บันทึกที่ 6 ดิ้นรน!! อย่าง “โดดเดี่ยว” ไม่มีใครยอมให้พึ่ง??

บันทึกที่ ๖ บันทึกเมื่อ ณ วันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ตรงกับวันพฤหัสบดี ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒

เหมือนเป็นการใช้ความจริงของเราผูกเราเอาไว้ !

เมื่อความจริงครึ่งหนึ่ง ถูกใช้เป็นข้อกล่าวหา แล้วเราจะพาตัวเอง ออกไปจากความจริงอีกครึ่งที่เหลือได้อย่างไร ?

หนึ่งในข้อกล่าวหา ที่นำมาสู่การฟ้องร้องให้ดำเนินคดี เรียกกันทางสังคมว่า “คดีเงินทอนวัด”

เขากล่าวหาว่า “ทั้งที่รู้ หรือ ควรจะรู้ว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่หน่วยงานเผยแผ่ของคณะสงฆ์ จึงไม่มีสิทธิ์ของบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ยังขอ เมื่อได้เงินมา จึงมีความผิด”

การที่จะออกจากวงล้อมแห่งความจริงนี้ ต้องมีมติมหาเถรสมาคมรองรับ แต่จะหาได้จากที่ไหน ในเมื่อเอกสารถูกรื้อค้น จนกระจัดพลัดพรายเสียหายไปหมด และบางส่วนถูกยึดไปในวันถูกจับกุม

“ถ้าหาฉบับจริงไม่ได้ ก็ต้องขอให้กรรมการมหาเถรสมาคมรูปใดรูปหนึ่งลงนามรับรองสำเนา เพื่อยืนยันว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหน่วยงานเผยแผ่ของคณะสงฆ์”

คือความจริงอีกครึ่ง ที่ทนายแนะนำให้ดำเนินการ

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ สถานการณ์ที่ต่างคนต่างต้องเอาตัวรอด หน้าสิ่วหน้าขวาน ตัวใครตัวมัน แล้วจะมีใครกล้าออกหน้าลงนามรับรองสำเนาให้เราได้

แล้วทำไมไม่เซ็นรับรองเอกสารเอง ?

ทนายแนะนำว่า เอกสารจะน่าเชื่อถือต้องให้กรรมการมหาเถรสมาคม หรือไม่ก็สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเซ็นรับรอง เพราะเป็นผู้ออกมตินี้

ต่อมา ได้มีการประสานเพื่อขอให้กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปลงนามรับรองสำเนา ตามที่ทนายแนะนำ แต่ก็ไม่มีรูปใดเซ็นรับรอง

ครั้นจะให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรับรอง เนื่องจากเป็นเอกสารทางราชการที่ออกโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นคู่กรณีต่อกันแล้ว

แต่ถึงอย่างไร ปัญหานี้ก็ต้องได้รับการแก้ไข จะปล่อยให้รูปคดีมีจุดอ่อนไม่ได้ ตรงไหนเห็นว่าอ่อน ต้องเสริมให้แกร่ง

ฝ่ายพระมหาธนเดช ซึ่งเป็นคณะทำงาน ฯ แจ้งว่า ก่อนหน้านี้ ได้ไปขอให้กรรมการมหาเถรสมาคมรูปหนึ่ง เซ็นรับรอง แต่ท่านไม่ลงนาม โดยให้เหตุผลว่า

“ท่านมหา ! อย่าให้ผมเข้าไปยุ่งด้วยเลย ครูบาอาจารย์ของท่านมหาที่ติดคุกไปแล้ว ท่านได้เสียสละตัวเองสร้างบารมีครั้งยิ่งใหญ่ ท่านได้ช่วยคณะสงฆ์ส่วนใหญ่เอาไว้ ไม่เช่นนั้น จะมีพระผู้ใหญ่ติดคุกกันอีกมาก  เพราะมีอีกหลายวัดที่รับเงิน แต่ยังไม่ถูกสำนักพุทธดำเนินคดี อย่าให้คณะสงฆ์ที่เหลือเดือดร้อนไปด้วยเลย

เท่าที่ถูกดำเนินคดีไป ศาสนาก็เสียหายมากพอแล้ว อย่าให้เกิดความเสียหายแก่ศาสนามากไปกว่านี้อีกเลย” 

เมื่อใช้วิธีนี้ไม่ได้ คณะทำงาน ฯ จึงทดลองสืบค้นเข้าไปในเว็บไซต์ของสำนักพุทธ ฯ ก็ไม่ปรากฏว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับมติดังกล่าวอยู่ เป็นไปได้ว่า อาจมีการลบมตินี้ออกไปจากระบบ หรือไม่ก็ไม่มีการลงรับมติดังกล่าวเอาไว้ตั้งแต่แรก

การปล่อยข่าวว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสำนักงานเถื่อน ไม่สามารถรับเงินงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ นำมาสู่การใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการตั้งข้อกล่าวหา

แต่ทำไม จึงใช้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไข ทั้งที่รู้ หรือควรจะรู้ว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ สนองงานเผยแผ่ของคณะสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง มีรายงาน และมีมติต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปรากฏสืบมาตามลำดับ

แต่ทั้งที่รู้ ก็ยังใช้ความจริงเพียงครึ่งเดียว มาเป็นข้อกล่าวหา แล้วปล่อยให้เราดิ้นรนต่อสู้ เผชิญชะตากรรมกับความจริงอีกครึ่งหนึ่ง ด้วยตัวเราเอง อย่างโดดเดี่ยว

แม้จะไม่มีใครลงนามรับรองในสำเนามติของมหาเถรสมาคมดังกล่าวนั้น ก็เชื่อว่า ยังมีช่องทางอื่นอีก  ตรงไหนมีรู ต้องอุดให้มิด ตรงไหนมีช่อง ต้องเติมให้เต็ม ต้องคิดหาวิธีใหม่กันต่อไป..

Share:

Leave a Reply