วันพุธ ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๓๐ น. คณะสงฆ์จากราชอาณาจักรไทย ได้เดินทางไปเยี่ยม สมเด็จไวโรจนะ รินโปเช องค์ลามะน้อย หรือที่คนไทยเรียกท่านว่า ลามะน้อย ณ วัดที่สมเด็จย่าของท่านสร้างถวาย ในเมืองทิมพู โดยที่รินโปเช องค์ลามะน้อย เจ้าชายพระองค์นี้ เป็นพระโอรสของเจ้าหญิงพระธิดาของสมเด็จพระราชินีอาชิ เชริง เป็ม วังชุก พระมเหสีองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก มีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉาเจ้า (เสด็จป้า) ของกษัตริย์จิกมี สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งราชอาณาจักรภูฏาน

สำหรับชาวภูฏานแล้ว การที่ท่านรินโปเช องค์ลามะน้อย ได้กลับชาติมาเกิดในสายกษัตริย์ ราชวงศ์ภูฏาน เป็นเรื่องที่หาได้ยาก และพระองค์ยังได้ผนวชในพระพุทธศาสนาตันตระ-วัชรยาน ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ และเป็นเรื่องน่าปิติยินดียิ่งของชาวภูฏาน
สมเด็จไวโรจนะรินโปเช ลามะน้อยผู้ทรงระลึกชาติได้ตั้งแต่อายุ ๒ ชันษา โดยระลึกว่า ท่านเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา เมื่อพันกว่าปีและท่านยังเป็นศิษย์เอกของท่านคุรุปัทมสัมภวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระสงฆ์เจ็ดรูปแรกที่ได้บวชที่ประเทศธิเบต เมื่อสมเด็จพระอัยยิกาทราบ ต้องการทดสอบจึงได้พาสมเด็จไวโรจนะเดินทางไปพิสูจน์ ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็พบว่า แม้พระองค์อยู่ในวัยเพียง ๒ ชันษาเท่านั้น ก็สามารถเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับนาลันทา ได้อย่างถูกต้องตรงตามประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนาลันทา จนกระทั่งคณะสังฆะส่วนกลางของประเทศภูฏานได้บวชให้และถวายพระนามว่า “สมเด็จมหาไวโรจนะ” อันเป็นชื่อเก่าในอดีตชาติของท่าน และถวายตำแหน่งรินโปเช อันเป็นตำแหน่งคุรุที่กลับชาติมาเกิด
ทั้งนี้ พระสงฆ์ภูฏาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้มาอำนวยความสะดวกแก่คณะสงฆ์จากราชอาณาจักรไทย ได้เล่าว่า พอท่านลามะน้อยมีอายุครบ ๒ ชันษา ก็ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าแบบเด็กฆราวาสทั่วไป กลับชอบการแต่งกายแบบพระสงฆ์ชาวภูฎาน และท่านลามะน้อย ยังมีความสามารถด้านภาษา พูดได้ถึง ๖ ภาษา
อนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๐ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พร้อมด้วยคณะ เคยได้เข้าเยี่ยมท่านลามะน้อย ณ พระตำหนัก พระราชอุทยานทิมพู เมืองทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ขณะนั้น ท่านลามะน้อย มีอายุ ๓ ชันษา


Leave a Reply