วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เมืองไอบาราคิ ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ร่วมกับสมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศญี่ปุ่น ได้ขับเคลื่อนงานเผยแผ่เชิงรุกตามมติมหาเถรสมาคม จัดพิธีเปิดโครงการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ ภาคพื้นเอเชีย รุ่นที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ วัดระฆังญี่ปุ่น โดยมีพระราชรัชชวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในญี่ปุ่น และเจ้าอาวาสวัดปากน้ำญี่ปุ่น เป็นประธานในพิธี นำจุดธูปเทียนกล่าวนำบูชาพระรัตนตรัย พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ธรรมทูตคฤหัสถ์กับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ” โดยท่านชี้ให้เห็นว่า คฤหัสถ์คือโครงสร้างส่วนสำคัญในการแปรเปลี่ยนจากผู้รับปฏิคมสู่ผู้ร่วมขับเคลื่อนพระศาสนาด้วยไตรสิกขาเชิงประยุกต์ ในส่วนของฝ่ายคฤหัสถ์ได้รับเกียรติจาก นางสาวณฐา อุดมมงคลกูล กงสุลและที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

จากนั้นคณะผู้บริหาร มจร เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และผู้รับการอบรม ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา ๑ นาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิตติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ก่อนจะมีการถวายสักการะตามลำดับ
ในพิธีมีพระเถรานุเถระ พระธรรมทูตสายต่างประเทศ พระวิทยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เกียรติร่วมงานในพิธี อาทิ พระราชวชิรศาสนวิเทศ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป พระสิทธิวัชรบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร พระครูสุตรัตนบัณฑิต ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต มจร พระครูวิเทศรัตนญาณ เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในญี่ปุ่น เจ้าอาวาสวัดพุทธเมโซ และพระครูโฆสาภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดระฆังญี่ปุ่น พร้อมคณะสงฆ์ พระธรรมทูต และธรรมทูตคฤหัสถ์เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน
พระราชรัชวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในญี่ปุ่น กล่าวเปิดตอนหนึ่งว่า “การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนยุคปัจจุบัน ไม่อาจพึ่งพาเพียงพระธรรมทูต แต่ต้องอาศัย ‘นวัตกรรมทางปัญญา’ ของอุบาสกอุบาสิกาด้วยซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยค้ำจุนศาสนจักรในต่างประเทศ บริบทของสังคมโลกและบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป บีบให้เราต้องเปลี่ยนบทบาทของคฤหัสถ์จาก “ผู้รับปฏิคม” มาเป็น “ผู้ร่วมขับเคลื่อน” ผ่านโครงสร้าง “ไตรสิกขาเชิงประยุกต์”
วัดระฆังญี่ปุ่นและสมัชชาสงฆ์ไทยในญี่ปุ่นในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงสถานประกอบพิธีกรรม แต่คือ “ศูนย์กลางการบ่มเบาะศาสนทายาทสากล” ที่หลอมรวมผู้คนหลากวัฒนธรรม ทั้งไทย ญี่ปุ่น และอินเดีย เข้าด้วยกัน ความเสียสละในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทานบารมี แต่คือการลงทุนสร้างพลังทางสังคม (Social Capital) เพื่อปักหมุดศาสนธรรมให้หยั่งรากลึกในโครงสร้างวัฒนธรรมเอเชียอย่างยั่งยืน ขอเปิดโครงการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ ภาคพื้นเอเชีย รุ่นที่ ๒ และขออนุโมทนาในมหากุศลของทุกภาคส่วน
พระครูสุตรัตนบัณฑิต ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต มจรกล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า การอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ ภาคพื้นเอเชีย รุ่นที่ ๒ ดำเนินงานโดยวิทยาลัยพระธรรมทูต มจร ร่วมกับสมัชชาสงฆ์ไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการสนองนโยบายเชิงรุกของมหาเถรสมาคม ในการสร้างพุทธบริษัทสี่ให้เข้มแข็ง โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อหล่อหลอมให้อุบาสกอุบาสิกา ก้าวขึ้นมาเป็น “ธรรมทูตคฤหัสถ์” พลังขับเคลื่อนและค้ำจุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

การจัดการอบรมในภาคพื้นเอเชียครั้งนี้ ได้รับความเมตตาอนุเคราะห์จากพระครูโฆสาภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดระฆังญี่ปุ่น พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารวัด และอุบาสกอุบาสิกาวัดระฆังญี่ปุ่นทุกท่าน ที่สละเวลา ทุนทรัพย์ สติปัญญา และแรงกายแรงใจรับเป็นเจ้าภาพสำคัญในการอุปถัมภ์สถานที่ ภัตตาหาร และการอำนวยความสะดวกทุกประการ ถือเป็นต้นแบบแห่งความเสียสละเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติและความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้แทนภาครัฐ นำโดย นางสาวณฐา อุดมมงคลกูล กงสุลและที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ตลอดจนคณะธรรมทูตคฤหัสถ์จากหลากชาติหลายภาษา ทั้งไทย ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่มารวมใจกันเข้ารับการอบรมในครั้งนี้
พระสิทธิวัชรบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร และประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ ได้กล่าวต้อนรับโดยถอดรหัสปรัชญาความสำเร็จสู่แนวคิด “เบญจพลังขับเคลื่อน (The 5 Pillars of Global Dhamma Power)” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานธรรมทูตคฤหัสถ์ในต่างแดนให้บรรลุเป้าหมาย ประกอบด้วย(๑) พลังแห่งเมตตาและกรุณา อันเป็นเข็มทิศทลายกำแพงชาติพันธุ์ (๒) พลังแห่งปัญญา ความรู้ และข้อมูล ซึ่งเป็นอาวุธทางกลยุทธ์ในยุคเปลี่ยนผ่าน (๓) พลังแห่งมิตรภาพ ไร้พรมแดนที่ถักทอสายสัมพันธ์พุทธบริษัทสี่ (๔) พลังแห่งความสามัคคีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของภาคีเครือข่ายนานาชาติ และ (๕) พลังแห่งบุญ อันเป็นทุนทางจิตวิญญาณและแรงขับเคลื่อนภายในที่บริสุทธิ์

ท่านชี้ให้เห็นว่า กระบวนทัศน์ทั้ง ๕ ประการนี้ มิใช่เพียงหลักทฤษฎี แต่คือ “พลังอำนาจเชิงพุทธประยุกต์” ที่หลอมรวมหัวใจของอุบาสกอุบาสิกาหลากสัญชาติ ให้พร้อมก้าวข้ามทุกความท้าทายเพื่อปักหมุดพระพุทธศาสนาให้หยั่งรากลึกในเวทีโลกอย่างสง่างามและยั่งยืน พระสิทธิวัชรบัณฑิตสรุปในตอนท้าย
นางสาวณฐา อุดมมงคลกูล กงสุลและที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้เน้นย้ำถึงมิติความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ที่ผูกพันแน่นแฟ้นยาวนานหลายศตวรรษโดยมีพระพุทธศาสนาเป็นฐานรากทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงร่วมกัน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าในบริบทปัจจุบัน วัดไทยในญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็น “ศูนย์รวมจิตใจ” แหล่งสืบทอดอัตลักษณ์ และที่พึ่งพิงยามทุกข์ยากของชุมชนไทย ท่ามกลางพลวัตของโลกยุคดิจิทัล ภารกิจการเผยแผ่พระธรรมวินัยจึงมิใช่หน้าที่ของพระธรรมทูตเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก “ธรรมทูตคฤหัสถ์” ที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมมาช่วยประยุกต์ใช้ผ่านสื่อและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายเครือข่ายทางปัญญาให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ พร้อมให้การสนับสนุนบทบาทของคณะสงฆ์ไทยและเครือข่ายธรรมทูตคฤหัสถ์อย่างใกล้ชิด เพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพานแห่งธรรม” ที่ช่วยดูแลสวัสดิภาพ สร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยในต่างแดน และเสริมสร้างมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างไทยและญี่ปุ่นสืบไป


Leave a Reply