บันทึกที่ ๘ บันทึกเมื่อ ณ วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับวันอังคาร ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒
จากนี้ไป ความไม่จริง จะถูกตอบโต้ด้วยความจริง ความมดเท็จจะถูกตอบโต้ด้วยความสัตย์ ความอาฆาตจะถูกตอบโต้ด้วยความเมตตาและให้อภัย
ในยามที่ความปลอดภัยบอบบางดังเส้นด้าย ความจริงคือพื้นที่ปลอดภัยของผู้ที่ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงหยัดยืนอยู่บนพื้นที่ของความจริง
แม้วันนี้ ความจริงจะถูกกักขัง แต่วันหนึ่ง ความจริงจะถูกเปิดเผย
และนี่คือความจริงอีกด้านหนึ่ง ที่อยากเล่าเอาไว้ ในยามที่ความปลอดภัยบอบบางดังเส้นด้าย
ความจริงเกี่ยวกับเงินงบประมาณที่ถูกนำมาเป็นเหตุในการดำเนินคดีกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันทางสื่อมวลชนว่า “คดีเงินทอนวัด”
ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ ตามมติมหาเถรสมาคม
นับแต่นั้น งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ ได้ถูกส่งไม้ต่อมายังวัดสระเกศ แล้วงานเผยแผ่ในรูปแบบของวัดสระเกศก็เริ่มต้นขึ้น
ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงได้เริ่มวางโครงสร้างงานสำคัญของคณะสงฆ์ เช่น ให้มีสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด (พ.ศ.๒๕๔๑) ให้มีสำนักเรียนบาลีประจำจังหวัด (พ.ศ.๒๕๔๑) ให้มีระเบียบเกี่ยวกับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา (พ.ศ.๒๕๔๖) ให้มีระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา (พ.ศ.๒๕๕๐) ให้มีระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยกองทุนเผยแผ่พระธรรมในพระพุทธศาสนาตามพระราชประสงค์ (พ.ศ.๒๕๕๑) ให้มีกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา (พ.ศ.๒๕๕๓) ปรับปรุงสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (พ.ศ.๒๕๔๙) และให้มีพระอุปัชฌาย์ต่างประเทศ เป็นต้น
ต่อมา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ลงนามในบัญชาประกาศจัดตั้งโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ขึ้น ให้มีภารกิจรับผิดชอบด้านการอบรมปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม แก่เด็ก เยาวชน ประชาชน และข้าราชการ เพื่อให้เกิดความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยให้สำนักงาน มีชื่อว่า “สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์” และให้มีสำนักงานโครงการ ตั้งอยู่ ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ ฯ ด้านตะวันตกบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ประกาศเมื่อวันที่ ๑ เดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นเดือนมหามงคลวันพระบรมราชสมภพ แห่งสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ และยังได้มีบัญชาประกาศจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ฯ ขึ้น ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ เป็นต้นมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามโครงการให้กับสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ สำนักงานวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ต่อเนื่องมาเป็นลำดับ โดยในแต่ละปี จะมีการทำหนังสือขอรับงบประมาณไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และจะมีการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานส่งกลับไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประจำทุกปี
ดังนั้น การทำหนังสือของบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อมาดำเนินกิจกรรมตามโครงการ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา และเป็นวิธีการตามปกติในการขอรับงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติของวัดหรือหน่วยงานเผยแผ่ของคณะสงฆ์โดยทั่วไป

จากการที่สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ สำนักงานวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร มีรายงานผลการดำเนินงานส่งกลับไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาโดยลำดับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) จึงได้ทำการตรวจสอบและประเมินคุณภาพพร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ สำนักงานวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้ผลประเมินสูงถึงร้อยละ ๙๓ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า การทำงานของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ มีความคุ้มค่าสูงสุด มหาเถรสมาคมจึงมีมติให้สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหน่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ ในการสนับสนุนการดำเนินภารกิจด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๐/๒๕๕๖ มติที่ ๔๑๒/๒๕๕๖ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖
ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้มีบัญชาให้จัดตั้งโครงการพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น เพื่อทำการฝึกอบรมพระสงฆ์ให้ปฏิบัติศาสนกิจเป็นพระธรรมทูตอาสาในพื้นที่เสี่ยงภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามประกาศจัดตั้งโครงการพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ ๑๑ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
ต่อมา มหาเถรสมาคมได้มีมติให้จัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนงานส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนใต้ขึ้น มีสำนักงานตั้งอยู่ ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ ฯ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นไปอย่างเข้มแข็ง เป็นระบบ และเป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการในพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เนื่องจากที่ผ่านมา พระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สังกัดสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ส่งพระธรรมทูตอาสาไปปฏิบัติงานและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นลำดับต่อเนื่องตลอดมา ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๒/๒๕๕๘ มติที่ ๕๑๒/๒๕๕๘ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๘
ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ภายหลังจากเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ถึงมรณภาพแล้ว ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ มหาเถรสมาคมจึงได้มีมติให้ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโครงการของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๐/๒๕๕๘ มติที่ ๔๘๗/๒๕๕๘ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๘
จากนั้น พระพรหมสิทธิ ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการ ฯ จึงได้ออกประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ ดังนี้
๑) ออกประกาศเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ฯ ตามประกาศสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ เดือน กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
๒) ออกประกาศแต่งตั้งประธานคณะทำงานในกำกับสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ มีหน้าที่ในการบริหารจัดการพระวิทยากร จัดทำแผนปฏิบัติงาน และออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรมตามประกาศสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ เดือน กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
๓) ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ตามคำสั่งสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ คำสั่งที่ ๑/๒๕๕๘ สั่ง ณ วันที่ ๑๒ เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
นอกจากนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประธานคณะกรรมการโครงการ ฯ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเขียนแผนยุทธศาสตร์ของสำนักงาน ฯ พร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการออกแบบ วิจัย และพัฒนาหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรมพระวิทยากรเพื่อสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของคณะสงฆ์ โดยให้มีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงแก่สถาบันหลักของชาติ ทำให้เกิดหลักสูตรต่าง ๆ ตามมา ดังนี้
(๑) หลักสูตรพระวิทยากรกระบวนธรรม
(๒) หลักสูตรพระวิทยากรบรรยายธรรม
(๓) หลักสูตรสื่อธรรมให้ถึงโลก (หลักสูตรผลิตสื่อออนไลน์)
(๔) หลักสูตรพระนักเขียน
(๕) หลักสูตรพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้
(๖) หลักสูตรผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนรากฐานคุณธรรม จริยธรรม
และ (๗) หลักสูตรพระธรรมทูตสายต่างประเทศเชิงปฏิบัติการ เป็นต้น ตามคำสั่งสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ คำสั่งที่ ๓/๒๕๕๙ สั่ง ณ วันที่ ๑ เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
และ ยังได้ออกประกาศจัดตั้ง “สถาบันพัฒนาพระวิทยากร” ขึ้น เพื่อเป็นสถาบันฝึกอบรมให้พระสงฆ์ มีทักษะในการทำงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกตามภาระของสำนักงาน ฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคม ทำให้มีพระวิทยากรที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรต่าง ๆ ของสำนักงาน ฯ ปฏิบัติศาสนกิจด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนากระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตามประกาศสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๐ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
พร้อมกันนั้น ได้นำเสนอหลักสูตรการฝึกอบรมพระวิทยากรของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดรับทราบ และมหาเถรสมาคมได้มีมติรับทราบ ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ มติที่ ๒๕/๒๕๖๑ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๑
ซึ่งในขณะนั้น พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือแจ้งกลับมายังสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ ว่า ได้รายงานให้มหาเถรสมาคมทราบแล้ว ซึ่งมหาเถรสมาคม ได้มีมติรับทราบและอนุโมทนา

ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ ได้มีการวางแผนจากบุคคนบางกลุ่ม ในการใช้เรื่อง “เงินทอนวัด” มาเป็นเหตุในการดำเนินคดีกับพระสงฆ์วัดสระเกศ เริ่มที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดย พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในขณะนั้น ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ว่า พระสงฆ์วัดสระเกศรับงบประมาณไปแต่ไม่มีการทำงานตามโครงการจริง ทำโครงการขึ้นมาหลอก ๆ ทำเป็นกระบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อทุจริตเบียดบังเอาเงินงบประมาณไปเป็นประโยชน์ของตน
เงินงบประมาณที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำมาใช้ในการดำเนินคดีกับพระสงฆ์วัดสระเกศ โดยกล่าวหาว่า ไม่ได้มีการทำโครงการจริง มี ๓ หมวด คือ
๑) งบประมาณโครงการอบรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับเด็ก เยาวชน ประชาชน และข้าราชการ เพื่อความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จำนวนเงิน ๓๗.๒ ล้านบาท
๒) งบประมาณโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ๖ ด้าน คือ การปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห์ และการสาธารณสงเคราะห์ จำนวนเงิน ๓๒.๕ ล้านบาท
๓) งบประมาณโครงการอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำนวนเงิน ๑๐ ล้านบาท
ซึ่งเงินในหมวดนี้ มีการนำเอกสารหลักฐานเป็นเช็คผิดฉบับ ผิดปีงบประมาณ ผิดโครงการ มาฟ้อง เพราะไม่ใช่เช็คจากงบประมาณโครงการอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ที่ถูกต้อง เป็นงบประมาณโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ซึ่งภายหลังจากถูกจับเข้าไปอยู่ในเรือนจำนานนับปีแล้ว ผู้ฟ้องได้มีการขออนุญาตศาลแก้ฟ้องใหม่ โดยใช้หลักฐานใหม่ เพื่อให้ตรงกับงบเผยแผ่ที่ฟ้องผิดไปแล้ว
ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินงบประมาณทั้งสองโครงการดังกล่าวนั้น ถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาจนหมดสิ้น ซึ่งมีรายละเอียดการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ดังนี้
งบประมาณจำนวน ๓๗.๒ ล้านบาท นำไปใช้ในการอบรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับเด็ก เยาวชน ประชาชน และข้าราชการ เพื่อความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีผู้ผ่านการอบรมตลอดทั้งปี มากกว่า ๑๒๐,๐๐๐ คน โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้
๑) สำนักงานส่วนกลาง ดำเนินการด้วยงบประมาณ จำนวน ๒๗.๒ ล้านบาท ซึ่งมีคณะทำงาน ประกอบด้วย
๑.๑ พระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม
๑.๒ พระวิทยากรกลุ่มใต้ร่มพุทธธรรม
๑.๓ พระวิทยากรกลุ่มจริยธรรมแชนแนล
๑.๔ วัด, บุคคล และคณะบุคคล ที่จัดอบรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นเครือข่ายจัดกิจกรรมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ฯ มาโดยตลอด
๒) ศูนย์ ฯ ประจำภูมิภาค ๕ ศูนย์ ดำเนินการด้วยงบประมาณ จำนวน ๑๐ ล้านบาท ประกอบด้วย
๒.๑ ศูนย์ ฯ ภาคเหนือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๒ ล้านบาท
๒.๒ ศูนย์ ฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน วัดธาตุ จังหวัดขอนแก่น (ร่วมกับมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตขอนแก่น จำนวน ๒ ล้านบาท
๒.๓ ศูนย์ ฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง วัดปากน้ำ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๒ ล้านบาท
๒.๔ ศูนย์ ฯ ภาคกลาง วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จังหวัดราชบุรี จำนวน ๒ ล้านบาท
๒.๕ ศูนย์ ฯ ภาคใต้ วัดศิลาชลเขต จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ๒ ล้านบาท
งบประมาณโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวนเงิน ๓๒.๕ ล้านบาท ใช้ไปในการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ ๖ ด้าน คือ ด้านการปกครอง ด้านการเผยแผ่ ด้านการศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณูปการ และด้านการสาธารณะสงเคราะห์ โดยได้แบ่งการใช้จ่ายเงินเป็น ๒ ส่วน ดังนี้
๑) จัดทำสารคดีกิจการพระพุทธศาสนา จำนวน ๑๓๐ ตอน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เห็นการทำงานของพระสงฆ์ในด้านต่าง ๆ ครอบคลุมวัดสำคัญ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ออกอากาศทางช่องเนชั่นทีวี ๒๒ เป็นเงิน ๒๖ ล้านบาท
๒) จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทางสื่อต่าง ๆ (ในเรื่องวันอาสาฬบูชา และวันเข้าพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙) เป็นเงิน ๖.๕ ล้านบาท
ในการดำเนินคดีนั้น พระพรหมสิทธิถูกฟ้องว่า เป็นผู้ทำหนังสือของบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นเหตุให้เกิดขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การกระทำดังกล่าว เป็นการสนับสนุนให้เจ้าพนักงานกระทำความผิด
จึงถือว่า เป็นมูลฐานในการกระทำความผิด มีจำเลย ๕ รูป/คน ประกอบด้วย พระพรหมสิทธิ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีก ๔ นาย
คดีนี้ศาลประทับรับฟ้องด้วยหมายเลขคดีที่ อท.๒๕๗/๒๕๖๑ ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
เนื่องจากถูกฟ้องหลายคดี เอกสารหลักฐานมีจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ให้ง่ายต่อการสื่อสารระหว่างการต่อสู้คดี พวกเราจึงเรียกคดีนี้กันว่า “คดี ๒๕๗”
อีกหนึ่งคดี ถูกกล่าวหาว่า “ฟอกเงิน” โดยนำเงินที่ได้รับมาจากการทำหนังสือขอนั้นไปใช้ จึงเป็นความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยมีทั้งหมด ๘ รูป/คน ประกอบด้วย
๑. พระพรหมสิทธิ
๒. พระราชกิจจาภรณ์
๓. พระศรีคุณาภรณ์
๔. พระครูสิริวิหารการ
๕. นายทวิช สังข์อยู่
๖. นางสาวนุชรา สิทธินอก
๗. นายธีระพงศ์ พันธุ์ศรี
๘. นางสาวฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา
แต่ภายหลังจากถูกจับมาคุมขังไว้ในเรือนจำแล้ว จนถึงวันที่เขียนบันทึกนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนแล้ว และพบว่า พระสงฆ์วัดสระเกศที่ถูกกล่าวหา มีการนำเงินไปใช้จ่ายตามโครงการจริง ไม่พบการทุจริตใด ๆ และไม่มีพระรูปใดได้ประโยชน์จากเงินดังกล่าว อีกทั้ง ไม่พบว่า มีเงินย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่อย่างใด
แม้เป็นเช่นนั้น ก็ยังทำการสั่งฟ้องว่า แม้จะมีการใช้เงินตามโครงการจริง แต่มีการใช้เงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ทำหนังสือขอ จึงเป็นความผิดฐานฟอกเงิน
ข่าวคราวเงินทอนวัดที่ถูกสร้างเรื่องขึ้นมาใช้ในการจับกุมดูใหญ่โตมาก ช่างห่างไกลจากเหตุผลของการสั่งฟ้องในวันนี้
คดีนี้ศาลประทับรับฟ้องด้วยหมายเลขคดีที่ อท.๑๙๗/๒๕๖๑ ของศาลเดียวกัน พวกเราจึงเรียกคดีนี้ว่า “คดี ๑๙๗”
งบประมาณหมวดที่ ๓ จำนวนเงิน ๑๐ ล้านบาท ถูกฟ้องว่า เป็นงบประมาณโครงการอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา มีการนำเอกสารหลักฐานเป็นเช็คผิดฉบับมาฟ้อง เพราะงบที่ถูกฟ้องไม่ใช่งบโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ที่ถูกต้อง เป็นงบโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา
มูลเหตุแห่งคดี เริ่มมาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษว่า วัดสระเกศไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ทำหนังสือของบประมาณหมวดโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หลังจากพระสงฆ์ที่ถูกฟ้องได้แก้ข้อกล่าวหาต่อศาลไปว่า “เงินที่ได้รับมา เป็นเงินงบประมาณโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เงินงบประมาณจากโครงการอุดหนุน โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามที่กล่าวหา แต่อย่างใด”
พนักงานอัยการ จึงรู้ว่า ฟ้องผิด โดยใช้เอกสารหลักฐานผิด เพราะเป็นเช็คผิดฉบับ ผิดปีงบประมาณ ผิดโครงการ จากเอกสารหลักฐานการแก้ข้อกล่าวหาของพระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหานั้น
พนักงานอัยการได้ขออนุญาตศาลแก้ฟ้องใหม่ โดยเปลี่ยนจากงบประมาณหมวด “โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา” มาเป็นงบประมาณ “โครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา” และศาลอนุญาตให้แก้ฟ้องใหม่ได้
แม้ใช้เอกสารหลักฐานมาฟ้องผิด เป็นเหตุทำให้พระสงฆ์ต้องติดคุกในคดีนี้มานับปี แต่ก็ยังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อให้โอกาสพระสงฆ์ได้ออกไปแสวงหาเอกสารหลักฐานมาต่อสู้คดีตามสิทธิอันชอบธรรมที่ควรจะได้รับ

ขอเล่าเพิ่มเติมไว้อีกนิดหนึ่งว่า แม้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลด้วยเอกสารหลักฐานที่ไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง ได้เกิดข้อผิดพลาดในการฟ้องคดี กล่าวคือ พนักงานอัยการนำเช็คผิดฉบับ ผิดปีงบประมาณ ผิดโครงการ มาเป็นหลักฐานในการฟ้อง อันอาจเข้าข่ายใช้เอกสารอันเป็นเท็จมาเป็นเหตุในการดำเนินคดี
แต่ปรากฏว่า องค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ ได้ใช้ดุลยพินิจอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องภายหลังจากที่ได้รับฟ้องจนเริ่มการต่อสู้คดีกันไปแล้ว
ในงบประมาณนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษวัดต่าง ๆ จำนวนมากว่า วัดเหล่านั้นที่รับงบประมาณหมวดนี้ไป ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ของบประมาณมาใช้ จึงมีความผิด กลับเจาะจงดำเนินคดีจนถึงชั้นศาลเฉพาะ ๓ วัดเท่านั้น คือ วัดสระเกศ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศาราม ทั้งที่ในเอกสารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปรากฏว่า มีวัดที่ได้รับงบประมาณเช่นเดียวกันนี้ถึง ๑๔ วัด คือ
๑. วัดพิชยญาติการาม จำนวน ๑๐ ล้านบาท
๒. วัดเทพศิรินทราวาส จำนวน ๑๐ ล้านบาท
๓. วัดสุทัศนเทพวราราม จำนวน ๑๐ ล้านบาท
๔. วัดเทวราชกุญชร จำนวน ๑๐ ล้านบาท
๕. วัดบวรนิเวศวิหาร จำนวน ๕ ล้านบาท
๖. วัดอรุณราชวราราม จำนวน ๑๐ ล้านบาท
๗. วัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรี จำนวน ๓๐ ล้านบาท
๘. วัดราชโอรสาราม จำนวน ๕ ล้านบาท
๙. วัดตรีทศเทพ จำนวน ๕ ล้านบาท
๑๐. วัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี จำนวน ๕ ล้านบาท
๑๑. วัดร่ำเปิ่ง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๕ ล้านบาท
๑๒. วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๕ ล้านบาท
๑๓. วัดแคทราย จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน ๕ ล้านบาท
๑๔. วัดโคกขาม จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน ๕ ล้านบาท
อนึ่ง มีข้อพิรุธของการดำเนินคดี จนดูผิดปกติ แม้มีการแก้ฟ้องใหม่ เปลี่ยนจากงบประมาณหมวด “โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา” มาเป็นงบประมาณ “โครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา” วัดสระเกศก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณนี้ เช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ อาทิเช่น สำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงาน ป.ป.ช.
แต่กลับปรากฏว่า มีเพียงวัดสระเกศเท่านั้น ที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีจนถึงชั้นศาล ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นการจงใจให้เกิดความเสื่อมเสียเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย ที่ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกเท่านั้น
นอกจากนั้น ในงบประมาณโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ยังมีวัดที่ได้รับงบประมาณประเภทนี้ อยู่ในบัญชีเดียวกันกับวัดสระเกศ แต่ไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี จนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วย
๑. วัดพิชยญาติการาม จำนวน ๓ ล้านบาท
๒. วัดยานนาวา จำนวน ๒ ล้านบาท
๓. วัดสุวรรณาราม จำนวน ๑๒ ล้านบาท
๔. สำนักงานเจ้าคณะภาค ๙ วัดอรุณราชวราราม จำนวน ๔ แสนบาท
๕. วัดสุริยาราม จังหวัดสงขลา จำนวน ๔ ล้านบาท
๖. วัดไตรมิตรวิทยาราม จำนวน ๑ ล้านบาท
๗. สำนักงานเลขานุการวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จำนวน ๑ ล้านบาท
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้งบประมาณโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน ๑๐ ล้านบาท ของคดีที่ ๓ นี้ มีข้อเท็จจริงว่า
สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ วัดสระเกศ ได้ใช้ไปในการพัฒนาอาคารสถานที่ สำหรับใช้ในการฝึกอบรมพระวิทยากร ๓ แห่งด้วยกัน คือ
๑. พัฒนาปรับปรุงลานโพธิ์ลังกา ด้านหน้าพระอุโบสถวัดสระเกศ เป็นเงินจำนวน ๑.๒ ล้านบาท
๒. บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงพ่อโต ด้านทิศเหนือบรมบรรพต ภูเขาทอง เป็นเงินจำนวน ๖.๔ ล้านบาท
๓. บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงพ่อดำ ด้านทิศตะวันตกบรมบรรพต ภูเขาทอง เป็นเงินจำนวน ๒.๔ ล้านบาท
เนื่องจากสำนักงาน ฯ มีการฝึกอบรมพระวิทยากรตามหลักสูตรต่าง ๆ อยู่ตลอดทั้งปี จำเป็นต้องมีสถานที่ที่เหมาะแก่การใช้ในการฝึกอบรม จึงเป็นที่มาของการทำแผนขอรับการสนับสนุนงบประมาณมาพัฒนาอาคารและสถานที่ดังกล่าว
เงินงบประมาณได้ถูกใช้ไปตามที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของการของบประมาณหมวดนี้ ทุกประการ
ในขณะเขียนบันทึก คดีนี้ ยังไม่มีการฟ้องคดีมูลฐานแต่อย่างใด มีจำเลยในคดีนี้ ๓ รูป/คน ประกอบด้วย
๑. พระราชอุปเสณาภรณ์
๒. พระราชกิจจาภรณ์
๓. นายทวิช สังข์อยู่
ศาลประทับรับฟ้องด้วยหมายเลขคดีที่ อท.๒๐๕/๒๕๖๑ พวกเราจึงเรียกคดีที่ฟ้องผิด ๆ ถูก ๆ เกี่ยวกับเงินงบประมาณจำนวน ๑๐ ล้านนี้ว่า “คดี ๒๐๕”
เงินงบประมาณทั้งหมด ถูกใช้ไปตรงตามวัตถุประสงค์ที่ทำหนังสือของบประมาณมาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทุกประการ

ภายหลังดำเนินงานตามโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ได้มีการทำรายงานส่งกลับไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดังที่เคยปฏิบัติมาตามปกติเช่นทุกปี โดยหนังสือรายงานดังกล่าว ได้ลงเลขรับในระบบงานสารบัญของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปรากฏชัดเจน แม้ในขณะนั้น จะยังไม่มีระเบียบให้วัดต้องส่งรายงานผลการปฏิบัติงานกลับไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ตาม
อนึ่ง งบประมาณดังกล่าว ยังถูกตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว ไม่พบการทุจริต มีการสอบยันบริษัทผู้รับเหมาด้วยแล้ว
อีกคดีหนึ่ง ศาลแพ่ง ได้มีคำสั่งให้อายัด/ยึดเงินในบัญชีธนาคารต่าง ๆ ของพระพรหมสิทธิเอาไว้ทั้งหมด
นอกจากนั้น ศาลแพ่ง ยังได้มีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีของพระราชกิจจาภรณ์เอาไว้ด้วย เป็นเงินจำนวน ๒๗,๐๐๐ บาท
มีการปล่อยข่าวลือในหมู่ประชาชนว่า พระเด็ก ๆ แค่ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ยังมีเงินจำนวนมากถึง ๒๗ ล้านบาท อยู่ในบัญชีส่วนตัว อาจสื่อไปในความหมายให้ประชาชนเกลียดชังพระสงฆ์ว่า เป็นพระเจ้าพระสงฆ์ แต่มีเงินมากจัง เพราะในความเป็นจริงมีเงินตามบัญชีจำนวนสองหมื่นเจ็ดพันบาท แต่โฆษณาว่า มีเงิน ๒๗ ล้านบาท
พระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดี แม้ถูกควบคุมตัวไว้ในเรือนจำในฐานะพระภิกษุนักโทษ ยังครองสมณเพศตลอดมา มิได้มีการเปล่งวาจาลาสิกขา ยังปฏิญาณตนเป็นพระภิกษุ จนถึงปัจจุบัน
อนึ่ง มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการพรากผ้ากาสาวพัสตร์ไปจากกายพระสงฆ์ในวันดังกล่าว ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระธรรมวินัย และกฎหมายคณะสงฆ์ กล่าวคือ เมื่อพระสงฆ์ถูกกล่าวหา ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการถอดจีวร ต้องให้คณะสงฆ์ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน กล่าวคือต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเสียก่อน ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ หากพบว่า มีความผิดจนถึงขั้นปาราชิกจริง ตามที่ถูกกล่าวหา จึงจะลงโทษให้ “ขาดจากความเป็นพระ”

ในกรณีที่พบว่า เป็นความผิดเกี่ยวกับกฎหมายอาญา ไม่เกี่ยวกับอาบัติปาราชิก ต้องให้เปล่งวาจาลาสิกขาเสียก่อน จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งความดำเนินคดี หรือส่งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป
แต่ข้อเท็จจริง ในกรณีนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จงใจที่จะไม่เสนอเรื่องให้มหาเถรสมาคม หรือคณะสงฆ์ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบหาข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จเสียก่อน และเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ชั้นจับกุม จนถึงพนักงานสอบสวน ก็มิได้ดำเนินการจัดให้มีการเปล่งวาจาลาสิกขาต่อหน้าบุคคลผู้รู้ความ ทั้งไม่ได้ดำเนินการจัดให้มีการลาสิกขาก่อน แต่อย่างใด
พระภิกษุทั้งหมดที่ถูกจับกุมดำเนินคดี และพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวระหว่างดำเนินคดี ศาลจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว และพระภิกษุทั้งหมดนั้น ก็มิได้เปล่งวาจาลาสิกขาแต่ประการใด ยังปฏิญาณตนเป็นพระภิกษุตลอดมา อีกทั้ง ไม่มีเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์รูปใด มาดำเนินการให้เปล่งวาจาลาสิกขาในระหว่างดำเนินคดี จึงเท่ากับว่า ไม่ได้มีการจัดดำเนินการให้สละสมณเพศ อีกทั้งไม่ได้มีการรายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศ และก็มิได้ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งเป็นประการใดต่อเรื่องดังกล่าว
ก่อนนำตัวเข้าสู่เรือนจำ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังประจำศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในวันดังกล่าว ก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีการเปล่งวาจาลาสิกขาเช่นกัน เพียงแต่ให้เปลี่ยนเป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาวเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้มีการรายงานให้ศาลทราบตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้แต่อย่างใดด้วย
แม้จะมีคำถามดังก้องอยู่ในหัวตลอดมาว่า จับกุมพระมาคุมขังไว้ด้วยเรื่องอะไร ? แม้จะมีคำตอบเพียงสั้น ๆ ว่า มันเป็นนโยบาย มันเป็นคำสั่ง แต่ก็ยังมีคำถามค้างคาใจดังก้องอยู่ในหัวว่า มันเป็นนโยบายของใคร ? มันเป็นคำสั่งของใคร ?
แต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมา คงเป็นคำถามที่สะท้อนอยู่ในความมืดดำ และถูกดูดซับให้กลืนหายไปในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ฯ
จำนวนผู้ชม : 35
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply