บันทึกตอนที่ 5 ชายผมเกรียนขู่พระลูกศิษย์ !! รู้ไหมว่ากำลังสู้อยู่กับใคร?

บันทึกที่ ๕  บันทึกเมื่อ ณ วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘  ตรงกับวันอังคาร ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒

“มันน่ากลัวมากครับ พระอาจารย์ ! เขาบอกให้ผมหยุดหาหลักฐาน และยังบอกให้ผมหลบไปอยู่วัดที่บ้านเกิดเงียบ ๆ ชั่วคราวก่อน”

แววตาท่าทางของคู่สนทนานอกลูกกรง ดูประหวั่นพรั่นพรึง พลอยทำให้ใจไม่ดีไปด้วย

“อย่าละทิ้งความอดทน เหมือนเรือทรายไม่ละทิ้งภาระ จงปลุกความกล้าหาญขึ้นมา อย่ากลัวที่จะยืนอยู่ข้างความจริง”

ความรู้สึกหวาดหวั่น วิตก กังวล ของคนเรา ล้วนมาจากความกลัว เรากลัวว่า จะถูกทำร้าย กลัวว่า จะไม่มียศตำแหน่ง กลัวว่า จะพบกับความทุกข์ยากลำบาก กลัวว่า จะไม่มีหน้ามีตา จะไม่มีคนยกย่องสรรเสริญ กลัวว่า จะถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม กลัวว่า จะถูกปฏิเสธ กลัวว่า จะเสียหน้า กลัวว่า จะอับอาย

เรากลัวว่า จะสู้กับอำนาจที่ทำร้ายเราได้หรือไม่ ? จะช่วยครูบาอาจารย์ได้อย่างไร ? ถ้าสู้เขาจะทำร้ายครูบาอาจารย์หนักกว่านี้อีกไหม ? สิ่งที่คนเล่าลือกันมาว่า เป็นคดีนโยบายนั้น มันเป็นความจริงหรือไม่ ?

แท้จริงแล้ว คนที่ทำร้ายเรา เขาก็ทำร้ายเราได้เพียงแค่นี้ แค่สร้างความกลัวขึ้นมาในสมอง ผู้ที่มีภาระต่อความจริง แบกรับภาระความจริง จะไม่ยอมให้ใคร ใส่ความกลัวเข้ามาในสมอง เพราะความกลัวจะกัดกินความกล้าหาญของเราให้ผุกร่อนไป สุดท้าย ในหัวสมองของเรา ก็จะเต็มไปด้วยความกลัว”

“หลังกลับจากที่นี่แล้ว ให้ไปยืนที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มองเรือโยงที่กำลังลากทราย กลางสายน้ำอันคดโค้งยาวไกล เรือทรายไม่ทอดทิ้งภาระ แม้ว่า จะแบกรับภาระหนักแค่ไหนก็ตาม เรือทรายจะยังคงทำหน้าที่อย่างอดทน บากบั่น และมีเป้าหมาย

เพราะมีภาระ แบกรับภาระ และรับผิดชอบต่อภาระ ไม่ว่าเรือเร็ว เรือด่วน หรือเรือหางยาว จะวิ่งผ่านไปกี่ลำต่อกี่ลำ เรือทรายก็ไม่หวั่นไหว ยังคงศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของตน ยังคงมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย ทุกครั้งที่รู้สึกว่า เรามีภาระหนัก ให้ดูภาระของเรือทราย”

คำพูดให้กำลังใจ ถูกเรียบเรียงผ่านสายโทรศัพท์ ส่งกลับออกไปนอกลูกกรง เพื่อปลุกความกล้าให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

แน่นอนว่า เหตุการณ์ที่ พระมหาธนเดช ธมฺมปญฺโญ เล่าถึง มันเป็นหนึ่งในสงครามจิตวิทยา ที่ต้องการให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว โดยมีผู้ไม่ต้องการให้เราต่อสู้คดีความ ซึ่งจะทำให้เรื่องเงินทอนวัดดูสมจริง และจบลงโดยเร็ว ตามพล็อตเรื่องที่เขียนขึ้น แต่ถ้าปล่อยให้มีการต่อสู้ยืดเยื้อ ยาวนาน สุดท้ายแล้ว ตัวเขาเองก็คงไม่มั่นใจว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร อาจจะไม่เป็นไปตามเรื่องที่เขาสร้างขึ้นก็ได้

พระมหาธนเดช ฯ เล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่า ขณะนั่งรวบรวมเอกสารอยู่ในสำนักงานข้างศาลาเฉลิมพระเกียรติ ฯ บริเวณภูเขาทอง มีชายกำยำ ล่ำสัน ตัดผมสั้นเกรียนจนถึงหนังหัว เข้ามาข่มขู่ ไม่ให้รวบรวมพยานหลักฐาน

ชายคนดังกล่าวบอกว่า รู้นะว่า กำลังทำอะไรอยู่ ขอให้หยุดทำ ! พระที่ติดคุกแล้ว ก็ให้ติดไป อย่าเอาตัวไปยุ่งเกี่ยว เดี๋ยวจะเดือดร้อนไปด้วย

รู้ไหมว่า กำลังสู้อยู่กับใคร ?”

นั่นคือประโยคที่ชายผมสั้นคนนั้น ทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนเปิดประตูกระจกสำนักงานเดินจากไป

“วันนี้พวกอาจารย์ไม่สามารถแหวกลูกกรงออกไปได้ ทั้งไม่สามารถรื้อลวดหนาม ทำลายกำแพงหนีไป ไม่ต่างจากราชสีห์ติดบ่วงในนิทานโบราณ

ไม่มีสิ่งใดที่จะทำลายโซ่ตรวนแห่งกฎหมายได้ นอกจากพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นภาระอันหนักอึ้งของพวกเราทุกรูป

มันแน่นอนว่า พวกเราจะไม่ได้ทำงานกันอย่างสะดวก จะถูกกดดัน ถูกยับยั้งทุกวิถีทาง ไม่เว้นแม้กระทั่งสงครามจิตวิทยา ที่เขาจะสร้างความหวาดกลัวขึ้นมาในสมอง เพื่อใช้ความกลัวหยุดยั้งพวกเรา ไม่ให้มีการต่อสู้

การรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อใช้ในการต่อสู้คดี เป็นภาระของพวกเราทุกรูป ส่วนความอดทนต่อการดูหมิ่นเหยียดหยาม ในนามพระภิกษุนักโทษ เป็นภาระของพวกอาจารย์

ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสสากรรจ์แค่ไหน ก็จงอดทนแบกรับภาระ จงมุ่งมั่น และมีเป้าหมาย อย่าได้ละทิ้งความอดทน เหมือนเรือทรายไม่ละทิ้งภาระ”

หลังคำพูดส่งท้ายของการสนทนาจบลง แววตาที่ดูประหวั่นพรั่นพรึงอยู่เมื่อครู่ ค่อยดีขึ้น กลับเห็นความหาญกล้าและความมุ่งมั่นทอประกายอยู่ในแววตาคู่เดิม เดินห่างออกไป

Share:

Leave a Reply