วัดราชนัดดาราม วัดต้องสาป สร้างสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อสร้างค้างคานานนับร้อยปี ที่ตั้ง “โลหะปราสาท” แห่งที่ 4 ของโลก

วัดราชนัดดาราม” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2389 ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี (พระอิสริยยศในช่วงปลายรัชกาลที่ 3) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3)

โดย “ราชนัดดา” แปลว่า “หลาน” จึงเป็นที่มาของชื่อวัดราชนัดดานั่นเอง.
วัดราชนัดดามีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมากสิ่งหนึ่งก็คือ “โลหะปราสาท” ทว่า รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคตไปก่อนที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ คงค้างเป็นเพียงโครงก่ออิฐสลับศิลาแลง และส่วนใหญ่ของอาคารในวัดก็ยังไม่ได้ฉาบปูน

ล่วงเลยมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 วัดราชนัดดาและโลหะปราสาทก็อยู่ในสภาพเดิมเหมือนเมื่อครั้งรัชกาลก่อน

อย่างไรก็ตาม หลายวัดที่บูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีวัดราชนัดดาแห่งนี้ที่ยังค้างอยู่ เหตุผลก็คือ วัดแห่งนี้เป็น “วัดต้องสาป” หรือวัดต้องคำสาป!?

ประเด็นนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเล่าเอาไว้ว่า

“ทูลกระหม่อม (หมายถึงรัชกาลที่ 4 – กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) ได้รับสั่งเล่าให้ฉันฟังต่อพระโอฐเอง…ว่าวัดเดิมนั้นสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี กราบทูลขอให้ทรงทำวัดราชนัดดา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง ในพระนามของท่าน

แต่ทูลกระหม่อมทรงรังเกียจด้วยพระกระแส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ควรที่จะเอามาเล่าคุ้ยเขี่ยขึ้นในเวลานี้อีก…วัดนั้นเป็นวัดต้องสาปไม่เสด็จพระราชดำเนินตลอดมาจนแผ่นดินปัจจุบันนี้ เมื่อไม่ต้องด้วยพระราชอัธยาศัยดังนี้จึงรับสั่งว่าจะสร้างให้ใหม่วัดหนึ่ง…”

จากพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 สรุปได้ว่า เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ ทรงรับเอาพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เป็นสมเด็จพระอัครมเหสีที่ สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี

ต่อมา พระองค์เจ้าโสมนัสฯ กราบบังคมทูลขอให้รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างวัดราชนัดดาให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่รัชกาลที่ 4 “ทรงรังเกียจด้วยพระกระแส” คือพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 3 ซึ่งเราไม่ทราบว่ามีพระราชดำรัสไว้อย่างไรจนทำให้รัชกาลที่ 4 ไม่โปรด

ทว่า พระราชดำรัสนั้นไม่ต้องพระราชอัธยาศัย รัชกาลที่ 4 จึงไม่ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะก่อสร้างวัดแห่งนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็โปรดฯ ให้สร้างวัดแห่งใหม่แทน นั่นคือ วัดโสมนัสราชวรวิหาร
ปริศนาวัดต้องสาปนี้ พระธรรมนิเทศทวยหาญได้ฟังจากคำบอกเล่าของหม่อมเจ้าพร้อม ลดาวัลย์ ที่เล่าเบื้องหลังเรื่องนี้เอาไว้ ความว่า

“ถึงรัชกาลที่ 4 ตอนที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ กราบทูลให้ทรงทำวัดราชนัดดาต่อไปนั้น นัยว่าท่านเป็นคนซื่อ ได้กราบทูลตลอดไป ถึงความที่รัชกาลที่ 3 มีพระราชประสงค์จะไม่ให้ต้องใช้เงินแผ่นดินใหม่ ได้พระราชทานเงินบูรณะไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากแล้ว

รับสั่งว่า พระนั่งเกล้าท่านทรงรังเกียจฉัน ท่านจะไม่ให้ฉันเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดวาอารามของลูกหลานท่าน ท่านจึงได้พระราชทานเงินกันไว้เสียเองเถอะ ฉันจะไม่เกี่ยวข้องกับวัดนี้เป็นอันขาด กฐินก็จะไม่ไปทอด ลูกของเธอฉันก็จะไม่ให้ไปที่วัดนี้ จึงได้ทรงรับสั่งว่าจะสร้างให้ใหม่วัดหนึ่งต่างหาก…”

ด้วยเหตุนี้เอง รัชกาลที่ 4 จึงไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินวัดราชนัดดาตลอดรัชกาล และเมื่อล่วงเลยมาถึงรัชกาลต่อ ๆ มา งานก่อสร้างภายในวัดรวมถึงโลหะปราสาทก็แทบจะไม่คืบหน้าไปมากนัก

และกว่าที่โลหะปราสาทจะเสร็จสมบูรณ์ เวลาก็ล่วงผ่านไปจากเมื่อแรกเริ่มสร้างวัดนานนับร้อยปี

ส่วนโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นโลหะปราสาทองค์ที่สองของไทย และถือเป็นองค์ที่สี่ของโลก สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ในพื้นที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร และอยู่ในบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ยอดปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

โลหะปราสาท ได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง ภายหลังก่อสร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ภายหลังพระองค์สวรรคตลง โลหะปราสาทก็มิได้ปรับปรุงแล้วเสร็จ จนกระทั่งได้บูรณะครั้งใหญ่จนแล้วเสร็จในสมัยพระราชปัญญาโสภณ (สุข ปุญญรํสี) ปี พ.ศ. 2506 โดยมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ร่วมกันปรับปรุงแล้วเสร็จ เป็นแบบก่อโบกปูนสีแดง มณฑปทาสีขาว

ในปี พ.ศ. 2539 พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรม (ในเวลาต่อมา) ได้ออกแบบวัสดุมุงและเครื่องประดับหลังคาเป็นโลหะและทองแดงรมดำ ทำให้ออกมาเป็นสีดำ และในปี พ.ศ. 2555 กรมศิลปากรได้ร่วมกับทางวัดบูรณะ มณฑปให้เป็นสีทองแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2560

โลหะปราสาทสร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แทนการสร้างเจดีย์ โลหะปราสาทนี้สร้างขึ้นตามประวัติพระพุทธศาสนา ซึ่งในสมัยนั้นชาวกรุงเทพเข้าใจกันว่าเป็นโลหะปราสาทหลังที่สามของโลก แต่ต่อมาพบว่าแท้จริงแล้วเป็นหลังที่สี่ โลหะปราสาทหลังแรกนั้น สร้างที่กรุงสาวัตถีในสมัยพุทธกาลโดยเป็นปราสาทสองชั้นจำนวนพันห้องชื่อว่า “มิคารมาตุปราสาท” ส่วนโลหะปราสาทหลังที่สองสร้างที่กรุงอนุราธปุระในราวปีพุทธศักราช 382 มีเก้าชั้นจำนวนพันห้อง มีความกว้างแต่ละด้านร้อยศอก หลังคาเป็นทองแดง โลหะปราสาทหลังที่สาม สร้างที่เวียงเชียงใหม่ประมาณพุทธศักราช 2022 หลังคาเป็นทองแดง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วหลายองค์ของเชียงใหม่

โลหะปราสาทวัดราชนัดดารามวรวิหาร มีลักษณะศิลปสถาปัตยกรรมไทยเป็นปราสาท 3 ชั้น มีเรือนยอด 37 ยอด หมายถึงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ กลางปราสาทเป็นช่องกลวงจากฐานตลอดยอด มีซุงต้นใหญ่สูงถึงยอดปราสาทเป็นแกนกลาง เจาะลำต้นตอกเป็นบันไดเวียนขึ้น 67 ขั้น เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2394 นับจากปีที่เริ่มก่อสร้างวัดราชนัดดารามได้ห้าปี แต่ก่อสร้างสำเร็จเป็นเพียงปราสาทโกลน ก็สิ้นรัชกาล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการก่อสร้างโลหะปราสาท จนมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระประสิทธิ์สุตคุณ (แดง เขมทตฺโต) เจ้าอาวาส ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้งตามแต่กำลังทุนทรัพย์ที่หาได้ โดยบูรณะตั้งแต่ชั้นบนลงมา คือ ทำพื้น ก่อมณฑปโบกปูนสีแดง ยกฉัตร ยอดเจดีย์ที่ชั้นบนสุดและชั้นที่ 2 ทั้งหมด ยังเหลือแต่ชั้นล่างสุดที่ไม่ได้บูรณะ

การบูรณะโลหะปราสาทครั้งใหญ่ ดำเนินการในสมัยพระราชปัญญาโสภณ (สุข ปุญญรํสี) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในปี พ.ศ. 2506 ทั้งนี้ได้พยายามรักษาแบบแผนดั้งเดิมของโลหะปราสาทในสมัยรัชกาลที่ 3 ไว้ให้มากที่สุด นับว่าโลหะปราสาทได้บูรณปฏิสังขรณ์จนเสร็จสมบูรณ์ในครั้งนี้ โดยกรมโยธาเทศบาล เป็นผู้รับผิดชอบในครั้งนี้

เมื่อครั้งที่รัฐบาลจัดงานฉลองศิริราชสมบัติครบ 50 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2538-2539 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ พระเจดีย์บุษบกโลหะปราสาทเป็นพระราชพิธีแรก แห่งการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538

สืบเนื่องจากโอกาสดังกล่าว โครงการบูรณะโลหะปราสาทครั้งล่าสุดจึงได้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 สาระสำคัญของโครงการนี้ประกอบด้วย งานบูรณปฏิสังขรณ์โลหะปราสาท เริ่มจากยอดมณฑปกลาง เปลี่ยนวัสดุมุงและเครื่องประดับหลังคาเป็นโลหะและทองแดงรมดำ โดยมีนาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น (ยศในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นยศ พลอากาศตรี) ศิลปินแห่งชาติ เป็นสถาปนิก นายสุทิน เจริญสวัสดิ์ เป็นวิศวกรโยธา และ นายประพิศ แก้วสุริยาเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง

ในปี พ.ศ. 2555 กรมศิลปากร ร่วมกับวัดราชนัดดารามวรวิหาร จัดโครงการบูรณะโลหะปราสาท วัดราชนัดดาราม โดยการปิดทองคำเปลวบนยอดทั้ง 37 ยอด โดยเริ่มดำเนินการจากชั้นบนสุดลงมาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2560

 

ข้อมูลภาพเนื้อความ ศิลปวัฒนธรรม /วิกิพีเดีย

Share:

Leave a Reply