วันที่ 15 สิงหาคม 2569 มีการเผยแพร่ผลศึกษาสำนักปฏิบัติธรรมวัดสารอด ที่บ่งชี้ว่า “อานาปานสติภาวนา” สัมพันธ์กับความเครียดที่ลดลง หลังปฏิบัติต่อเนื่องคะแนนความเครียดเฉลี่ยลดกว่า 25%
ผลการเก็บข้อมูลเบื้องต้นจากโครงการอานาปานสติภาวนา จัดโดย สำนักปฏิบัติธรรมประจำกรุงเทพมหานครแห่งที่61 วัดสารอด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับโพธิมหาสถานจันทร์เต็มดวง
พบสัญญาณที่น่าสนใจว่า ผู้เข้าร่วมการปฏิบัติอานาปานสติอย่างต่อเนื่องมีคะแนนความเครียดหลังการปฏิบัติลดลง โดยกลุ่มที่พักค้างคืนและเข้าร่วมกิจกรรมร้อยละ 80–100 มีคะแนนความเครียดเฉลี่ยลดลงประมาณร้อยละ 25.35 พร้อมกับมีแนวโน้มของระดับ Cortisol ในน้ำลายลดลง
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม–2 สิงหาคม 2569 โดยมีการเก็บข้อมูลก่อนเริ่มกิจกรรมและหลังสิ้นสุดกิจกรรม เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความเครียดผ่านตัวชี้วัด 2 ด้าน ได้แก่ แบบประเมินความเครียด SPST-20 ซึ่งสะท้อนความเครียดที่บุคคลรับรู้ และระดับ Cortisol ในน้ำลาย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความเครียด

ผลที่น่าสนใจพบในกลุ่มผู้ปฏิบัติที่พักค้างคืนภายในวัดและเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องร้อยละ 80–100 จำนวน 17 คน โดยคะแนน SPST-20 เฉลี่ยก่อนการปฏิบัติอยู่ที่ 33.18 คะแนน และหลังการปฏิบัติลดลงเหลือ 24.76 คะแนน หรือลดลงเฉลี่ย 8.41 คะแนน คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 25.35
เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล พบว่า 13 จาก 17 คน หรือร้อยละ 76.47 มีคะแนนความเครียดลดลง หลังการปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ก่อนปฏิบัติมีผู้ที่อยู่ในระดับความเครียดสูง 2 คน และระดับรุนแรง 1 คน แต่ภายหลังการปฏิบัติเหลือระดับสูง 1 คน และไม่พบผู้ที่อยู่ในระดับรุนแรง
ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านความเครียดที่ผู้เข้าร่วมรับรู้ภายหลังผ่านกระบวนการปฏิบัติอานาปานสติอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้พักค้างคืน หรือเข้าร่วมกิจกรรมไม่ครบตามตารางต่ำกว่าร้อยละ 80 จำนวน 8 คน ก็พบแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน โดยคะแนนความเครียดเฉลี่ยลดลงจาก 30.50 คะแนน เหลือ 24.25 คะแนน หรือลดลงเฉลี่ย 6.25 คะแนน คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 20.49 และมีผู้เข้าร่วมถึง 7 จาก 8 คนที่มีคะแนนความเครียดลดลง
ผลดังกล่าวมีความน่าสนใจในมิติของการนำการฝึกสติด้วยลมหายใจมาใช้เป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ เนื่องจากเป็นวิธีที่เรียบง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ซับซ้อน และสามารถนำไปฝึกฝนต่อเนื่องในชีวิตประจำวันได้ ไม่ได้ดูเพียง “ความรู้สึก” แต่ตรวจ Cortisol ในน้ำลายด้วย การศึกษาครั้งนี้ยังตรวจระดับ Cortisol ในน้ำลาย โดยกลุ่มที่ปฏิบัติต่อเนื่องร้อยละ 80–100 มีค่าเฉลี่ยก่อนการปฏิบัติ 0.107 µg/dL และหลังการปฏิบัติลดลงเหลือ 0.099 µg/dL หรือมีแนวโน้มลดลงประมาณร้อยละ 7.14

อย่างไรก็ตาม ผลของ Cortisol ไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันทุกกลุ่ม กลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมต่ำกว่าร้อยละ 80 มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 0.135 เป็น 0.151 µg/dL ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 0.120 เป็น 0.105 µg/dL ทั้งนี้ ค่าของผู้เข้าร่วมยังอยู่ภายในเกณฑ์อ้างอิงที่กำหนด
จุดนี้ถือเป็นข้อค้นพบสำคัญ เพราะสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงของความเครียดที่บุคคลรับรู้และการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดทางชีวภาพอาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ การตีความผลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
“ลมหายใจ” ที่ทุกคนมี อาจเป็นพื้นที่ฝึกดูแลใจ สาระสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขที่ลดลง แต่ยังชวนให้สังคมหันกลับมาสนใจ “ลมหายใจ” ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่กับมนุษย์ทุกขณะ อานาปานสติ คือ “การมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก” เป็นแนวทางการเจริญสติในพระพุทธศาสนาที่สามารถฝึกได้โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษ จุดสำคัญคือการฝึกอย่างมีสติและต่อเนื่อง
ผลเบื้องต้นจากโครงการครั้งนี้จึงเปิดพื้นที่ให้เกิดคำถามทางวิชาการที่น่าสนใจว่า หากพัฒนาการปฏิบัติอานาปานสติให้เป็นกิจกรรมที่มีรูปแบบและติดตามผลอย่างเป็นระบบ จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาวะและการจัดการความเครียดของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ผลน่าสนใจ แต่ยังต้องศึกษาต่อ แม้ผลที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ปฏิบัติจะเป็นสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะคะแนนความเครียดที่ลดลง แต่การศึกษาครั้งนี้ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ ได้แก่ จำนวนผู้เข้าร่วมไม่มาก จำนวนตัวอย่างของแต่ละกลุ่มไม่สมดุล และกลุ่มควบคุมมีเพียง 2 คน ที่สำคัญ กลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ปฏิบัติก็มีคะแนน SPST-20 ลดลงจากเฉลี่ย 31 เป็น 27 คะแนนเช่นกัน จึงยังไม่สามารถกล่าวจากข้อมูลชุดนี้เพียงอย่างเดียวว่า การลดลงทั้งหมดเกิดจากอานาปานสติโดยตรง
ผลเบื้องต้นพบว่าภายหลังการเข้าร่วมอานาปานสติภาวนา ผู้ปฏิบัติมีคะแนนความเครียดที่รับรู้ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาด้วยกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นและการออกแบบการวิจัยที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อยืนยันประสิทธิผล
ถึงกระนั้นข้อมูลที่เกิดขึ้นก็มีคุณค่าในฐานะจุดเริ่มต้นของการนำภูมิปัญญาการฝึกสติในพระพุทธศาสนามาศึกษาด้วยกระบวนการวัดผลที่เป็นระบบ ทั้งในมิติทางจิตใจและทางสรีรวิทยา
สำหรับประชาชนทั่วไป ผลการศึกษานี้อาจเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ทดลองกลับมาเรียนรู้ลมหายใจของตนเองอย่างจริงจัง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความเชื่อว่าการปฏิบัติจะเปลี่ยนแปลงชีวิตทันที แต่เริ่มจากการให้เวลาแก่ตนเอง ฝึกอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เพราะบางครั้ง การดูแลใจอาจไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่อยู่ไกลตัว แต่อาจเริ่มต้นจากการกำหนด “นี้ลมเข้า นี้ลมออก” คือ การมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออกในทุกลมหายใจ
จากผลการศึกษาดังกล่าว ยังสะท้อนผลการปฏิบัติในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะผลลัพธ์การปฏิบัติสอดคล้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ ข้อ ๑๖๕ หน้า ๑๓๖-๑๓๗. ซึ่งพระองค์ทรงทรงแสดงอานาปานสติสมาธิกถา ไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธิ แม้นี้ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นสภาพสงบประณีต สดชื่น เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข และทำอกุศลธรรมชั่วร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานไป สงบไป โดยเร็ว เปรียบเหมือนฝุ่นละอองที่ฟุ้งขึ้นท้ายฤดูร้อน ถูกฝนใหญ่นอกฤดูกาลให้ อันตรธานไป สงบไปโดยเร็ว”
จำนวนผู้ชม : 88
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply