป็นผู้ใช้” หรือ ใช้เพื่อการสาธารณะ ➡️ ต้องกันเขตและทำสัญญาเช่า

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง เบอร์โทรศัพท์: 054 821572

Leave a Reply