วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 11. 00 น. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และคณะได้มายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง , หัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา (ศปพ.) เรื่องขอให้ตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรัฐ การบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกา การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐการพำนักอาศัยของบุคคลต่างด้าว และการกระทำอื่นใดที่ขัดต่อกฎหมายในพื้นที่วัดดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเลย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องเดิมมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2545 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ตีพิมพ์พาดหัวข่าวความว่า “พระ-ชาวบ้านผวาโลกแตก เผ่นขึ้นเขาสร้างรีสอร์ตอยู่ ลือกระหึ่มชาวบ้านแตกตื่นหลงเชื่อพระนักเทศน์ว่าโลกใกล้วิบัติ กรุงเทพฯ น้ำจะท่วมสูง พาครอบครัวย้ายไปปักหลักสร้างบ้านพักบริเวณวัดกลางป่าเขา” ซึ่งวัดกลางป่าเขา คือวัดดังจังหวัดเลย ต่อมา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ได้แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงทราบว่า วัดดังจังหวัดเลย มีที่ดินเป็น น.ส.3 ฯ จำนวนเพียง 45 ไร่ เท่านั้น นอกนั้นเป็นการบุกรุกครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต รวมเนื้อที่ 411-3-77 ไร่ และเขตป่า (ส.ป.ก.) 342-1-80 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 754-1-57 ไร่ มีอาคารเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่จำนวน 1,319 หลัง มีพระภิกษุสามเณร 166 รูป อุบาสิกา (แม่ชี) 216 คน ฆราวาส 358 คน รวม 740 รูป/คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 จึงได้แจ้งความดำเนินคดีวัดดังจังหวัดเลย กับพวกรวม 4 คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่า ต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองหิน จังหวัดเลย และต่อมา พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้ง 4 ต่อศาลจังหวัดเลย คดีหมายเลขดำที่ 4656/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 799/2557 โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาว่า “จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่า รวม 754-1-57 ไร่ ปรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวัดดังเมืองเลย จำนวน 60,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-4 ได้แก่ เจ้าอาวาสและไวยาวัจกร รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวาร ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่าเฉพาะส่วนที่เกิดเหตุ”
ต่อมา จำเลยทั้งสี่ได้อุทธรณ์และฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 คดีถึงที่สุด และในปี 2561 ได้มีการออกหมายบังคับคดี แต่ไม่สามารถบังคับคดีได้ ? อย่างไรก็ตาม
ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 เจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รายหนึ่ง กลับออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ข.) ให้แก่บุคคลในพื้นที่ จำนวน 6 คน 7 แปลง เนื้อที่ประมาณ 217 ไร่ ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาทที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อีกทั้งอาจเข้าข่ายการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้มีการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลฎีกา อันเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐและความศักดิ์สิทธิ์แห่งอำนาจตุลาการอย่างร้ายแรง

ล่าสุดในปี พ.ศ.2569 สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย ได้เพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. จำนวน 7 แปลงดังกล่าว รวมประมาณ 217 ไร่ แล้ว วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 วัดดังจังหวัดเลย กับพวก 7 คน ได้ยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลจังหวัดเลย คดีหมายเลขดำที่ อ 4556 / 2555 คดีหมายเลขแดงที่ อ 799 / 2557ฯ โดยบุคคลธรรมดาจำนวน 6 คน อ้างสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 7 แปลง 217 ไร่ ส่วนผู้ร้องอีกหนึ่งราย เป็นวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งอ้างสิทธิว่าเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งวัดดังกล่าวมิได้เป็นวัดได้รับพระราขทานวิสุงคามสีมาแต่อย่างใด มี มีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาบางท่าน รับรองวัดอันเป็นเท็จ
ต่อมา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ศาลจังหวัดเลย ได้ยกคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษในชั้นการบังคับคดี ส่วนคดีหลักถึงที่สุดแล้ว โดยศาลสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาช่วงท้ายว่า “..เป็นพื้นที่พิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบกับคดีหลักถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ภาค ๔ ว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่า และกรณีไม่ใช่เรื่องการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๕ อันจะขอแก้ไขได้ จึงให้ยกคำร้องนี้ และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาและหมายบังคับคดี..”
ด้วยเหตุที่กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับและอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายน้ำบาดาล พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กฎหมายว่าด้วยการปกครองคณะสงฆ์ และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ การตรวจสอบจึงไม่อาจอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งดำเนินการโดยลำพัง หากจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรมเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยเสมอภาค ไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม และปกป้องผืนป่าอันเป็นทรัพยากรของชาติ มิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดใช้ผ้าเหลืองหรือสถานะทางศาสนาเป็นเกราะกำบังในการยึดถือทรัพย์สินของรัฐ


Leave a Reply